ตอนก่อนหน้า
บทที่ ๑ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๒ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๓ (๑/๒) (๒/๒) 
บทที่ ๔
บทที่ ๕
บทที่ ๖
บทที่ ๗
 
 

ชายหนุ่มในชุดกลมกลืนกับเหล่าสลัดแห่งเออเรบัสวิ่งตามกลุ่มโจรซึ่งออกไปนอกคฤหาสน์อย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครรู้ว่าเขาคือใคร...ตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาในตอนนี้แค่สงสัย...ว่าเออเรบัสจะมาที่เมืองนี้ด้วยเหตุผลหลักอะไร แน่นอนว่ามันไม่ใช่การปล้นธรรมดาเท่านั้น การปล้น...ในยามกลางวันเช่นนี้มันอุกอาจยิ่งนัก เหมือนจะท้าทายราชนาวี ท้าทายเขาผู้บังคับการกองเรือที่นี่และท้าทาย...จอมพลเรือเคซาส เจ้าบ้านเรนาเธียซึ่งเป็นหัวหน้าเขตการปกครองแถบนี้ทั้งหมด ท่าทาง...อาดีสคงยังไม่รู้กระมังว่าคู่ปรับเก่ามาอยู่ตรงนี้แล้ว

โจรสลัดทั้งหมดทยอยเดินออกจากบ้านไปทิ้งไว้เพียงซากร่างไร้วิญญาณของตำรวจเมืองซึ่งเข้าเวรรักษาการณ์จวนข้าหลวงอาวุโสเท่านั้น ดวงตาสีน้ำทะเลมองกวาดแล้วก็ต้องถอนใจ คนมากมายเสียชีวิตไปเพื่อสนองความต้องการของคนเพียงคนเดียว ความต้องการและตัณหาของอาดีสผู้เป็นกัปตันเรือเออเรบัส ชายหนุ่มลอบมอง...ในมือก็ถือของล้ำค่าเอาไว้ชิ้นหนึ่งเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย โจรสลัดจากไปเกือบหมด...

“ทุกคนไปหมดแล้ว...แล้วเจ้าเล่าเหตุใดจึงซุ่มดูข้าอยู่เช่นนี้” เขาพูดกับใครบางคนที่มองไม่เห็น “ออกมาจากเงามืดเสียเถิด หาต้องการจะประมือกันจริงๆข้าก็จะสนองความต้องการนั้น”

“ข้าว่ามีแต่เพียงคนโง่เท่านั้นกระมังที่คิดจะเผชิญหน้ากับท่าน...ท่านผู้การรามิล”

ผู้การหนุ่มหันกลับมาโดยไว ชายที่ยืนลอบมองเขาอยู่ครู่ใหญ่ก้มศีรษะต่ำยิ่ง ทำความเคารพเขาประหนึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นๆ

“ท่านไม่สมควรมาเสียเวลากับพวกสวะเหล่านี้ ให้ข้ากับคนของท่านจัดการเองดีกว่า ข้าคิดว่าทางด้านหลัง ที่กระท่อมหลังเล็กในสวนจะมีเรื่องวุ่นให้ท่านสนุกมือมากกว่านี้แน่” เส้นผมสีทรายของเขาจับตัวแข็งด้วยเลือด

รามิลวางของในมือ มองฝ่ายตรงข้ามที่ดูไม่น่าจะอายุเกินยี่สิบต้นๆด้วยความสงสัย

 “ขอบใจที่บอก เจ้ารู้ว่าข้าคือใคร...หากข้าไม่รู้ว่าเจ้าคือใครกันแน่” คนพูดหัวเราะน้อยๆ

ผู้อ่อนวัยกว่าค้อมหลัง “ข้าเนฮ์มา... ขออภัยที่มิอาจบอกได้ว่าทำงานอะไร หากข้าขอยืนยันด้วยคำสัตย์ซึ่งได้กล่าวปฏิญาณต่อหน้าธงชัยแห่งราชนาวีและตราแห่งสภาปราชญ์ว่าข้าคนนี้ทำงานเพื่อแผ่นดิน”

“เจ้าเป็นทหารเรือ?”

“เคยเป็นขอรับ ก่อนที่จะสอบเข้ามาทำงานในจุดนี้ ข้า...เคยเป็นศิษย์ของท่านมาก่อน ท่านครู” น้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความเคารพยิ่งนัก “แม้ว่าข้าจะอ่อนวัยกว่าท่านไม่กี่ปี หากท่านก็เป็นครูของข้า”

“ยินดียิ่งนักที่เห็นศิษย์คนหนึ่งของข้าประสบความสำเร็จ” ใบหน้าของชายหนุ่มอ่อนละมุนยิ่งนัก

“ขอรับ ข้าว่าเราแยกกันก่อนเถิด ข้าจะตามพวกนั้นไปและจะไปสมทบกับคนของท่าน ไม่ทราบว่ามีอะไรที่พอจะยืนยันคำสั่งท่านได้บ้างไหมครับ ข้ามีเพื่อนพ้องอีกหลายคนที่นัดกันไปเจอด้านนอก”

รามิลดึงปืนออกมาแล้วโยนให้อีกฝ่าย “เอานี่ให้พวกนั้นดู...แล้วเขาจะเข้าใจ” ผู้เคยเป็นศิษย์ก้มศีรษะรับคำสั่งจากนั้นจึงรีบเดินจากไป

“เดี๋ยวเนฮ์มา” ชายหนุ่มหันหลังกลับและได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าของผู้การแห่งโอเชี่ยนไพรด์ซึ่งเขาไม่เคยได้เห็นมาก่อนเลยในชีวิต

“แม้ว่าเจ้าจะ ‘เคย’ เป็นทหารเรือ แต่ตอนนี้ เจ้าก็คงยังมีหน้าที่เฉกทหารเรือใช่ไหมเนฮ์มา” อีกฝ่ายยิ้มน้อยๆ “ข้าดีใจ...ที่ข้าสอนศิษย์ได้ดี”

ผู้เป็นศิษย์มองหน้าครูของตนด้วยแววตาเต็มตื้น ก่อนยืนตัวตรงตบเท้าวางมือทาบที่หัวใจและค้อมกายต่ำยิ่ง

“แม้ตอนนี้ข้าจะไม่ได้สวมเครื่องแบบอยู่บนกาย...หากความเป็นราชนาวี จะประทับอยู่ในวิญญาณของข้าตราบจนวันตายขอรับท่านครู”

ชายทั้งสองหันหลังให้กัน ต่างคนต่างวิ่งสุดฝีเท้าเพื่อไปทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วงโดยไม่ได้หวนกลับมามองอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

 

 

 

จากคำบอกเล่าของผู้เป็นหลานชายทำให้เซเรนเนียต้องมาซุ่มรออยู่ใกล้ๆประตูทางออกอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นทางของคนรับใช้ในจวนท่านข้าหลวงอาวุโสเยนิคอฟใช้ คาร์ลิซมาถึงที่นี่ก่อนเธอพักใหญ่ เด็กหนุ่มเลยสำรวจรอบๆบ้านดูทางหนีทีไล่ทั้งหมดไว้เผื่อมีเหตุฉุกเฉินจะได้สามารถเปลี่ยนแผนได้ทันท่วงที เขาบอกว่าตรงประตูนี้มีกลุ่มโจรสลัดมาดักซุ่มอยู่หลายคน...คาดว่าน่าจะเป็นทางที่พวกมันใช้พาเธียรีนน์ออกไปสู่เรือเออเรบัสเป็นแน่

เด็กสาวนั่งอยู่หลังพุ่มไม้...โดยที่มีร่างไร้สติของเหล่าสลัดซึ่งถูกมัดนอนอยู่ใกล้ๆ คงจะอีกนาน...กว่าพวกมันจะฟื้น

“ท่านขอรับ....” เธอชำเลืองมอง

 “ที่ให้ทำสำเร็จไหม”

“ครับผม” ชายผู้มีดวงตาสีเทาตอบ “ตามที่ท่านสั่งทุกประการ”

“แล้วคาร์ลิซ”

“ทุกคนประจำอยู่ตามจุดที่ท่านสั่งขอรับ”

“เยี่ยม...ทำตามที่ข้าสั่ง อย่าได้ทำเกินหน้าที่เป็นอันขาด คิดว่าเจ้าคงรู้พวกที่ขาดๆเกินๆจะได้รับโทษเช่นไร...ใช่ไหม มารุส”

“ครับผม” ชายหนุ่มยืนนิ่ง เด็กสาวคนนี้แข็งแกร่ง เด็ดขาดยิ่งนัก สมกับที่เติบโตมาในตระกูลเรนาเธีย เขาเคยมีข้อกังขาในใจเมื่อแรกที่ได้รับคำสั่งให้มาเป็น ‘มือเท้า’ ของเธอ เด็กสาวอายุ ๑๔ ...นางจะไปทำอะไรได้ นอกเสียจากว่านั่งร้องไห้หรือสวดมนตร์อ้อนวอนพระเจ้า แต่นั่นผิดถนัด มือเล็กๆ...นิ้วเรียวขาว...สามารถ ‘จัดการ’ กับผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งและคนทรยศ...ได้นิ่มนวลและน่ากลัวยิ่ง

ร่างบางระหงลุกขึ้นยืนรวดเร็วจนอีกฝ่ายสะดุ้ง “ดูพวกนี้ไว้ ข้าจะไปแล้ว”

“ท่านจะไปไหนขอรับ?”

“อย่าถามให้มากความ ทำ เท่าที่ได้รับคำสั่งก็พอ”

เสียงใสที่เคยอ่อนหวานเรียบจนเย็นชา ดวงตานั้นไร้ประกายสุกสว่างดุจดารา หากแลลึก...เหมือนห้วงนทีที่จะสุดหยั่งได้

 

 

 

ปล่อย! ปล่อยข้าไปเดี๋ยวนี้! ไอ้พวกโจรกักขฬะเสียงหวานใสตวาดแหลมก้องไปทั่วบริเวณ

เธียรีนน์ถูกพวกมันมัดข้อมือและโยงเชือกไว้มิให้หนีไปไหนได้ เส้นผมสีทองสวยหลุดลุ่ย ดวงตาแดงก่ำเกรอะกรังด้วยคราบน้ำตา โจรสลัด ๒ คนที่จับกุมตัวเธอไว้กระตุกเชือกเป็นระยะเพื่อให้เธออยู่เงียบ หญิงสาวหันมองใบหน้าที่รกเรื้อด้วยเครารุงรังแล้วก็นึกหวาดกลัวในชะตาของตนเอง เธอ...ผู้เป็นแก้วตาของท่านลุง ข้าหลวงอาวุโสแห่งส่วนกลางกลับต้องมาโดนหลู่เกียรติจากพวกโจรสลัดเออเรบัสที่ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุด ...หนทางรอดของเธอช่างน้อยนิดนัก...

เธอยืนอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ในสวนของบ้านเธอเอง กิ่งของมันแข็งแรง...พอที่เธอจะแขวนคอตายได้...แต่เธอก็ไม่สามารถทำได้ดังใจปรารถนา ผู้คุมอีก ๕ คนยืนรายล้อมเธอไว้แทบจะมิให้กระดิกตัวได้เลย โจรสลัดสองคนโพกผ้าไว้มิดชิดไม่ให้หลุดลุ่ยทำให้ลำบากในการทำงาน พวกมันหัวเราะ อีกสองคนก็ถือดาบใบใหญ่ไว้มั่น ผิดกับคนตัวเล็กสุดในเสื้อคลุมมีหมวกซึ่งยืนอยู่เฉยๆราวรูปสลัก

“อยู่เงียบๆก็ดีนะแม่กระต่ายน้อย” มือหยาบของอิลลิโต้ไล้แก้มนวล ตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนามองเธออย่างไม่ปิดบังความรู้สึก หญิงสาวสะบัดหน้าหนีก่อให้เกิดเสียงหัวเราะเบาๆใยลำคออีกฝ่าย “โธ่ๆๆๆ อย่าเดียดฉันท์ข้าไปเลย พอกัปตันเบื่อแล้วเจ้าก็ต้องมาอยู่กับข้าอยู่ดีแหละแม่คนงาม”

เธอกัดริมฝีปากตนเองจนซีด เธียรีนน์หมายมาดในใจ หากเธอต้องตกไปเป็น ‘สมบัติ’ ของอาดีสจริงๆ เธอจะฆ่าตัวตาย !

“อ๊ากกกกกกกก”

เสียงคนร้องด้วยความเจ็บปวดดังมาจากที่ใดที่หนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกล

 “อิลลิโต้ ! ไปดูทางโน้นหน่อย”

“เออ!” มันหันกลับมาหาหญิงสาวอีกครั้ง “รอเดี๋ยวนะคนดี... เดี๋ยวข้ามา”

หลานสาวเจ้าบ้านก้มหน้านิ่ง น้ำตาอุ่น...จนร้อนหยาดลงสองข้างแก้ม ระหว่างที่อิลลิโต้เดินไปดูความเรียบร้อยอีกทางหนึ่ง เชือกที่ผูกโยงเธอก็ถูกเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆโดยโจรสลัดตาเดียวร่างใหญ่ไม่ทันได้สังเกต เชือกนั้นตอนนี้อยู่ในมือของคนตัวเล็กสุดที่ปลายแถว เขาม้วนเชือกนั้นไว้รอบมือ...ให้มันสั้นที่สุด

“เธียรีนน์ ! ” รามิลถึงกับตะโกนลั่นเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

ดวงตาสีน้ำเงินม่วงเขม้นมอง “ท่าน...ท่าน...” ริมฝีปากบางสั่นระริก “รามิล รามิลช่วยข้าด้วย ! ”

“ฉิบ...” คนตัวเล็กสุดที่ปลายแถวถึงกับสบถออกมาเมื่อเห็นว่าแผนทุกอย่างมันเปลี่ยนไป

อิลลิโต้หันหลังกลับโดยไวมองเห็นร่างสูงที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาดยืนอยู่ ในมือมีดาบ...ที่ใบโลหะสีเงินอาบด้วยเลือดแดงก่ำ

“รามิล....ผู้การรามิลอย่างนั้นรึ?”

“ใช่ ข้าเอง คนที่ควักเอาลูกตาเจ้าไปอย่างไรเล่าอิลลิโต้”

เขาเพ่งมองชายหนุ่มตรงหน้า...เขาไม่เคยเห็นคนๆนี้ ไม่สิ ดวงตาคู่นั้น !  ดวงตาสีน้ำทะเลที่มันเคยสร้างความเจ็บแค้นให้เออเรบัส เส้นเลือดของโจรสลัดปูดโปนขึ้นมาทันตาด้วยโทสะและความแค้นที่เกิดขึ้นในอดีต เมื่อกว่า ๑๐ ปีก่อน เขาเคยประมือกับไอ้หมอนี่...แน่นอนเขาแพ้ คนชนะกลับไม่ฆ่าเขา หากทำให้ตาเขาบอดเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการพ่ายแพ้แทน สำหรับมือขวาแห่งกัปตันเรือเออเรบัส มันเป็นสิ่งที่ร้ายกาจ...ร้ายเสียยิ่งกว่าตายด้วยน้ำมือเด็กหนุ่ม เมื่อหลายปีล่วงไป เขาตัดสินใจควักลูกตาฟ้าฟางข้างนั้นออก แล้วนำของใหม่ที่ดีกว่าเดิมมาใส่แทน ดวงตาข้างนั้น...ยังคงอยู่ในไหน้ำผึ้ง เป็นรอยแผลที่จารไว้ไม่มีวันลืม !

“ไอ้เด็กเวรตอนนั้น...ถ้ากัปตันเจอเจ้าก็คงจะดีใจพิลึกเลยนะพ่อหนุ่ม” เสียงแหบห้าวหัวเราะในลำคอ “นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะมาเป็นทหารเรือ...”

“ตั้งแต่ก่อนหน้าที่ข้าจะเจอกับพวกเจ้า ข้าก็เป็นทหารเรืออยู่แล้ว...”

“ดี...ดี งั้นข้าจะขอดูฝีมือของเจ้าหน่อยว่าจะยังสามารถล้มได้ทีละหลายสิบคนได้เหมือนเมื่อกว่าสิบปีก่อนรึเปล่า” เขาทำเสียงสัญญาณบางอย่างดังก้องไปทั่ว เหล่าสลัดที่เดินก้าวออกประตูไปแล้ววิ่งกลับเข้ามาโดยทันที ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่กว่าสามสิบชีวิตยืนรายล้อม อิลิโต้หัวเราะดังลั่นด้วยความสะใจ

“คิดจะช่วยคนรักอย่างนั้นเรอะท่านผู้การ เอาชีวิตตัวเองให้รอดก่อนจะดีกว่ามั้ง”

รามิลกัดริมฝีปากด้วยความเจ็บใจ เขา...มั่นใจว่าพอจะสู้กับคนทั้งหมดไหว แต่หญิงสาวตรงหน้าเล่า ใครจะพานางออกไป ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวลมองไปยังร่างภายใต้การควบคุมของสลัดแล้วก็ต้องหนักใจ แต่แล้วเขาก็รู้สึกถึงกระแสบางอย่างที่มาจากผู้ซึ่งจับกุมเธอเอาไว้ ดวงตาของชายที่มีเครานั้นเหมือนจะบอกอะไรกับเขา แต่มันก็มีแววแผกไปเพียงวูบเดียวแล้วก็จางหายไปละม้ายภาพมายา คนๆนั้นดึงร่างเล็กให้มาอยู่ใกล้ตนเอง เธียรีนน์แข็งขืนแต่ก็มิอาจสู้แรงของบุรุษได้ เธอเลยออกมาอยู่นอกร่มเงาไม้

แดดที่เคยจ้าจัดดุจจะแผดเผาทุกอย่างให้มอดไหม้พลันมืดลงด้วยแพเมฆผืนใหญ่หนาได้เคลื่อนมาบดบังไว้ เงามืดของร่มไม้ใหญ่ยิ่งดูมืดสนิทกว่าเดิม ดวงตาของผู้การหนุ่มแลเห็นเงาของสิ่งๆหนึ่งทิ้งตัวจากกิ่งไม้ แล้วเขาก็เห็น...อะไรบางอย่างที่สะท้อนแสงซึ่งมีอยู่เพียงน้อยนิดเป็นประกายเข้าตา มันเหมือนตุ้มโลหะทรงยาวรีหมุนวนรอบคอของโจรสลัดร่างยักษ์ซึ่งยืนกอดอกอยู่ใต้กิ่งไม้ใหญ่ เส้นเอ็นเล็กๆตวัดหมุนวนรอบคอของอีกฝ่ายรวดเร็ว แผ่วเบาจนอีกฝ่ายไม่รู้สึกตัว...

“ว่าอย่างไรเล่า ท่านผู้การ” ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย  “จะมาให้ข้าล้างตาหน่อยไหม” อิลลิโต้ท้า เขาน่ะพร้อมอยู่แล้ว แต่ตัวประกันนี่สิ...จะทำอย่างไรดี

“เฮ้ย พวกเจ้าพาคุณหนูไปที่เรือก่อน ข้ามีเรื่องที่จะต้องสะสางบัญชีหนี้เก่าหน่อยว่ะ ฮ่าๆๆ”

เมฆหนาสลาย...เคลื่อนคล้อยจากดวงแก้วเจิดจ้า ส่งให้คนทั้งหมดค่อยๆมองเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้น...

 “อั่ก ! ”

เสียงดังมาจากฝั่งที่จับตัวเธียรีนน์เอาไว้ ทำให้พวกเขาต้องเขม้นมองไปในความมืดนั้น

เมฆาขาว....ลับจากตะวันอย่างสมบูรณ์ ส่งให้คนทั้งหมดต้องตกตะลึงกับภาพตรงหน้า !

“ทวิก ! ” เสียงหนึ่งในสลัดที่มาสมทบตะโกนลั่น เมื่อเห็นเพื่อนของตนเองมีสีหน้าทรมานอย่างแสนสาหัส รอบคอของเขามีเส้นเอ็นบางเฉียบ....สะท้อนแสงพันรอบ เส้นโลหะบางค่อยๆกด...ค่อยบาด...ลงไปในเนื้ออ่อนๆทีละนิด เลือดแดงไหลซึม... ผู้ที่ห้อยหัวจากต้นไม้อยู่ข้างหลังมีแววตาเป็นประกายซึ่งทำให้คนที่เผลอสบตาต้องเสียวสันหลังวาบ

“พวกเจ้าทั้งหมดจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น” เมื่อริมฝีปากชมพูขยับ เสียงนั้นก็ราวกับจะสะกดให้ทุกคนยืนนิ่ง ไม่ไหวติง

“อึก....” ของเหลวข้นไหลรินลงสู่อกของเหยื่อผู้โชคร้าย....

“เพราะพวกเจ้า.....จะต้องตายอยู่ที่นี่ทุกคน ! ”

ขาดคำแขนทั้งสองก็ดึงห่างออกจากกันทำให้เอ็นที่แน่นอยู่แล้วรัดแน่น บาดลงไปในลำคออีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว โลหิตแดงฉานพุ่งไปข้างหน้าเป็นฟองฝอยไกลจนถึงตัวของอิลลิโต้ที่ยืนนิ่งเหมือนขากลายเป็นหิน เลือดที่พุ่งราวน้ำพุค่อยๆเบาลง...เบาลง... เอ็นเส้นเล็กถูกตวัดเก็บรวดเร็ว น่าแปลกที่มันไม่มีแม้แต่รอยเลือดเลยแม้แต่หยดเดียว ร่างไร้วิญญาณล้มตึงลงกับพื้นจมกองเลือดแดงที่ค่อยๆไหลลงสู่พื้นดิน

รามิลมองร่างที่ห้อยหัวจากกิ่งไม้ด้วยความสงสัย นิ้วยาวเรียวที่กำปลายเอ็นไว้แน่น... ใบหน้าขาว..ใต้ผ้าโพกสีแดง ริมฝีปากบางแย้มยิ้มงดงาม ดวงตาสีดำสนิทเป็นประกาย...ดุจพยัคฆราช…นั่นมันเซเรนเนีย !

ชายไว้เคราหันไปคว้าแขนโจรสลัดข้างๆไว้แล้วใช้แขนกดศีรษะของอีกฝ่ายไว้แน่นจนไม่อาจขยับเขยื้อน มือของเขาจับคางและหน้าผากโจรสลัดที่สูงพอๆกับตนเองแล้วหักไปด้านข้างจนได้ยินเสียงกร๊อบของกระดูก แล้วร่างอีกร่างก็ล้มลงไปจมกองเลือดอีกหนึ่ง....

“กรี๊ดดดดดดดด ! ”

เสียงหวีดร้องด้วยความตกใจปลุกให้ทุกคนหายจากความตกตะลึง หญิงสาวผู้เป็นหลานของท่านข้าหลวงอาวุโสมองภาพตรงหน้าด้วยริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาเบิกกว้างด้วยไม่เคยเห็นการฆ่ากันเช่นนี้มาก่อน

“พานางไปโดยไว เร็ว ! ” เสียงของผู้ที่ทิ้งตัวลงมายืนบนพื้นหญ้าสั่งเฉียบขาด ร่างของเธียรีนน์ถูกตวัดขึ้นพาดบ่าชายอีกคนซึ่งเกือบจะอยู่ปลายแถว แล้วเขาก็วิ่งจากไปอย่างรวดเร็วลับหายไปกับหมู่แมกไม้เขียวครึ้ม เสียงกรีดร้องของเธอยังคงดังเป็นระยะก่อนที่จะเงียบไป

ดวงตาของลูกเรือเออเรบัสเป็นสีแดงก่ำด้วยโทสะและความแค้นที่อัดแน่นแทบจะระเบิดออกมา พวกพ้องสองคนถูกฆ่าต่อหน้าต่อตาโดยที่พวกเขาทำอะไรไม่ได้ ทั้งสอง...ถูกฆ่าเพราะเด็กตัวเล็กๆตรงหน้าอย่างงั้นหรือ !

“อิลลิโต้ คู่มือของเจ้า...ไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวหรอก หากเป็นพวกเรา...ทั้งสี่” เสียงใสกังวานดังพอที่จะให้สลัดทั้งหมดได้ยิน... “โอ๊ะ ทำดวงตาเคียดแค้นอย่างนั้นรึ โกรธสินะที่เห็นเพื่อนถูกฆ่า...” เธอหัวเราะเบาๆ ดวงตาดำขลับเป็นประกายกร้าว

“แล้วที่ชาวบ้านถูกฆ่าตายไปเพียงเพื่อความสนุกของพวกเจ้านี่มันไม่ผิดใช่ไหม ! ” คนฟังสะดุ้งด้วยเสียงนั้นดังราวสายฟ้าฟาดลงมาในหัว “ที่ครอบครัวต้องพลัดพราย ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนต้องจมอยู่ในฝันร้ายตลอดชาตินี่มันก็ถูกอย่างนั้นสิ ! ”

ลูกเรือร่างใหญ่คนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นเงื้อง่าขวานในมือตนเองวิ่งตรงมาหาเซเรนเนียหมายที่จะเอาชีวิต

 

เปรี้ยง  !

 

ร่างนั้นล้มตึงลงไปต่อหน้าคนทั้งหมด ที่ปลายกระบอกปืนพก ด้ามสีน้ำตาลทองลายอ่อนช้อยมีควันลอยกรุ่น โจรสลัดคนสุดท้ายในชุดคลุมซึ่งยืนอยู่ท้ายแถวเป็นคนลั่นไกปลิดชีพเพื่อนพ้อง

“เฮ้ย ทำไมแกทำอย่างนั้นวะ นั่นมันพวกของเรานะเว้ย”

เขาดึงหมวกคลุมออกเผยให้เห็นเส้นผมสีแปลกตา “ใครจะทำร้ายคนๆนี้...ข้ามศพข้าไปก่อน”

“คาร์ลิซ ! ” รามิลอุทานออกมาด้วยความตกใจเป็นล้นพ้น “คาร์ลิซ....เซเรนเนีย เจ้าทั้งสองคน”

“อย่าพูดมากไปท่านผู้การ” เด็กหนุ่มเอ่ย “เรารีบมาจัดการพวกมดปลวกนี่เสียดีกว่า”

ยังไม่ทันจะขาดคำดีมีดเล่มเล็กจากมือของลูกศิษย์ก็ปักลงบนหน้าผากของโจรสลัดอีกสองคนล้มลงไปกับพื้น ชายหนุ่มกระชับอาวุธในมือแล้วพุ่งตรงเข้าหาเหล่าโจรสลัดซึ่งยังไม่ทันได้ตั้งตัว พร้อมกับลูกศิษย์และชายแปลกหน้าอีกคนซึ่งใช้มีดยาวเป็นอาวุธ

เด็กสาวยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เธอหันกลับมาหาผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมือขวาของโจรสลัดแห่งเออเรบัส ดวงตาคู่นั้นมองตรงเข้าไปในดวงตาของอิลลิโต้ สลัดมากเล่ห์เป็นเชิงท้าทาย

“อย่างไรเล่า อิลลิโต้ จะลองแก้มือกับข้า...ก่อนที่จะไปเจอรามิลไหม”

“ไอ้หนู” เขาคำราม “เจ้ามาไม่ถูกที่แล้ว ที่นี่ไม่ใช่สนามที่เจ้าจะมาจิบชายามสายหรอกนะ”

“ใช่...ที่นี่ไม่ใช่สนามหญ้าหน้าบ้านเป็นแน่” เธอพยักหน้า “หากมันเป็นหลุมศพของพวกเจ้าต่างหาก ! ”

อีกฝ่ายซึ่งมิอาจควบคุมโทสะได้พุ่งเข้าหาเธอด้วยความรวดเร็ว ร่างเล็กก้มหลบไปยืนอยู่ด้านหลังอีกฝ่าย

“ในเมื่อเจ้าจะเอาจริง....ข้า...ก็เช่นกัน” กระบี่ด้ามทองถูกดึงออกมาจากฝัก ใบดาบมิใช่สีเงินวาวเฉกโลหะในยามแรกเห็น มันเหมือนเหลือบสีรุ้งงามระยับ เพียงชั่ววูบ...ก็กลายเป็นสีคล้ำ

การต่อสู้ในที่หนึ่งได้เริ่มต้นขึ้น...เช่นเดียวกับบนผืนน้ำกว้างไกล

 

 

 

วินซ์ยืนกอดอกนิ่งอยู่ที่หัวเรือหลังจากได้เตรียมเรือแห่งราชนาวีให้พร้อมกับการประจัญบานซึ่งอาจจะเกิดขึ้น เขาเป็นทหารคนสนิทของผู้การพีเรนิธัสต์แห่งกองทัพเรือซึ่งได้รับความไว้วางใจจากนายยิ่งนัก โดยเฉพาะการบังคับการเรือ...หากท่านผู้การไม่บัญชาการเอง ชายหนุ่มก็จะได้รับหน้าที่นี้อยู่เสมอ เส้นผมสีทองของเขาปลิวสะบัดยามเรือแล่นตัดคลื่นตรงไปสู่เป้าหมายด้วยความเร็วที่ผิดปกติ ...ใบเรือขาวกินใบโป่งพองตลอดเวลาไม่ได้มีพัก ผิดจากคราอื่นๆที่ไม่ค่อยจะมีแรงลมส่งให้เรือไปข้างหน้า นี่มันเหมือน...เหมือนกับมีใครใช้อำนาจพิเศษเหนือธรรมชาติช่วยกระนั้น

“ท่านครับ” นายทหารนายหนึ่งค้อมกาย “อีกราวๆครึ่งชั่วโมงเราจะถึงวาเสตขอรับ”

“ดี แต่ข้าอยากถึงให้เร็วกว่านั้น” น้ำเสียงที่เคยขี้เล่นร่าเริงแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง “สั่งการลงไป ให้ใช้ฝีพายช่วย เราต้องถึงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ! ”

“ครับผม” จากนั้นเสียงคำสั่งก็ถูกถ่ายทอดไปอย่างรวดเร็ว

ชายหนุ่มหมายมาดในใจว่าเขาจะต้องจมเรือเออเรบัสให้ได้ อย่างน้อย...ก็ขอให้มันเสียหาย แม้ว่าเรือรบหลวงลำนี้จะไม่ใช่เรือที่ดีที่สุดก็ตาม นั่นก็เพราะเรือ...ที่เรียกได้ว่าเป็นปราการและเป็นความภูมิใจแห่งราชนาวีนั้นยังคงอยู่ในอู่ต่อเรือ และในไม่ช้าก็จะเดินทางมาถึงยังเขตการปกครองนี้ เรือรบหลวงที่คู่ควรและเหมาะสมกับนาวาโทพีเรนิธัสต์ เรือโอเชี่ยนไพรด์ !

 

 

 

รามิลสลัดของเหลวสีแดงซึ่งอาบอยู่ทั่วใบดาบของกระบี่คู่มือกระเด็นลงพื้น ผ้าสีขาวถูกนำมารูดใบดาบจนสะอาดเอี่ยมดั่งไม่เคยใช้ประหัตถ์ประหารผู้ใดมาก่อน ชายหนุ่มแลกวาดไปทั่วในบริเวณสนามหญ้าของจวนข้าหลวงอาวุโส ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยซากศพของเหล่าสลัดซึ่งอาจหาญมาต่อสู้กับคนของทางการอย่างเขาและคาร์ลิซ แล้วความคิดก็พลันสะดุดกึก เขาฆ่าสลัดได้เพราะมันเป็นหน้าที่ เขาจึงไม่มีความผิด คาร์ลิซก็เช่นกัน เจ้านั่นเป็นทหารเรือ แล้วเซเรนเนียเล่า!!?? นางเป็นชาวบ้านธรรมดา...ชาวบ้านที่คร่าชีวิตของผู้อื่น ย่อมต้องได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายกำหนดแม้ว่าผู้ตายจะเป็นสลัดก็ตาม...นาง..อาจจะเดือดร้อนก็เป็นได้..

“แก ! ”

เสียงร้องโหยหวนดังมาจากเบื้องล่างเนินทำให้ชายทั้งสามสะดุ้ง

คาร์ลิซหันมาสบตาผู้ที่เป็นครูเพียงแวบเดียวแล้วต่างก็วิ่งตามเสียงนั้นไปโดยเร็ว เมื่อมองเห็นภาพที่เกิดเบื้องล่างทั้งสองก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น อิลลิโต้ มือขวาแห่งกัปตันเออเรบัสเหนื่อยหอบจนตัวโยน ที่ต้นแขนซ้ายของเขามีรอยแผลเล็กๆ หากเลือดกลับไหลออกมาราวถูกจุดสำคัญ

“แก....ไอ้เด็กเวร ! ”

เขาคำรามก้องขณะที่พุ่งเข้าหาอีกฝ่ายซึ่งก้มตัวหลบได้อย่างคล่องแคล่ว คนตัวเล็กกว่ายืนอยู่เบื้องหลังชายร่างใหญ่...เสื้อคลุมตัวยาวเป็นรอยคมดาบ...แม้จะไม่บาดเจ็บ หากคู่ต่อสู้ที่มีพละกำลังมากกว่าก็ทำให้เธอเหนื่อยล้า

เด็กสาวไม่ถนัดเชิงดาบ...แม้ฝีมือเข้าขั้นยอดเยี่ยม แต่ตัวเองก็บอกได้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอโปรดปราน กระบี่ที่เอามาจากตราของตระกูลนั้นหนัก และยาวไม่เหมาะกับมือเธอ เพราะมันไม่ได้ถูกตีเพื่อเธอโดยเฉพาะ เซเรนเนียตัดสินใจในเสี้ยววินาที.... ระหว่างที่กำลังหลบหลีกคู่ต่อสู้อยู่นั้น เธอก็ตัดสินใจเขวี้ยงกระบี่ไปปักที่ต้นไม้ไกลๆต้นหนึ่ง

รามิลและคาร์ลิซอ้าปากค้าง...เซเรนเนียทิ้งกระบี่ไปเท่ากับว่าตอนนี้นางก็มือเปล่า อันตรายยิ่งนักสำหรับการต่อสู้ที่อีกฝ่ายเป็นโจรสลัดนามว่าอิลลิโต้

“บ้าชะมัด” คนเป็นหลานสบถ “เขวี้ยงกระบี่ไปทำไมวะเจ้าบ้า”

ชายอีกคนเดินเข้ามาสบทบเงียบๆ “ข้าคิดว่าท่านคงมีความคิดบางอย่าง”

“อะไร”    ผู้การแห่งราชนาวีถามเสียงเรียบขณะที่อีกฝ่ายยังคงสนใจเหตุการณ์ข้างล่าง

“ข้ารู้...อาวุธคู่มือของท่านมิใช่กระบี่หรือดาบหากเป็น....”

“มีด...” คาร์ลิซเอ่ยแทรกขึ้นมาในทันที “ใช่แล้ว นางชอบมีดแล้วก็ดาบวงพระจันทร์มากที่สุด ! ”

เด็กสาวดึงมีดเล่มงามออกจากฝักใต้ผ้าเคียนเอว ใบโลหะสะท้อนแดดวาววับเข้าตาคู่ต่อสู้จนพร่าเลือน อิลลิโต้ยกมือป้องด้วยสัญชาตญาณแต่หารู้ไม่ว่านั่นเป็นสิ่งที่ผิดอย่างใหญ่หลวง วูบเดียวเท่านั้นที่ดวงตาดำขลับเป็นประกายดุจเพชฌฆาต ร่างเล็กปราดเข้าประชิดอีกฝ่ายได้ในเสี้ยววินาทีจากนั้นจึงดีดตัวออกห่างตั้งหลักมั่นย่อกายลงต่ำยิ่ง โจรสลัดมองฝ่ายตรงข้ามแล้วก็ต้องหัวเราะ

“เหอะ ไอ้หนูเอ๋ย รอยแผลแมวเกาเจ้ามันทำอะไรข้าไม่ได้หรอก โง่หรือเปล่าที่ทิ้งดาบนั่นไปแล้วเอาของเด็กเล่นนี่มาสู้กับ...” เสียงเขาขาดห้วงไปเมื่อรู้สึกว่าเจ็บที่บริเวณซึ่งถูกปะทะเมื่อสักครู่ อิลลิโต้ทาบมือลงตรงนั้นแล้วก็ต้องผงะ เลือด...แดงฉาน ซึมผ่านเสื้อของเขา รอยแผลจากใบมีดคมกริบไม่แพ้รอยผ่าของแพทย์

“แก...ทำให้ข้าได้เลือด ! ” เสียงคำรามก้อง ฉับพลันโจรสลัดก็พุ่งเข้าใส่อย่างไม่คิดชีวิตด้วยโทสะประหนึ่งน้ำเดือด

รอยยิ้มหวานที่ส่งให้เหมือนการยั่วเย้าอารมณ์อีกฝ่ายให้ยิ่งพุ่งพล่าน นัยน์ตาข้างหนึ่งของอิลลิโต้ที่เคยกลอกกลิ้งจับจ้องที่เป้าหมายตรงหน้ามั่น ไม่ปล่อยให้คลาดสายตาไปเลยแม้แต่น้อย คนตัวเล็กกว่าปะทะซึ่งๆหน้า ไม่ยอมลดราวาศอก หากด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า จึงทำให้เด็กสาวถึงกับต้องถอย ใบหน้างามมองซ้ายมองขวาหาทางรอด ในขณะที่คนมองอยู่ข้างบนก็รุ่มร้อนใจเฉกโดนไฟแผดเผา

รามิลมองภาพตรงหน้าพลางกระชับกระบี่ในมือก่อนขยับร่างหากไหล่หนาก็ถูกใครบางคนดึงไว้

“ท่านครู...” คาร์ลิซบีบให้ผู้เป็นอาจารย์พลางส่ายศีรษะน้อยๆ “นี่คือเวทีของเซเรนเนีย การแสดงครั้งนี้...ไม่สิ มันคือการต่อสู้ของนาง เราทั้งสามคนไม่มีสิทธิ”

“แต่นางกำลังเพลี่ยงพล้ำ ...”

 เด็กหนุ่มยิ้มน้อยๆ รามิลได้ยินเสียงเขาหัวเราะในลำคอ

“ท่านครู...ดูให้ดีๆนะ” ชายหนุ่มมองตามมือของผู้เป็นศิษย์ “ที่อยู่ตรงนั้นคืออาของข้า ว่าที่คู่หมั้นของท่าน ขอจงได้เชื่อใจนาง...เชื่อในสิ่งที่นางทำและคิด ตอนนี้....เซเรนเนียกำลังสนุกเลยล่ะ”

“สนุก...” เขาถอนใจ “นั่นสินะ ข้าก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าคู่หมั้นข้าคนนี้ต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ แต่นึกไม่ถึงว่าจะมีเรื่องให้ประหลาดใจมากเพียงนี้ ไหนจะจิตสังหารที่ข้ามิอาจจับได้ ไหนจะฝีมือดาบและความแคล่วคล่องผิดกับคนที่เคยแค่ฝึกเพื่อ ‘ป้องกันตัว’ ถามจริงๆเถอะ เรื่องแบบนี้ ใครสอนให้พวกเจ้ากันแน่”

“ก็ท่านอาเร...”

“อย่าอ้างพี่เรนิน” คนเป็นศิษย์สะดุ้งที่ถูกครูจับทางได้ “ข้ารู้ว่าไม่ใช่พี่แน่” เขามองภาพตรงหน้าอีกครั้งแล้วก็ต้องถอนใจยาว

“เอาเถอะ....เดี๋ยวนางก็บอกข้าเองแหละ” เด็กหนุ่มลอบยิ้มให้กับชายไว้เคราข้างๆกายก่อนมองกลับไปที่เบื้องล่างตามเดิม

 

ร่างตรงหน้าของโจรสลัดร่างใหญ่วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตทำให้คนตามกระหยิ่มยิ้มย่องในใจยิ่งนัก เด็กนี่ทำให้เขาเสียเกียรติ ทำให้เขาเสียเวลา...เพราะนี่มันจะเลยกำหนดกลับเรือแล้ว แต่ก็ช่าง การได้ฆ่าสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่ดิ้นรนต่อสู้นี่มันน่าสนุกจะตายไป แม้จะเสียดายฝีมืออันล้ำเลิศของอีกฝ่ายก็ตามที... ความคิดของเขาเป็นอันต้องสะดุดเมื่อคนข้างหน้าวิ่งพุ่งเข้าหาต้นไม้ใหญ่ โจรสลัดนึกสงสัยหากก็ยังวิ่งตามต่อไปไม่ลดละ เมื่ออีกฝ่ายวิ่งเข้าใกล้วัตถุตรงหน้าเป็นระยะห่างพอควรก็บังเกิดสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจเป็นล้นพ้น

ร่างเล็กกระโดดขึ้นจากพื้นตวัดขาให้เท้าสัมผัสกับลำต้น ก่อนถีบตัวออกมาสุดแรงพลิกร่างลอยพุ่งสวนกับอิลลิโต้ที่วิ่งเข้ามา มือขาวตวัดใบมีดที่เคยถือตั้งให้พลิกลงเหยียดแขนจนสุด ลอยผ่านไหล่คนตัวสูงกว่าไปอย่าง่ายดาย เซเรนเนียตกลงพื้นอย่างนุ่มนวล นั่งหอบอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหนราวกับสิ้นเรี่ยวแรง

“เหอะ ไงไอ้หนู ในที่สุดเจ้าก็...อั่ก.ก.ก.ก.!!!!”

ยังไม่ทันที่จะจบประโยคเขาก็ต้องเอามือกุมคอตนเองเอาไว้ โลหิตแดงฉานพุ่งไปข้างหน้าแรงหากยังไม่ถึงร่างซึ่งค่อยๆลุกขึ้นทีละน้อย จากนั้นก็เบาลง...เบาลง...จนเกือบหยุด

ชายทั้งสามที่เฝ้าสังเกตการณ์อ้าปากค้างเมื่อเห็นร่างที่จมกองเลือด เขารู้สึกตกใจในสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิด เด็กสาวหมุนตัวกลับ เดินเข้าไปหาอีกฝ่ายใกล้ๆก้มลงมองต่ำยิ่ง ร่างที่ยังไม่หมดลมหายใจเสียทีเดียวยกมือไขว่คว้าหาบางอย่างในวาระสุดท้ายแห่งชีวิตซึ่งยาวนานนักกว่าจะมาถึง เสียงที่เปล่งออกมาไม่อาจผ่านลำคอออกมาได้ ร่างกายเขาย่งเย็นเยียบเมื่อสบดวงตาดำขลับไร้แววสดใส มืดสนิทดุจราตรีไร้ดวงจันทร์และหมู่ดาริกา.... คมแผลที่ฝากไว้กะน้ำหนักพอเหมาะทำให้ผู้ที่เป็นเหยื่อไม่ตายในทีเดียว ดูละม้ายการเชือด...ยิ่งนัก

“สักวันหนึ่ง ข้าก็อาจจะต้องโดนแบบเจ้า ฉะนั้น...” ชนวนของปืนพกสีดำถูกจุดขึ้นอย่างรวดเร็ว ปากกระบอกนิ่ง...เล็งไปที่จุดเดียว “ข้าจะไม่ให้เจ้าทรมานนัก...ถือว่าเป็นความกรุณาครั้งสุดท้ายที่ข้ามีก็แล้วกัน อิลลิโต้ ข้าไม่ได้ใจดีอย่างรามิลที่จะเอาเพียงลูกตาข้างเดียว...”

ใบหน้างดงามราวกับอยู่ในความฝันยิ้มละมุน “ไปรอ...ที่จะได้เจอกันอีกในนรกนะ”

 

เปรี้ยง !

 

เสียงปืนจากเบื้องล่างทำให้ชายทั้งสามรีบไถลลงเนินไปดูอย่างรวดเร็ว แล้วก็พบร่างเล็กยืนหยัด....นิ่งราวศิลาสลัก ปากกระบอกปืนมีควันขาวลอยสูง... ดวงตาของคนตรงหน้าไร้ความรู้สึกราวกับว่าชีวิตที่เพิ่งลาโลกไปนั้นไม่ได้ทำให้นางตกใจ

“เซเรนเนีย ! ” เด็กสาวหันกลับมา ประกายสวยกระจ่างเช่นดวงดาวกลับคืนสู่นัยน์ตานี้อีกครั้ง

“รามิล” น้ำเสียงนั้นฟังอ่อนโยนไม่กระด้างเช่นเมื่อครู่ ชีวิตชีวากลับสู่เด็กสาวอีกครั้ง “ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ?”

“คนที่ถามน่าจะเป็นข้า” ชายหนุ่มย้อนเสียงห้วนทำให้เธอพอจะรู้ตัวว่าเขาคงโกรธน่าดู “ไหนบอกว่าจะอยู่ในห้อง ไม่ออกไปไหน”

“โธ่...รามิล...” สายตาเธอเหลือบไปเห็นร่างคนที่คุ้นเคย “ก็เพราะคาร์ลิแหละ ไม่เฝ้าข้าให้ดี”

“เฮ่ยๆๆๆ อย่าโยนเผือกร้อนให้ข้าสิแม่คุณ” คาร์ลิซโอดขณะที่ชายไว้เครากลั้นหัวเราะ “ท่านเองก็เถอะท่านครู ไม่ต้องมาทำเสียงเข้มถามอาข้า ท่านเองมิใช่รึที่บอกข้าว่าอย่างไรนางก็ไม่อยู่นิ่งๆแน่ถึงให้ข้าชิ่งออกมาเตรียมพร้อม”

คราวนี้เป็นทีของเซเรนเนียที่จะอ้าปากค้างบ้าง “อะไร...ท่าน ท่านรู้จริงด้วยรึนี่ ! ” หลานชายกับลูกน้องของเธอพยักหน้าหงึกหงัก

ชายหนุ่มเช็ดรอยเปื้อนที่แก้มนวลเบาๆ “ถึงแม้จะไม่ได้อยู่กับเจ้ามาทั้งชีวิต...แต่ข้าก็รู้จักเจ้าดีกว่าคนอื่นๆที่ไม่ใช่ครอบครัวเจ้าก็แล้วกัน”

 

แดดจัดจ้าสลับกับมืดครึ้มเป็นระยะทำให้วันนี้ดูอากาศไม่ค่อยดีนัก จากเหตุการณ์ซึ่งเกิดในยามสายจนตอนนี้ล่วงเข้าเวลาเที่ยงวัน... ฟ้าก็ยังปิดอยู่ดี สภาพบ้านเรือนในเมืองล้วนแต่ปรักหักพัง บ้างก็เป็นรอยกระสุนปืนใหญ่ บ้างก็ไหม้เป็นตอตะโกดำสนิท ตามท้องถนนเต็มไปด้วยซากศพของเหล่าสลัดที่ถูกลากมารวมกันไว้บนเกวียนเพื่อรอการทำพิธีฝัง และก็มีอีกหลายร่างซึ่งนอนสงบนิ่งใต้ผ้าคลุมสีขาว นายทหารและชาวบ้านซึ่งกำลังง่วนอยู่กับงานตรงหน้าต่างก็ต้องยืนตรงเมื่อจอมพลเรนาเธียเดินผ่านมา

“ตามสบายเถอะ” เขาเอ่ยขณะที่เสยเส้นผมสีดอกเลาชื้นด้วยเหงื่อ เหตุที่เป็นเช่นนี้นั่นก็เพราะจอมพลเคซาสเองก็ดื้อ... เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ยิ่งย่ำแย่เลยตัดสินใจลงไปเบื้องล่างฟาดฟันกับเหล่าสลัดด้วยตนเอง ทหาร...ที่อ่อนล้ากลับมีแรงขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นร่างของชายชรา...นำเหล่าทหารเข้าโรมรันกับเหล่าสลัดอย่างไม่เกรงกลัว ท่านจอมพลเป็นคนที่สูงส่ง....ด้วยจิตใจ แต่ร่างกายนั้นกลับวางอยู่ใกล้ผืนดินเป็นยิ่งนัก

เคซาสมองไปยังท้องทะเลกว้างแล้วก็รู้สึกถึงบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

 

ตูม !

 

เสียงระเบิดดังมาจากอ่าวเล็กๆหลังภูเขาสูงเป็นจังหวะเดียวกับที่นายทหารม้ากระโดดตัวลอยลงมารายงาน

“ท่านจอมพลขอรับ...เออเรบัสทิ้งสมออยู่ที่อ่าวด้านโน้น” อ่าว...? อ่าวในอ้อมกอดแห่งขุนเขา นั่นเอง ที่เป็นที่ทิ้งสมอของเออเรบัส ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกตัว

“เอาม้ามา หน่วยที่สี่ตามข้าไปที่อ่าวนั่นโดยเร็ว ! ” ผู้ใต้บังคับบัญชารับคำสั่งแข็งขัน ดวงตาสีสนิมเหล็กแลลึก...เป็นสีเข้มดุจความในใจของจอมพลแห่งราชนาวี

“ท่านครับ ที่สิบหนึ่งนาฬิกาพบเรือเออเรบัสครับ ! ”

เสียงตะโกนดังมาจากยอดเสาสังเกตการณ์เรียกให้คนทั้งเรือฮือฮา วินซ์สะบัดกล้องส่องทางไกลของตนแล้วมองภาพตรงหน้า เออเรบัสกำลังจะหนีไป !

“เพิ่มฝีพายเข้าไปอีก เราต้องถึงเรือลำนั้นให้เร็วที่สุด ! ” ฝีพายที่ได้พักครู่ใหญ่ต้องเร่งมือทำงานอีกครั้งหนึ่ง สายลมพัดแรงส่งให้ใบขาวโป่งพอง

“เตรียมพร้อมบรรจุดินปืน !  ไม่ว่าอยู่หรือตาย ต้องเอาเออเรบัสให้จมให้ได้ ! ”

“เฮ ! ” เสียงลูกเรือขานรับเสียงดัง...

 

อิเรียส เรายิงป้อมรักษาการณ์ชายฝั่งแล้ว เรือของกองทัพอยู่ตรงโน้น...เจ้าคิดจะทำอะไรต่อไปเนี่ย ”

ดวงตาสีเขียวมรกตใต้ผ้าโพกสีน้ำตาลแดงเป็นประกายวาววับ ชายร่างสูงผิวสีทองแดงยังคงยืนนิ่งเหมือนเรื่องที่เพิ่งรับรู้นั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไร

“ถอนสมอ เร่งออกโดยเร็วที่สุด”

“แล้วคนอื่น....”

“ตามไม่ทัน ช่วยไม่ได้ ข้าไม่อยากให้พวกเราตายกันทั้งหมด เร็วเจ้าพวกโง่ ! ”

สมอใหญ่ถูกกว้านขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ลูกเรือโจรสลัดเร่งรุดทำงานตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มกำลัง ใบเรือขาวกินลมเต็มใบ ฝีพายชายฉกรรจ์ต่างจ้วงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เพื่อหนีออกห่างเรือแห่งราชนาวีให้ได้

 

 

 

แม้ชายหนุ่มผู้บังคับบัญชาการเรือชั่วคราวจะรู้ว่ามันเป็นการยากที่เรือลำนี้จะตามเออเรบัสทัน เนื่องด้วยคุณสมบัติอันของเรือนั้นเลิศอย่างยากที่จะมีเรือลำใดในน่านน้ำที่เทียมทัน แม้แต่เรือของราชนาวีก็ตาม...จริงอยู่ที่ว่าทางกองทัพมีเรือดี แต่มันก็ทรุดโทรมมาก ด้วยเหตุนี้ ‘โอเชี่ยนไพรด์’ ถึงถูกต่อขึ้นมาโดยอู่เรือที่ใหญ่ที่สุดแห่งตระกูลเธียรัสต์ร่วมกับอู่ต่อเรือของทางสภาปราชญ์ โอเชี่ยนไพรด์...มีไว้เพื่อล่าโจรสลัด โดยเฉพาะเออเรบัส

สายตาของวินซ์แลเห็นเรือลำใหญ่อยู่ตรงหน้า พยายามที่จะหนีเขาให้พ้น แต่เหมือนทางนี้จะได้เปรียบกว่า... ลมหนุนส่งยิ่งนัก

“เตรียมพร้อม ! ” ปืนใหญ่ด้านข้างเรือถูกดันออกมาอย่างรวดเร็ว

ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งก็มองผ่านกล้องส่องทางไกลของตนเช่นกัน รอยยิ้มประหลาดปรากฏบนใบหน้าคมเข้ม เส้นผมสีทองปลิวไสวตัดกับผิวสีทองแดง ผ้าสีน้ำตาลซึ่งถูกพาดอยู่กับคอสะบัดแรงด้วยแรงลมที่เริ่มจะทวีความรุนแรง เรือของเขาทิ้งห่างเรือของราชนาวีจนมั่นใจได้ว่าฝ่ายนั้นไม่มีนวันตามได้ทัน ชายร่างสูง...ใบหน้าดูรกยุ่งด้วยหนวดเคราเดินเข้ามาจับบ่าเขาไว้

 “อิเรียส เป็นยังไงบ้าง”

“สบายมากกัปตัน” ชายร่างใหญ่นั้นคืออาดีส กัปตันแห่งเออเรบัสนั่นเอง “เรือลำนั้นตามเราไม่ทันแน่ ยิ่งถ้าได้แรงลมดีๆเช่นนี้ด้วยนะ”

เสียงแหบห้าวหัวเราะดังลั่น “พูดมาได้ว่าแรงลมช่วย ก็นี่มันเป็นฝีมือเจ้าเองหรือมิใช่ มือขวาของข้า

อิเรียสยิ้มน้อยๆ “ขอบคุณที่ท่านให้ความกรุณาข้า”

“หึ” อาดีสมองกวาดไปรอบเรือ “สมบัติมากมาย...เจ้าเอามาให้ข้าได้ กะอีแค่ผู้หญิงคนเดียวอิลลิโต้มันเอามาให้ข้าไม่ได้ ก็สมควรแล้วที่จะตายไม่ก็ถูกจับ”

เขาไม่แยแสอดีตมือขวาของตนที่ยังไม่กลับมาเลยแม้แต่น้อย

“ของที่มันไม่มีประโยชน์...เก็บไว้ก็รกเรือจริงไหม…” อิเรียสได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอ ก่อนที่ร่างสูงจะลับหายไปในห้องส่วนตัว

ดวงตาสีแมกไม้แห่งป่าฝีแลเข้ม..ลึก “แน่นอน...” เขาเอ่ยกับตนเองเบาๆ “เมื่อไหร่ที่ข้าหมดประโยชน์...เจ้าก็จะทำเช่นนั้นกับข้าเหมือนกันใช่ไหมอาดีส” รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏที่ริมฝีปากได้รูป “แต่ข้าจะไม่ยอมให้ข้าเป็นฝ่ายถูกทิ้งอย่างขยะไร้ค่าแน่นอน”

 

 

 

โธ่โว้ย! ”

วินซ์สบถอย่างหัวเสียที่ไม่อาจตามเออเรบัสได้ทันขณะที่นายทหารสั่งให้เอาเรือเทียบท่าโดยไว

“เรื่องแค่นี้ข้าก็ทำไม่ได้ แล้วจะอยู่กับท่านผู้การไปเพื่ออะไรวะ”

“ท่านครับ” นายทหารคนหนึ่งเอ่ยเบาๆ “ข้าเชื่อ...เชื่อว่าท่านผู้การจะต้องเข้าใจในเหตุผลอย่างแน่นอน”

ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำ เขาอยากจะร้องไห้...หาใช่ด้วยความโศกเศร้าหากเจ็บแค้นต่างหาก บ้าน...ที่อยู่ในทะเลเพลิงด้วยน้ำมือของพวกสลัด พี่น้อง ญาติมิตรที่ตายไป...ล้วนแต่ไม่มีความผิดอันใดทั้งสิ้น นับแต่วันนี้ไป เขาขอสาบาน ! เขาจะติดตามผู้การพีเรนิธัสต์ตลอดชีวิต เพื่อจมเออเรบัส ปีศาจจากขุมนรกให้จงได้ !

 

 

 

กลับไปซะ อย่าให้พ่อเจ้ารู้ว่าอยู่ที่นี่ คาร์ลิซ เจ้าก็ด้วยกลับไปพร้อมกัน” รามิลสั่งการเสร็จสรรพ์ขณะที่คนเป็นศิษย์อ้าปากค้าง

“ท่านครู...นางกลับไปเพื่อเตรียมตัวเรื่องงานคืนนี้น่ะข้าพอเข้าใจ แต่ข้า ข้าไม่เห็นจะต้อง...”

“ต้องกลับไปคุมตัวเซเรนเนียให้เตรียมตัวสำหรับงานคืนนี้ ดูว่านางเตรียมตัวจริงๆ” รามิลสวนขึ้นมาทันควัน

คนถูกพาดพิงถึงเบ้ปากทำหน้ามุ่นราวกับเด็กน้อยๆเปียเดี่ยวยาวแกว่งไกวไปมาตามจังหวะการเดิน มือขาวลูบไล้อาชาสีเทาเงินของตนเองซึ่งชายไว้เครานำมาให้

“ข้าโตแล้วนะรามิล แค่กลับบ้านไปเป็นตุ๊กตาให้พี่แวนด้าเล่นแค่นี้ข้าไม่หนีไปไหนหรอก”

ผู้การหนุ่มหัวเราะก้องพลางยีหัวอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู “ก็นั่นแหละ...น่ากลัวกว่าอีก” รามิลรั้งร่างนั้นเข้าอ้อมแขนโดยไม่สนใจสายตาของคนเป็นหลานกับลูกน้องเลยแม้แต่น้อย เขากอดไหล่บางไว้แน่น ซบใบหน้าลงกับเรือนผมดำสลวยกรุ่นกลิ่นดอกไม้หอมที่คุ้นเคย

“ไว้เดี๋ยวคืนนี้จะถามว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาพอที่จะได้ยินกันแค่สองคน “เจ้าทำให้ข้าใจหายรู้ไหม”

ชายหนุ่มดึงร่างบางออกพอให้เห็นได้ถนัดตาก่อนจุมพิตลงบนเปลือกตาแผ่วเบายิ่งนักจนคาร์ลิซเองยังรู้สึกเขินแทนผู้เป็นอา ขนตายาวเป็นแพทาบทับบนแก้มชมพูเรื่อ ก่อนดวงเนตรดำขลับจะช้อนมองอีกฝ่าย...อย่างกล้าๆกลัวๆ

“ค่ะ” เด็กสาวรับคำว่าง่ายผิดปกติ “ท่านเองก็ระวัง อาจจะยังมีพวกนั้นหลงเหลืออยู่อีกก็เป็นได้” เซเรนเนียเขย่งจูบแก้มคนตัวสูงก่อนหันไปให้สัญญาณกับหลานชายและคนสนิท คาร์ลิซตวัดตัวขึ้นอาชาสีทองคล่องแคล่วเช่นเดียวกับผู้เป็นอาที่ตวัดตัวได้รวดเร็ว

“ชายคนนั้น...เอเจล เขาเป็นคนของพี่เรนิน มีหน้าที่ดูแลข้า” ชายไว้เคราค้อมกายทำความเคารพ “ท่านอยู่ที่นี่ลำพังไม่ปลอดภัย ข้าจะให้เขาไปเป็นเพื่อนท่าน”

“ขอบใจมากเซเรนเนีย ไปเถอะ แล้วข้าจะรอดู...ว่าคู่หมั้นของข้าในคืนนี้จะงามขนาดไหน”

“ย่าห.ห..ห.ห..ห”

อาชาทั้งสองเผ่นโผนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เซเรนเนียชักม้านำหน้าหากผู้เป็นหลานชายก็ตามไปติดๆ ไม่มีวันปล่อยให้นางคลาดสายตา

เสียงฝีเท้าม้าลับหายจากไปทำให้รามิลถอนใจออกมาได้เต็มที่

“เอเจล...เจ้าไม่ใช่คนของพี่เรนินใช่ไหม”

"ข้ามีหน้าที่ดูแลคุณเซเรนเนีย" เขาตอบทันทีและไม่ได้โกหก หากก็ไม่ได้บอกทั้งหมด

ผู้การแห่งราชนาวีต้องผ่อนลมหายใจยาว “ต่อให้ทรมานเจ้าก็ไม่มีทางที่จะเอ่ยคำจริงออกมาหรอก ข้ารู้”

ชายหนุ่มต้องเข้าไปในเมือง...เพื่อดูสภาพการณ์ทั่วๆไปว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ เขารู้ว่ามิอาจจมเออเรบัสได้ แต่ก็ยังดีที่พอมีเบาะแสของมันให้เห็น ตอนนี้แค่รอเวลา...ให้โอเชี่ยนไพรด์มา แล้วเขาจะตามไล่ล่ามันให้ถึงที่สุด !

 

 
 
 เร็ว ๆ นี่้จะมีงาน Carnival Fantasy

เลยจะทำ "ลำนำแห่งห้วงธารา" เป็นหนังสือทำมือไปขายในงานค่ะ

แต่ว่าจะมีให้เปิดพรีออเดอร์ก่อนนะคะ

 

และเนื่องจากฉบับตีพิมพ์กับสถาพรบุ๊ค หนามากกกก (ก.ไก่สามล้านตัว)

จึงต้องแบ่งเป็น 2 เล่ม ค่ะ

ส่วนเรื่องราคาและการเปิดจอง เมื่อเรียบร้อยดีแล้วจะเอามาบอกนะคะ

 

  

 
 
 
 
 
ตอนก่อนหน้า
บทที่ ๑ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๒ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๓ (๑/๒) (๒/๒) 
บทที่ ๔
บทที่ ๕
บทที่ ๖
 
 

เวลาผ่านไปกว่าชั่วโมง แสงแดดของยามตรู่แผดกล้ายิ่งขึ้น เหนือเมืองวาเสตที่ได้กลายเป็นทะเลเพลิงไปแล้ว ชายกลุ่มหนึ่งในชุดสีมอยืนมองภาพทั้งหมดเพื่อจดจำทุกความรู้สึกไว้ ภายใต้เคราที่รกเรื้อและผ้าตวัดพันรอบคอละม้ายคนธรรมดา ดวงตาของเขาเหล่านั้นกลับเป็นประกายกล้า ในใจร่ำร้อง...อยากที่จะลงไปยังเบื้องล่างเพื่อประหารโจรสลัดเหล่านั้นเสีย แต่ด้วยอำนาจหน้าที่จึงมิอาจทำดังใจปรารถนาได้ พวกเขามีหน้าที่เพียงเฝ้ามองตามคำสั่งของผู้เป็นนายอย่างเงียบๆ จวบจนเพื่อนคนหนึ่งได้มาสมทบ

“ว่าอย่างไรบ้างฟารอส ! ” ชายผู้มีดวงตาสีเทาเขย่าตัวอีกฝ่ายอย่างเร่งร้อน

คนที่เพิ่งมาถึงจับมือเพื่อน “ท่านบอกว่าให้เราเข้าไปจัดการได้ตามสมควร เนฮ์มา ประสานงานกับราชนาวีแล้วใช่ไหม”

“เรียบร้อย พวกเราจะไปปลอมตัวปะปนกับชาวบ้านก่อน ตอนที่ชุลมุนเนี่ยล่ะ จะค่อยๆตัดกำลังของเออเรบัสเงียบๆ”

“ดี” เขาตอบสั้น “เช่นนั้นเราไปกัน อย่าให้ท่านผิดหวัง จำไว้ ทำงานจงอย่าคิดถึงชีวิตในวันพรุ่งนี้ คิดแต่เพียงว่า วันนี้...หากต้องตายก็ต้องตายให้มีค่ากับผู้อื่นมากที่สุด ! ”

ชายทั้ง ๗ ประสานมือแล้วพยักหน้าให้กันก่อนแยกย้ายจากไป เขาทั้งหมดพร้อม...ที่จะตายได้ทุกเมื่อ ตายเพื่อหน้าที่ แผ่นดิน ความถูกต้อง และเหนือสิ่งอื่นใด...พวกเขายอมตาย...เพื่อนายผู้ที่พวกเขาเทิดไว้เหนือหัว

 

 

 

อีกมุมหนึ่งของเมืองบนผาสูงมองเห็นเบื้องล่าง จอมพลเรือเรนาเธียยืนมองทะเลเพลิงตรงหน้าดุจว่าอัคคีนั้นโหมอยู่ในใจของตนเอง เสียงผู้คนกรีดร้องจากทั่วทุกหัวระแหงบีบคั้นใจยิ่งนัก  เสียงปืน...เสียงระเบิดดังเป็นระยะ ดวงตาสีสนิมเหล็กเป็นประกายกล้า เขาหมายใจที่จะลงไปเบื้องล่างด้วยตนเองยิ่งนัก กระบี่คู่กายที่เคยปลิดชีพเหล่าโจรสลัดสมควรที่จะได้ทำงานของมันอีกครั้งหนึ่ง

“รามิล ข้า…”

“ไม่ได้ครับผม” ชายหนุ่มชุดดำผู้ซึ่งอยู่บนหลังอาชาเคียงข้างผู้สูงวัยเอ่ยขัดโดยไม่เกรงใจ “ท่านลงไปไม่ได้ หากท่านลงไป เป้าล่อก็จะกลายเป็นท่านไปในทันที”

เขาพูดเพียงเท่านี้แล้วก็เงียบ เคซาสถอนหายใจ ที่รามิลพูดมามันถูกทุกอย่าง เขาเองก็รู้แต่ทำอย่างไรได้...มันเจ็บแค้นในอกเหมือนจะระเบิดออกมา!!!

ระหว่างที่ผู้มากด้วยยศกำลังดูสถานการณ์โดยรวมด้วยความกระวนกระวายหลังจากกองกำลังบางส่วนได้เข้าพื้นที่ไปแล้วนั้น ผู้การหนุ่มแห่งราชนาวีกลับยืนนิ่ง ใบหน้าคมคายสงบ ราบเรียบไร้ความรู้สึกราวศิลาสลัก มีเพียงดวงตาคมกริบเฉกเหยี่ยวเท่านั้นแลกวาดไปทั่ว

ดวงตาสีน้ำทะเลสะท้อนเปลวเพลิงลุกโชน... เขาเองก็ไม่ได้ร้อนใจน้อยไปกว่าท่านจอมพลเท่าไรนัก หากเวลานี้เพลี่ยงพล้ำเพียงเล็กน้อยหรือกระทำการอะไรบุ่มบ่ามนิดเดียว ผลที่ตามมาอาจเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล... ชายหนุ่มนึกถึงคนที่รออยู่เบื้องหลังแล้วก็ถอนใจ ขออย่าให้เซเรนเนียทำอะไรอย่างที่เขาคาดไว้เลย...

แล้วสายตาของเขาหยุด ณ จุดหนึ่งซึ่งไม่มีเปลวเพลิงลุกโหมด้วยความสงสัย ความคิดทั้งหมดประมวลข่าวสารต่างๆที่หลั่งไหลเข้ามาในแต่ละวันก็ทำให้ใจกระตุกวาบ !

“ท่านครับ ข้าต้องลงไปข้างล่างกับทหารอีกกลุ่มหนึ่งโดยเร็วที่สุด ข้าขอตัว”

“ตามสบาย” อีกฝ่ายยิ้ม “อย่างไร ณ จุดนี้ข้าก็ให้อำนาจการตัดสินใจ   กับเจ้าไปแล้ว หากมีเรื่องอะไรก็ให้สัญญาณก็แล้วกัน”

ชายหนุ่มวางมือลงบนหน้าอก หันไปพยักหน้ากับทหารชุดดำข้างหลัง ม้าของพวกเขาแหวกออกเป็นทางให้ผู้เป็นนายเดินนำไปก่อน เสียงบังเหียนถูกสะบัดดัง

“ย่า..ห.ห..ห.ห ! ”

เสียงเกือกม้ากระทบพื้นต้องโสตอยู่ใกล้ ก่อนตามด้วยเหล่าทหารอีกกว่าสิบนาย ทั้งหมดได้จากกองหนุนบนผาสูงมาอย่างรวดเร็ว ร่างสูงบนหลังอาชาพ่วงพีหมอบลงต่ำเพื่อไม่ให้ต้านแรงลม ใบหน้าทั้งหมดถูกปิดบังไว้ด้วยชายผ้าสีดำตวัดรอบคอและเก็บชายไว้มิดชิด เหลือเพียงดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์อย่างเดียวเท่านั้นที่แสดงความรู้สึกภายใน ภายใต้เครื่องแบบ การกระทำของเขาถูกกำหนดไว้ด้วยวินัย...

แต่กับหัวใจ ไม่มีสิ่งใดที่จะยับยั้งความโกรธเกรี้ยวมหาศาลเฉกน้ำป่ายามฝนหลากได้เลยแม้แต่น้อย บ้านที่รัก แผ่นดินที่เติบโต...มันผู้ใดอาจหาญให้เลือดของพี่น้องต้องหลั่งชโลมดิน มันผู้นั้นก็ต้องเซ่นเลือดสังเวยแม่พระธรณีเฉกเช่นเดียวกัน !

 

 

 

ถนนสู่อาคารสีขาวหลังคาโดมทรงกลมใหญ่สีเขียวเคยถูกปกป้องด้วยรั้วเหล็กสีขาว ซึ่งบัดนี้เปิดกว้างนั้นเต็มไปด้วยซากศพของยามรักษาการณ์และกลุ่มผู้บุกรุกนอนตายระเกะระกะ เลือดแดงฉานไหลนองเต็มพื้นอิฐ กลิ่นคาวคละคลุ้งต้องจมูกผู้เดินสัญจรผ่านไปมา ชายร่างใหญ่เดินผ่านประตูเหล็กบานใหญ่นั้นอย่างช้าๆ ครั้งหนึ่ง...ทวารนี้เคยได้ชื่อว่างดงามที่สุดด้วยฝีมือช่างชาวตะวันตก ลวดลายเถาวัลย์กระหวัดเกี่ยวอ่อนช้อย งดงามละม้ายพฤกษาเขียวยิ่งนัก แต่บัดนี้...มันกลับเต็มไปด้วยรอยแผลจากคมขวานของเหล่าสลัดแห่งเออเรบัส!!! สภาพของจวนข้าหลวงอาวุโสนั้นละม้ายสรวงสวรรค์ที่ถูกทึ้งทำลายโดยอสูรจากขุมนรก โลหิตนอง...คาว น่าสะอิดสะเอียนสำหรับคนทั่วไป หากมันเป็นเหมือนโอสถทิพย์บำรุงกำลังของหมู่โจรแห่งท้องทะเลที่ได้ชื่อว่าเหี้ยมโหดที่สุด

รูปสลักเทพยดาหินอ่อนสีชมพูซึ่งเรียงรายอยู่สองข้างทางสู่อาคารปรากฏรอยเลือดกระเซ็นอยู่ทั่ว ใบหน้างดงามของเทพีแห่งใบไม้ผลิมีรอยเลือดเป็นทางยาวจากหางตาละม้ายทรงกันแสง ชายร่างใหญ่เดินผ่านลูกน้องที่หลีกเป็นทางพลางแสยะยิ้มด้วยความสะใจ ดวงตาข้างขวาของเขาเป็นสีเขียวหม่นดุจใบสนในป่าหมอก อีกข้างเป็นสีฟ้าเทา...อาจเป็นเพราะแผลยาวจากคิ้วจดข้างแก้ม ดวงตาสีเขียวมองไปข้างหน้าหากตาขวากลับมองไปอีกทางอย่างอิสระคล้ายตาของกิ้งก่า มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของชายชราผู้หนึ่ง...ซึ่งล่วงลับไปแล้ว หลังจากที่อิลลิโต้...สมุนมือขวาของอาดีสกัปตันแห่งเออเรบัสได้ควักออกมาจากเบ้าทั้งๆที่ผู้เฒ่ายังมีชีวิตอยู่

อิลลิโต้ลูบเคราหยักยุ่งของตนพลางพิศมองลูกเรือที่กำลังขนย้ายของมีค่าจากภายในคฤหาสน์ออกมา มีคนผ่านเดินเข้าออกประตูไม้บานกว้างไม่ขาดสาย บ้างก็มีเชิงเทียนหรือข้าวของต่างๆซึ่งทำจากทองคำอยู่เต็มถุงที่แบกใส่หลังไว้ บ้างก็ช่วยกันหอบหิ้วหีบอัญมณีล้ำค่าออกมาอย่างรวดเร็ว แข่งกับเวลาและเพื่อให้ได้จำนวนมากที่สุดตามที่กัปตันอาดีสต้องการ

“เฮ้ย เร่งมือเข้า กัปตันน่ะร้อนใจจะแย่แล้ว ! ” เขาคำรามเสียงก้องจนคนทั้งหมดสะดุ้ง “ขนของทั้งหมดให้เร็วๆเข้า กัปตัน...รอที่จะเจอท่านผู้การรามิลแล้วก็ท่านจอมพลเรนาเธียไม่ไหวแล้วรู้ไหม”

เฮ ! ลูกเรือร้องรับเสียงดังกระหึ่ม

ใบดาบเปรอะเปื้อนเลือดชูขึ้นเหนือหัวสะท้อนแสงแดดวาววับ อิลลิโต้ยิ้มน้อยๆ “แล้วกระต่ายน้อยที่กัปตันอยากจะเอาไปเลี้ยงดูน่ะอยู่ไหนกัน”

โจรสลัดร่างผอมเกร็งคนหนึ่งหอบถุงผ้าใบโตเดินลัดเลาะตามป่าละเมาะเพื่อไปยังเรือบดลำเล็กริมฝั่งน้ำโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าการเคลื่อนไหวอยูในสายตาของคนผู้หนึ่ง มือในเงามือยืนไปข้างหลังโจรสลัด นิ้วทั้งห้าเรียงชิดลอยอยู่เหนือท้ายทอย...

 

พลั่ก ! ! ทันทีที่สิ้นเสียงร่างนั้นก็ล้มหน้าคว่ำลงกับพื้นหญ้า

 

ชายร่างสูงในชุดสีมอคนหนึ่งเดินออกมาจากเงามืดของแมกไม้ เส้นผมสีทรายยาวระต้นคอจับตัวแข็งด้วยของเหลวสีเข้มเป็นทางยาวเชื่อมกับรอยสีน้ำตาลที่อยู่บนเสื้อ

“เนฮ์มา เจ้ามั่นใจนะว่าจะใส่เสื้อของเจ้าคนนี้น่ะ” ผู้เป็นเพื่อนส่ายศีรษะ “ข้าว่าเจ้าใส่ได้แค่เสื้อกั๊กตัวนอกเท่านั้นแหละ”

“เออ ข้าก็ว่าจะเอาแค่นั้น เมื่อกี้ไม่น่าเลย เห็นเจ้าพวกบ้านั่นฉุดผู้หญิงแล้วมันยั้งมือไม่อยู่ เลือดมันเลยเลอะเสื้อ คงแฝงตัวเข้าไปในคฤหาสน์ให้ข้อมูลท่านผู้การามิลลำบากแน่”

“อืม...พอเข้าใจ” แล้วมารุสต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นเพื่อนของตนถอดเสื้ออกหมดจนเห็นรอยแผลเป็นยาวบนร่าง “แล้วเสื้อตัวใน!!??”

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งยิ้มรับก่อนก้มลงไปดึงเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกมาอย่างสบายอารมณ์ “เก๊าะไม่ต้องใส่ เย็นๆสบายๆ จะเปลือยท่อนบนเป็นเพื่อนข้าไหมล่ะ” อีกฝ่ายส่ายศีรษะโดยไวพลางคิดในใจว่าปล่อยให้เพื่อนทำตามใจดีกว่าให้เขามีเอี่ยวด้วย

“ไปกันเถอะมารุส ไปหาอะไรสนุกๆทำกันข้างในดีกว่า”

ขณะที่ชายสองคนแฝงกายเข้าไปในคฤหาสน์ พรรคพวกที่เหลือก็ได้ปลอมปนอยู่ในเมืองกับชาวบ้าน คอยเป็นกำลังเสริมให้กับตำรวจเมืองโดยมิให้ผู้ใดล่วงรู้ที่มา...

 

 

ไป! เอเลนัวร์!” เสียงใสร้องสั่งดังก้อง

อาชาสีเทาควบด้วยความเร็วสูงสุดประดุจพาหนะของวายุเทพผ่านแมกไม้สีเขียวครึ้มมาตามถนนเล็กๆกลางป่าอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้มีอาการสะดุดต่อเส้นทางที่แผกไปเลยแม้แต่น้อย เนื่องด้วยความชำนาญพื้นที่ของผู้เป็นนายที่ในตอนนี้คิ้วเข้มได้รูปขมวดชิดด้วยความว้าวุ่นใจ เด็กสาวไม่รู้...ว่าเป้าหมายของเหล่าสลัดนั้นเป็นที่ใด หากบางอย่างในหัวมันกรีดร้องดังก้อง ว่าที่จุดหมายปลายทางของเธอนั้นเป็นเป้าของเออเรบัสอย่างแน่นอน นั่นก็คือคฤหาสน์ของท่านข้าหลวงผู้ตรวจการอาวุโสแห่งสภาปราชญ์ผู้เป็นสหายสนิทอีกคนหนึ่งของบิดา

แสงสว่างค่อยๆจ้าขึ้นทีละน้อยจนเธอพบทางออกเป็นเนินที่ไม่ชันนัก สองข้างทางยังคงเป็นป่าโปร่ง เซเรนเนียดึงบังเหียนให้พาหนะหยุดนิ่งมันทำให้เธอมองเห็นภาพโดยรวมของสถานการณ์ในขณะนี้ได้เป็นอย่างดี ประตูรั้วหน้ามีพวกนั้นอยู่เต็มไปหมด ทวารเหล็กพังยับ... อิฐที่พื้นกลายเป็นสีน้ำตาลแห้งกรัง...  ทางเดินปูด้วยพรม...ร่างมนุษย์ หากมองเช่นนี้แล้วคงหาทางใดที่จะแฝงตัวเข้าไปข้างในได้โดยง่าย... หากเด็กสาวมีวิธี... มือขาวนวลล้วงเข้าไปในเสื้อคลุมดึงบางอย่างออกมาดู กุญแจสีทองหมองดอกหนึ่งวางอยู่บนฝ่ามือ กุญแจ...ที่สามารถไขประตูแห่งความทรงจำในวัยเยาว์ของเธอได้

“ย่า...ห.ห.ห..ห” เสียงบังเหียนสะบัดดังกระตุ้นให้เอเลนัวร์วิ่งลงเนินไปอย่างรวดเร็ว เซเรนเนียอาศัยกิ่งไม้ทึบให้เป็นประโยชน์ในการอำพรางตน... ดวงตาสีนิลมองไปเบื้องหน้า ขณะที่ในใจก็รำลึกถึงอดีต...

 

 

 

โอ้โห พี่เธียรีนน์คะ กุญแจดอกนี้ง้าม...ม.ม.ม งามเสียงใสของเด็กหญิงอายุ ๘ ปี ดังก้องจนอีกฝ่ายต้องทำท่าให้เบาเสียง มือเล็กๆทั้งสองปิดปากตนเองไว้แน่นมองซ้ายมองขวาแล้วจึงค่อยกระเถิบเข้าใกล้ “พี่เอามาทำไมคะ?”

เด็กสาววัย ๑๖ หัวเราะน้อยๆพลางลูบเส้นผมดำสนิทละเอียดราวไหมชั้นเลิศของอีกฝ่าย เธียรีนน์ผู้เป็นหลานสาวกำพร้าเพียงคนเดียวของท่านข้าหลวงอาวุโสนั้นได้ชื่อว่ามีความงามเฉกรุ่งอรุณ เส้นผมยาวเหยียดตรงสีทองแลละม้ายรัศมีแห่งดวงตะวัน ดวงตาสีน้ำเงินอมม่วงฉายแววละมุนเมื่อมองเด็กน้อยตรงหน้า ในตอนนั้นเซเรนเนียหลงใหลความงามประหนึ่งเทพธิดาของพี่สาวคนนี้ยิ่งนัก

“เซเรนเนีย...กุญแจนี้พี่ให้เจ้า”

“คะ !? ”

“พี่ให้เจ้า เอาไว้เปิดประตูลับของเราสองคนอย่างไรเล่า” เธอมองซ้ายมองขวา “อย่าเอาไปบอกใครนะ”

เด็กน้อยทำท่าเลียนแบบอีกฝ่าย “ค่ะ แล้วประตูจะพาเราไปที่ใดกันคะ มีดาบ กระบี่ แล้วก็ปืนไหม?”

“ไม่บอก เพราะเจ้ายังไม่ได้สัญญากับพี่”

เซเรนเนียหน้ามุ่ย “ค่ะ ข้าสัญญาด้วยเกียรติของราชนาวี ! ” มือเล็กวางทาบที่อกเฉกกริยาของนายทหารผู้สาบานตน

เสียงหัวเราะใสของผู้เป็นพี่ดังก้อง “เจ้านี่นะ...จริงๆเลย” เธอส่ายหัว “เอะอะอะไรก็ราชนาวี มิน่าเล่า ท่านเคซาสถึงทั้งรักทั้งหลงเยี่ยงนี้” เธอลูบไล้เส้นผมหยักยาวเป็นคลื่นด้วยใบหน้าละมุน “เช่นนั้นตามพี่มา พี่จะพาเข้าบ้านด้วยประตูลับ”…

 

 

 

ร่างเล็กตวัดตัวลงอย่างรวดเร็วทันทีที่ม้าหยุดยืนนิ่งตรงหน้ากำแพงอิฐสีน้ำตาลแดง เถาวัชพืชเลื้อยปกคลุมปราการบริเวณนั้นจนมิด หากผู้ที่คุ้นเคยย่อมจำได้ว่า ‘สิ่งนั้น’ อยู่แห่งใด เด็กสาวดึงมีดออกมาจากเอวรวดเร็ว เพียงตวัดไม่กี่ครั้งใบเหล็กคมกริบตัดเถาวัลย์รกเรื้อขาดลงง่ายดาย เบื้องหลังสิ่งปกคลุมเป็นประตูไม้บานเล็กๆซึ่งหากคำนวณอายุแล้วคงถูกทำขึ้นมาพร้อมๆกับกำแพงนี้ มันค่อนข้างเก่าแต่ยังคงแน่นหนา เซเรนเนียหันหลังกลับผูกเอเลนัวร์ไว้ใต้ร่มไม้หนึ่งอย่างรวดเร็ว

มือขาวไล้ตั้งแต่หัวจนถึงจมูก “เอเลนัวร์คนดี รอข้าอยู่ตรงนี้นะ... ข้าผูกหลวมๆ ถ้ามีอะไรหนีไปเลยนะ ไม่ต้องรอข้า” สิ้นเสียงร่างเล็กก็วิ่งไปหน้าประตูสอดกุญแจให้เข้าสลักและเร้นหายเข้าไปใต้เงามืดของร่มไม้ใหญ่  ก่อนวิ่งสุดฝีเท้าไปยังสถานที่ลับของเธอและสตรีที่รักประหนึ่งพี่สาวแท้ๆ

 

ม้าสาวร้องเบาเมื่อเห็นเงาตะคุ่มอยู่ไกลๆ ร่างสูงยืนรอจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายห่างออกไปจนไม่ได้ยินเสียงร้องของอาชาแล้วจึงค่อยชักมีดเล่มเล็กออกมา

 

ฉึก! เสียงมีดตัดสายหนังผูกรั้งอาชาไว้ขาดสะบั้นในพริบตา

 

เอเลนัวร์ยกสองขาหน้ากรีดร้องเสียงแหลม ก่อนควบไปหาคนผู้นั้นอย่างรวดเร็ว เขายกมือใหญ่ใต้ถุงมือเปลือยนิ้วแตะจมูกมันเบาๆ

“ไปเสีย...” คนในชุดคลุมเทาตีสะโพกของมันเต็มแรงส่งให้อาชาวิ่งเตลิดเข้าไปในป่า เขามองจนมันไปสุดสายตาจึงค่อยเร้นกายเข้าหลังบานประตูไม้อีกคนหนึ่ง

 

 

 

อีกด้านหนึ่งของกำแพงสูง กลุ่มคนในชุดดำทั้ง ๙ ชักม้าของตนให้ยืนนิ่งรอฟังคำสั่งผู้เป็นหัวหน้าอย่างเงียบๆ ผู้การพีเรนิธัสต์คนนี้ไม่เคยตัดสินใจอะไรผิดพลาด... นับแต่ครั้งที่ได้เลือกพวกตนเข้ามาฝึกพิเศษเป็นหน่วยจู่โจม ชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าๆคนนี้ควบคุมการฝึกด้วยตนเอง ความสามารถของเขาเหนือกว่าคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด สมกับที่จบมาด้วยคะแนนสูงสุด ตั้งแต่ครั้งเข้ามาประจำการในเขตการปกครองที่ ๓ แห่งคฤหาสน์มรกต ผู้การหนุ่มก็ได้ศึกษาแผนผัง รายละเอียดของอาคารสถานที่สำคัญทุกแห่งเสียจนสิ้น ไม่น่าเชื่อ...แต่ก็ต้องเชื่อ เขาจำมันได้หมด

รามิลเงยหน้ามองกำแพงตรงหน้าแล้วก็ตัดสินใจ เขาจำรายละเอียดทุกอย่างของจวนข้าหลวงนี้ได้ น่าประหลาดที่เขาเพิ่งจะหยิบมันมาดูก่อนที่จะไปธุระต่างเมืองเพียงไม่กี่วัน เหมือนจะเป็นลางสังหรณ์กระนั้น แน่นอนว่าเขาต้องหยิบแปลนของอาคารต่างๆมาเพื่อศึกษา ชายหนุ่มอ่านแปลนของคฤหาสน์เอเมอรัลด์อยู่หลายครั้ง...จนจำขึ้นใจ รวมถึงห้องนอนของเซเรนเนีย แต่เขาก็ไม่บ้าพอที่จะเข้าหาเด็กสาวถึงห้องหรอก อีกประการหนึ่งท่านจอมพลก็ชอบเปลี่ยนห้องให้ลูกสาวเสียจนไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าคุณหนูของพวกเขาพักที่ใดกันแน่

“คาริม เจ้านำคนไปอีกสาม พาคนที่อยู่ในบ้านออกมาให้หมด เอาให้ครบนะเข้าใจไหม”

“ครับผม ! ” ผู้ใต้บังคับบัญชาหันไปหาเพื่อนแล้วพยักหน้าคนอีก ๓ คนก็ตวัดตัวลงจากม้ารวดเร็ว เขาดึงของบางอย่างที่เก็บไว้ใต้บังเหียนออกมา ทั้งหมดตบสะโพกม้าจนมันวิ่งเตลิดเข้าป่าไป คนสนิทของชายหนุ่มหันมาทำความเคารพก่อนจากไปอย่างรวดเร็ว คนที่เหลือลงจากหลังม้าและทำเช่นเดียวกัน ม้าของพวกเขารวมถึงม้าที่ไม่มีคนขี่อีกสามตัวก็วิ่งลับเข้าป่าไป คนฝึกเท่านั้นที่จะรู้ว่าเพื่อนคู่ชีพของตนจะยังคงอยู่แถวนี้ไม่มีทางทิ้งตนเองไปไหนได้แน่

รามิลแลกวาดยังผู้ใต้บังคับบัญชาพลางกระชับผ้าโพกพันศีรษะของตนให้ชายที่ทิ้งไว้มาปิดใบหน้าจนเหลือเพียงดวงตาสีน้ำเงินดุจทะเลลึก “อัลฟรองโซ เจ้าไปกับข้า คนที่เหลือทั้งหมดด้วย ยกเว้น อีริคแล้วก็เชน” ผู้ถูกเรียกชื่อค้อมเคารพ “เจ้าสองคอยดูสถานการณ์ภายนอก และมีหน้าที่ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของส่วนกลาง ถ้ามีอะไรผิดปกติให้สัญญาณด้วย”

ทันทีที่สิ้นเสียงร่างสูงก็ได้เหนี่ยวตัวเองขึ้นกิ่งไม้ใหญ่อย่างคล่องแคล่ว แล้วจึงกระโดดไปยืนบนกำแพง จากนั้นก็ทิ้งตัวลงเบื้องล่างโดยไม่มีเสียงอันใดที่พอจะทำให้อีกฝ่ายรู้ตัวได้ ลูกน้องทั้งหมดที่เหลือเห็นดังนั้นจึงกระทำตามหัวหน้าทุกประการ แล้วคนทั้ง ๔ ก็เร้นกายเข้าไปในจวนข้าหลวงได้โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้...

 

 

 

ชายหนุ่มเลือกที่จะหลบเข้าทางห้องครัวซึ่งประตูเชื่อมต่อกับในคฤหาสน์โดยตรง เขาแอบอยู่ตรงมุมมืดอย่างเงียบเชียบ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือความเสียหายอันยากที่จะประเมินได้ กระจกของตู้แสดงเครื่องกระเบื้องแตกละเอียดมีเศษแก้วร่วงเกลื่อนกลาดอยู่บนพรมชั้นดี อัจกลับแก้วห้อยระย้าถูกถอดลงมากองกับพื้น รูปปั้นหินอ่อนหักโค่น ทหารยามนอนล้มตายเกลื่อนกลาดทั่วไปบนพื้น พรมขนแกะขาวซับสีโลหิตจนชุ่ม ดูแล้วคงไม่มีใครเหลืออยู่ที่ชั้นล่างเป็นแน่ หากไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็คงจะถูกต้อนไปที่อื่นหรือ...ตายเสียทั้งหมด นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากคิด

“เราต้องขึ้นไปข้างบน จากข่าวที่ได้รับท่านข้าหลวงไม่อยู่ ไปต่างเมือง ที่เหลือเพียงคนเดียวคือคุณหนูเธียรีนน์ หลานสาวคนเดียวของท่าน” แววตาของชายหนุ่มฉายประกายบางอย่างแล้วก็วูบหายไปโดยพลัน “ข้าเกรงว่านางอาจได้รับอันตราย”

“ครับผม” อัลฟรองโซขานรับ “แต่ทำไมถึงต้องมาจับตัวคุณเธียรีนน์?”

“ข้าเองก็ไม่รู้ บางทีเป้าหมายมันอาจจะไม่ใช่นางก็ได้ แต่ก็เถอะ ถ้าคนที่พวกมันจะจับตัวเป็นเซเรนเนีย ป่านนี้เราอาจจะได้นั่งรออยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยก็เป็นได้”

คนฟังหัวเราะเบาๆ สิ่งที่ท่านผู้การพูดนั้นคลายความตึงเครียดได้มากโข นั่นสินะ หากผู้ที่เหล่าสลัดมาพบเป็นคุณหนูเซเรนเนียมิใช่คุณหนูเธียรีนน์ ป่านนี้พวกเขาอาจจะมีอารมณ์ตั้งเดิมพันกันก็ได้ว่านางจะชนะเหล่าสลัดภายในเวลากี่นาที หรือนางสามารถล้มพวกนั้นได้กี่คน

 

 

 

เซเรนเนียรู้สึกอยากจะจามขึ้นมากะทันหันแต่ก็กลั้นไว้อย่างเต็มฝืน เด็กสาวไถลตัวลงเนินหญ้าอย่างรวดเร็วไปยังกระท่อมปีกไม้หลังน้อยเบื้องล่าง ร่างบางระหงย่อตัวเพื่อให้ได้สมดุลแล้วไหลลงมาอย่างรวดเร็วจนชายเสื้อสีดำแผ่เป็นวงกว้าง เธอรีบเร้นกายเข้าใต้เงาไม้เพื่อไม่ให้ผู้ใดสังเกตได้

ทางเข้าออกทางเดียวมีโจรสลัดเฝ้าอยู่จนไม่มีที่ว่างให้ผ่านไปได้ หากคิดจะบุกเข้าไปตรงๆก็คงจะต้องเหนื่อยเอาการ ไม่คุ้มค่า อีกประการคือพวกมันจะรู้ตัวด้วยนี่สิ... เหตุที่เด็กสาวตรงมาที่นี่ก็เพราะข้างใต้กระท่อมหลังนี้มีห้องใต้ดินที่สามารถใช้ซ่อนตัวได้อย่างดีเยี่ยม ข้างใต้เป็นห้องเล็กๆ มีโต๊ะ เก้าอี้ และเก้าอี้นวมตัวยาวพอที่คนราวๆห้าจะเข้าไปอยู่ได้อย่างสบาย นอกจากนี้ยังมีของแห้งตุนไว้เป็นเสบียงอีก

เด็กสาววิ่งหลบหลีกหลังต้นไม้จนอยู่ใกล้ตัวบ้าน เธอหย่อนตัวลงนั่งคุกเข่าบริเวณสวนเล็กๆที่อยู่โดยรอบ รางไม้ทาสีขาวปลูกดอกเบญจมาศสีเหลืองงดงามนัก หากเมื่อมองไปข้างหน้าก็ต้องพบกับความจริงที่ต้องทำให้เธอถอนใจ ดวงตาคู่งามหลุบลงต่ำมองปลายเท้าตนเองอย่างสิ้นหวัง พวกนั้นยืนปิดทางเข้าออกเพียงทางเดียวไว้ ยากที่จะผ่านไปได้ แล้วสายตาก็หยุดอยู่ที่รางไม้รางหนึ่งซึ่งดูแปลกประหลาดกว่ารางอื่น มือเล็กดึงมันออกแล้วจึงเห็นมือจับสำหรับยกขึ้น!!! นี่มันเป็นทางลับอีกทางหนึ่งที่พี่เธียรีนน์ไม่ได้บอก?

ดวงตามองสอดส่ายรอบกายก่อนดึงทางลับขึ้นมาให้เงียบที่สุด อีกฝ่ายจะได้ไม่ไหวตัวทัน ร่างบางลับหายไปเบื้องล่างโดยไว เสียงฝีเท้าของเธอเบา...ดุจพยัคฆาหมายจะล่าเหยื่อ เซเรนเนียค่อยๆเดินลงบันไดทีละขั้นอย่างระมัดระวัง สถานที่ตรงหน้าเป็นห้องกว้าง...พอจะอยู่ได้สัก ๑๐ คน มันเป็นห้องเก็บเสบียงกระมัง เพราะเห็นมีกระสอบอะไรต่างๆอยู่ตามพื้น แต่มันกลับไม่มีทางออก แล้วดวงตาก็จับแสงสว่างที่ลอดมาจากภายนอกได้ เด็กสาวขเม้นมอง ในความมืดของใต้ดิน

เธอได้เปรียบแน่นอน แต่...พวกมันมีจำนวนมากกว่าที่คิดไว้ พวกที่ยืนอยู่รอบกายสตรีร่างโปร่งระหงในชุดชมพูจางนั่นก็ปาเข้าไป ๔ คนแล้ว ไม่นับพวกที่เดินอยู่ตรงทางออกอีก มุมนี้เหมือนเป็นมุมลับที่ถูกต่อเติมมาจากห้องใหญ่ที่อยู่ใต้ดินและคงจะมีอะไรบางอย่างบังทางเข้าเอาไว้เป็นแน่ ที่นี่พอที่จะให้คนเข้ามาอยู่ได้สักสิบคนอย่างสบายๆ ที่เธอมองเห็นภายนอกได้ก็เป็นเพราะสิ่งที่ปิดทางเข้านั้นเลื่อนออกมาเล็กน้อย ร่างเล็กยืนชิดกำแพงก่อนย่อกายลงต่ำยิ่ง...

พี่เธียรีนน์เป็นอย่างไรบ้างหนอ... เท่าที่เห็นตอนนี้ดูนางเพลียเหลือเกิน ดวงตาแดงก่ำ ข้อมือขาวนวลกำลังถูกพันธนาการด้วยเชือกที่คงเสียดสีจนเริ่มแดง ชายร่างสูงที่กำลังผูกเชือกนั้นแสยะยิ้มน่ารังเกียจให้อีกฝ่าย เขาโพกผ้าสีน้ำเงินเข้มแต่กระนั้นเส้นผมหยักยาวสีเทาก็ยังยุ่งเหมือนเดิม สายตาของชายทั้ง ๕ โลมเลียเรือนร่างงามอย่างไม่ปิดบังด้วยความปรารถนาจากภายใน เซเรนเนียกัดริมฝีปากจนซีด... นี่จังหวะและเวลาของเธอมันจะมาเมื่อไหร่กันเนี่ย..

 

อยู่เฉยๆ

เซเรนเนียสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงใครคนหนึ่งดังจากเบื้องหลัง ใบมีดเย็นถูกกดลงบนลำคอระหง เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายบนใบหน้างาม นี่เธอ...ถูกพวกมันจับได้กระนั้นหรือ

“คิดว่าตัวแค่นี้มีปัญญาไปต่อกรได้หรืออย่างไร” เธอจับอะไรบางอย่างในน้ำเสียงนั้นได้

“อาจจะ” มือเล็กอ้อมจับข้อมืออีกฝ่ายจากด้านนอกแล้วบิดออกจนอีกฝ่ายเจ็บและปล่อยมีดนั้นให้ร่วงหล่น ด้วยความว่องไวเธอเตะมันลอยขึ้นฟ้าอีกครั้งแล้วถอยฉากออกมาโดยไวมือคว้าอาวุธของอีกฝ่ายไว้ในมือ ปลายมีดที่จ่ออยู่ตรงคออีกฝ่ายไม่ไหวติง ไม่มีอาการสั่นระริกเฉกคนที่ตกอยู่ในความกลัว ดวงตาดำขลับเป็นประกายกล้า

“ถ้าข้าผ่านเจ้าไปก่อนล่ะก็นะ”

 

 

 

ชายชุดดำทั้ง ๔ ยืนพิงกำแพงนิ่ง ขณะนี้พวกเขาเข้าใกล้บันไดเพิ่มขึ้นอีกนิดแล้ว ชายหนุ่มมองไปแล้วก็ต้องถอนใจ ที่บันไดมีโจรสลัดนั่งเฝ้าอยู่ ๓ คนด้วยกัน เอากันตามจริงก็ไม่ยากที่จะฝ่าเข้าไป แต่ทำอย่างไรเล่าที่จะไม่ให้พวกสลัดสงสัยว่าทำไมคนเฝ้ายามของพวกตนถึงหายไปพร้อมกันสามคน เขานึกอะไรบางอย่างออกเมื่อหันกลับไปมองลูกน้องที่เฝ้ามองสถานการณ์ตรงหน้าโดยไม่ทันเฉลียวใจว่าผู้เป็นนายกำลังจะให้ตนทำอะไรบางอย่าง

โจรสลัดที่เฝ้าอยู่ตรงบันไดทั้งสามช่างมีบุคลิกแตกต่างกับลูกน้องของผู้การหนุ่มโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งมีผมยาวสีน้ำตาลอ่อนที่แสนจะยุ่งเหยิง จนมิอาจเอ่ยได้ว่าเป็น ‘ผม’ ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ มันดูละม้ายรังนกที่ทำจากฟางแห้งซึ่งนกตัวนั้นคงเป็นนกที่ชุ่ย และไร้ระเบียบที่สุดในโลก ผิวสีดำแดงของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลลักษณะแตกต่างกัน บางรอยก็ดูเหมือนคมมีด บ้างก็ละม้ายโดนน้ำร้อนสาด รามิลเห็นว่าใบหูข้างขวาของเขานั้นไม่ได้ติดอยู่กับหัวเสียแล้ว มิน่าเล่าถึงดูไม่สมดุล

อีกคนที่มีร่างผอมเกร็งซึ่งกำลังนั่งเอาหลังพิงราวบันไดอยู่นั้นดูอายุน้อยที่สุด หากดวงตากลับแดงก่ำมีแววกระหายเลือดอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากดำคล้ำอันเป็นผลจากการเสพยางดอกไม้สั่นระริก มันนั่งมองเพดานสูงคล้ายจะเพ่งพิศปูนปั้นวิจิตร หากก็ดูเหม่อลอย เสียงพึมพำกับตนเองยิ่งทำให้น่าขยะแขยง มือก็ลูบๆคลำๆปืนคู่ชีพอย่างแผ่วเบา

 

เพล้ง !  ทั้งสี่สะดุ้งจนต้องกลับมาอยู่ในเงามืด

รามิลกระชับปืนพกของเขาเพื่อเตรียมพร้อม

 

“โธ่โว้ย หมดอีกแล้ว คนรวยนี่กินแต่ของดีๆจริงๆด้วย” เศษขวดเหล้าที่กระจายเต็มพื้นถูกเจ้าคนเขวี้ยงใช้เท้าเขี่ยให้ไปไกลๆ ใบหน้าอวบอูมของเขาแดงก่ำด้วยฤทธิ์น้ำเมา หนวดเครารุงรังชี้ไปทุกทิศทาง

“โธ่ เอ็ด นี่มันบ้านข้าหลวงนะ จะสะสมของแบบนี้ไว้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกซะหน่อย” ชายเจ้าของรังนกบนศีรษะเอ่ย

“ใช่ เอ็ด” คนตัวผอมสำทับ “แถบนี้มันเป็นเขตปกครองที่ใกล้กับสภาปราชญ์ที่สุด ฐานะคนเลยดีตาม ไม่แน่น้า...” เขาแสยะยิ้ม “ถ้าเราไปปล้นบ้านอื่นก็อาจจะเจอเหล้าดีๆกว่านี้ก็ได้”

คอสุราถอนใจยาว “เฮ้อ ก็คงได้แต่ฝัน กัปตันบอกว่าอย่าไปยุ่งกับชาวบ้านมากนัก เป้าหมายหลักก็คือที่นี่แล้วก็ตัวของยัยคุณหนูหลานสาวข้าหลวงแก่นั่น”

มุมปากของคนที่แอบฟังกระตุก ที่คาดการณ์ไว้ไม่ผิดเลย เป้าหมายของมันคือเธียรีนน์ คาเรชอฟ จริงๆด้วย มิน่าเล่าถึงต้องวางกำลังไว้ที่จวนมากมายเพียงนี้ แทนที่จะให้ออกไปปล้นสะดมเหมือนทุกครา

“แต่ก็นะ” เอ็ดเอ่ย “ถ้าผู้การรามิลออกมาเจอพวกเราก็ดีสิ ข้าจะได้จับตัวส่งหัวหน้าให้รู้แล้วรู้รอด เผื่อจะได้ความดีความชอบเป็นมือขวาแทนอาดีสแล้วก็เจ้าผู้ใช้เวทหน้าละอ่อน”

“ฝันเฟื่อง” คนทั้งสองเอ่ยพร้อมกัน

แต่สิ่งที่รามิลต้องเอามาคิดหนักคือ ‘ผู้ใช้เวท’ บนเรือลำนั้นมีผู้ใช้เวท มิน่าเล่า ทางการจึงตามเบาะแสของเออเรบัส เรือแห่งขุมนรกนี้ได้อย่างยากเย็น นั่นก็เพราะมีผู้ใช้เวทเป็นกำลังสนับสนุน จากที่ผ่านๆมาก็พอทำให้ผู้การหนุ่มประเมินได้ว่า ผู้ใช้เวทนั่นคงมีฝือมืออยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี...ไม่สิ ไม่แน่ บางทีอาจจะเป็นผู้ใช้เวทที่ร้ายกาจจนยากที่จะหาตัวจับก็เป็นได้!!!

แลนซ์... สลัดร่างผอมขมวดคิ้ว “เอ้อ นี่เคลลี่” ชายผู้มีรังนกบนหัวหันตามเสียง “แล้วผู้การรามิลนี่หน้าตายังไงวะ ไม่เคยเห็นเลย”

อีกฝ่ายยักไหล่ “ข้าก็ไม่เคยเห็น แต่เคยมีคนบอกว่ากัปตันแค้นเจ้าหมอนี่มาตั้งแต่เมื่อเกือบสิบปีก่อนแน่ะ เห็นว่ากันว่าตอนนั้นเคยประมือกันหนนึงแล้วมันทำให้กัปตันเสียเกียรติ” ผู้ที่เพิ่งได้รู้ข้อมูลใหม่พยักหน้าน้อยๆ ขณะที่คนซึ่งแอบซุ่มอยู่ค่อยๆเคลื่อนเข้าใกล้ในความมืด “นับแต่จอมพลเรือเรนาเธียผู้เฒ่าที่แก่เต็มทีจวนจะลงโลงแล้ว ก็เห็นจะมีเจ้าหมอนี่เนี่ยแหละที่กัปตันต้องระวัง”

“แต่ก็นะ...” คนขี้เหล้ายังคงสงสัยพลางทำหน้าครุ่นคิดแล้วหายไปในเงามืดของบันไดเพื่อไปหาอะไรติดไม้ติดมือกลับเรือ “มีเรื่องกับกัปตันตั้งแต่ยังหนุ่มๆเลยเรอะ ตอนนี้ก็คงจะแก่แล้วล่ะมั้ง หน้าตาคง...ดูไม่ได้หรอ....” เสียงเขาขาดไปจนคนที่รอรู้สึกผิดปกติ

“เอ็ด...เอ็ด” แลนซ์ร้องเรียก “เจออะไรดีๆเรอะ บอกกันบ้างดิข้าจะได้เอากลับไปด้วย”

“ดีน่ะดีแน่ๆ….” เสียงนุ่มดังขึ้นจากด้านหลังเขา สลัดร่างผอมถอยกรูดชักมีดพกชี้ไปข้างหน้า

“แกเป็นใคร!” ชายร่างสูงในชุดดำไม่ตอบหากยังเดินเข้าใกล้เขาเรื่อยๆ ร่างของแลนซ์สั่นสะท้านด้วยดวงตาสีน้ำทะเลที่จ้องมองมานั้นละม้ายมหาสมุทรลึกสุดหยั่ง ทั้งงดงามแลน่ากลัวในเวลาเดียวกัน

ริมฝีปากโจรสลัดสั่นระริก... หากมือขวาที่ชี้มายังชายหนุ่มยังกำแน่น  “มัจจุราช..”

ชายในชุดดำส่ายหัวน้อยๆ “ไม่ใช่...กามเทพต่างหาก” คนฟังเอียงคอด้วยความฉงน คนตัวสูงก็ใช้มือซ้ายตวัดกุมข้อมือผอมเกร็งอีกฝ่าย บิด...จนมีดตก โดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ร้อง เขาก็พุ่งเข้าประชิดยอบกายลงเอาหลังแนบหลัง มือสองข้างยึดแขนฝ่ายตรงข้ามไว้ ชายร่างผอมตัวลอยเหนือพื้น ด้วยความรวดเร็วเขาก็ถูกทุ่มลงไปนอนหมดสติ

ผู้ที่เห็นเพื่อนโดนทุ่มลงไปนอนต่อหน้าสั่นเทิ้มด้วยโทสะในใจ ไอ้คนแปลกหน้านั้นเป็นใคร ทำไมถึงเข้ามาได้โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย!!! เคลลี่ดึงดาบของตนเองออกมาโดยทันทีแล้วพุ่งเข้าใส่คนข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต รามิลเอนตัวหลบเพียงนิดเดียวก็พ้นจากวิสัยของอาวุธนั้นแล้ว หากคนที่หมายจะทำร้ายกลับถลันไปข้างหน้าแทบจะมุ่งชนรูปปั้นหินอ่อนแถวนั้น เขาหันกลับมาดวงตาแดงก่ำ

“นี่คิดจะล้อเล่นกับข้ารึ.....”

ชายหนุ่มส่ายศีรษะ แต่คนที่พลาดไปครั้งหนึ่งก็ยังพุ่งเข้ามาหา ดาบใบยาวใหญ่ฟาดแหวกอากาศไปมารวดเร็ว แต่อีกฝ่ายก็หลบทัน เคลลี่หอบถี่เมื่อมองไปยังศัตรูก็ไม่ปรากฏความผิดปกติในดวงตาคู่นั้น มือสากกระชับดาบมั่นวิ่งพุ่งเข้าไปหมายจะแทง ร่างสูงในชุดดำหลบอย่างรวดเร็วแต่กระนั้นก็ยังเฉี่ยวชายผ้าคลุมขาดไปนิดหน่อย เคลลี่หัวทิ่มไปข้างหน้ามือที่ถือดาบยกสูง คนอยู่ข้างหลังได้โอกาสคว้าข้อมือแล้วดึงมาไพล่หลังอย่างรวดเร็ว

“อะ...” ดาบตกลงพรมนุ่ม ไร้เสียงใดๆทั้งสิ้น

“อัลฟรองโซจัดการมัดเอาไว้ แล้วทำให้อยู่เงียบๆ ไม่ก็ทำให้หลับไปทีเถอะ” คนรับคำสั่งพยักหน้าจากนั้นจึงใช้สันมือสับลงที่ท้ายทอยโจรสลัดด้วยแรง   ที่พอเหมาะจนร่างทรุดลงกับพื้น นายทหารหน่วยพิเศษอีกสองคนเดินเข้ามาลากตัวโจรสลัดทั้งสองเข้าไปไว้ในมุมมืดที่ใครจะมองไม่เห็น

“พวกเจ้าสองคน” รามิลร้องเรียก “เอาเสื้อผ้าพวกมันมาเปลี่ยนเสีย แล้วนั่งเฝ้าตรงบันได” ผู้ใต้บังคับบัญชาพยักหน้าแล้วทำงานตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว

ร่างสูงดึงผ้าพันรอบใบหน้าออกปล่อยชายทิ้งยาว อัลฟรองโซยืนนิ่งรับคำสั่งต่อไปของผู้เป็นนายด้วยความสงบ โจรสลัดอีกหนึ่งที่นอนอยู่บนพื้นใช้แขนผอมเกร็งของตนควานเปะปะจนไปเจอมีดที่ทำตกไว้ตั้งแต่ทีแรก เขากุมมันไว้มั่นโดยที่ไม่มีใครทันสังเกตคนซึ่งผู้การหนุ่มยืนหันหลังให้ก็ตวัดตัวลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

“ท่านครับ ระวังข้างหลัง ! ” อัลฟรองโซร้องเมื่อแลนซ์วิ่งเข้ามาเงื้อมีดจะปักลงกลางหลังคนตัวสูง รามิลเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว

“ฟู่...นิดเดียว” ชายหนุ่มระบายลม ดูเหมือนเขาจะไม่วิตกอะไรเท่าไหร่เลย

คนสองคนหันมาเผชิญหน้าหัน หนึ่งราชนาวีร่างสูง และอีกหนึ่งโจรสลัดร่างผอมเกร็ง ดูอย่างไรก็มีฝ่ายหนึ่งเป็นต่อ โจรสลัดเปลี่ยนลักษณะการจับมีดให้พร้อมที่จะแทงได้อย่างถนัด แลนซ์แทงมาไม่ยั้ง รามิลโยกซ้ายโยกขวาหลบได้อย่างรวดเร็วจนกระทั่งอีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำถลำตัวไปข้างหน้าชายหนุ่มซ้อนร่างไว้ข้างหลังอีกฝ่าย จับข้อมือที่มีแต่กระดูกไว้มั่นแล้วจึงสับฝ่ามือลงที่ต้นคออย่างรวดเร็ว

ร่างนั้นร่วงลงพื้นนอนนิ่ง ผู้ใต้บังคับบัญชาชะโงกมอง “ตายไหมนั่น....”

“ไม่หรอก...” รามิลตอบพลางนั่งลงจับเสื้อของอีกฝ่าย “เจ้านี่มันใส่เสื้อผ้าใหญ่แฮะ ขนาดเดียวกับข้าเลย” แล้วเขาก็หันมองเสื้อผ้าตัวเอง “ชุดนี้ถ้าทำงานในความมืดมันจะดี แต่ถ้าออกไปอยู่ข้างนอกคงพิลึกเนาะอัลฟรองโซ”

“ครับ” เขารับคำทั้งๆตนเองสงสัยจนคิ้วแทบจะผูกกัน ผู้การหนุ่มยิ้มน้อยๆ

“ข้าจะรำลึกอดีตสมัยยังเป็นเด็กที่เคยเที่ยวเล่นไปทั่วเสียหน่อย ชุดแบบนี้ไม่ได้ใส่มานานแล้ว”

“ท่านครับ ! ” อัลฟรองโซตะโกน แต่แล้วก็ต้องมองซ้ายมองขวา เขากระซิบเบาๆ “นี่ไม่ใช่เวลามาเล่นนะ”

“ใครว่าข้าเล่น” รามิลเถียงทันที ขณะที่มือกำลังปลดเสื้อเชิ้ตฝ้ายตัวใหญ่สีขาว “ข้ากะว่าจะไปอยู่ปะปนกับพวกนั้นเสียหน่อย เผื่อจะสืบๆอะไรได้บ้าง เจ้าขึ้นไปข้างบน ไปดูว่ามีใครเหลืออยู่บ้าง หาให้ทั่วนะ ไม่เช่นนั่นคงไม่ให้คนมาเฝ้าไว้เป็นแน่ อืม...คนเดียวไหวไหม ถ้าไม่ไหวเอาเจ้าสองคนไปด้วยก็ได้”

“ข้าไหวครับผม แต่ท่านสิ ไปปะปนกับพวกโจรสลัดเดี๋ยวมันก็จับพิรุธได้”

“อัลฟรองโซเอ๋ย” รามิลถอดเสื้อสีดำของตนเองออก “ข้ารู้จักโจรสลัดดีกว่าเจ้ามากมายนัก” รอยยิ้มนั้นแฝงนัยบางอย่างที่คนฟังไม่อาจเข้าใจได้ ชายหนุ่มเปลี่ยนเอาเสื้อขะมุกขะมอมของอีกฝ่ายมาใส่อย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงหยิบเสื้อแขนกุดของตนเองที่เพิ่งถอดไปมาใส่อีกครั้ง เขาพันผ้าเคียนเอวสีน้ำทะเลหม่นแน่น ใต้ผ้ามีมีดสั้นและปืนพกเหน็บไว้ ก่อนคาดเข็มขัดหนังสายรั้งดาบทับอีกที นายทหารอีกสองคนเดินเข้ามาลากแลนซ์ไปมัดรวมกับคนอื่นๆในมุมมืด รามิลพับเสื้อผ้าแล้วฝากอัลฟรองโซซึ่งมีสีหน้างงงวยไว้

“เอาน่า อย่าทำหน้างงสิ” น้ำเสียงนั้นดูรื่นเริงนัก เขาดึงเส้นผมที่รวบตึงให้รุ่ยร่าย จากนั้นจึงตวัดผ้าสีมอคาดศีรษะ ลูกน้องทั้งสามยืนมองคนตรงหน้าด้วยความพิศวง ผู้การของเขาในตอนนี้ดูคล้ายเหล่าสลัดอย่างประหลาด ทั้งแววตาประกายกร้าว ท่าทาง แต่ที่สำคัญที่สุด...คือความรู้สึกครั่นคร้ามนั่น

“เจ้าสามคนทำตามที่ข้าบอก แล้วนับจากนี้อีกครึ่งชั่วโมงเราไปเจอกันที่จุดนัดหมาย”

“ครับผม !” อัลฟรองโซซ่อนเสื้อผ้าของนายไว้ที่ซอกหลังตู้กระจก ผู้การหนุ่มกระแทกส้นเท้าสองสามทีกระชับดาบคู่ใจแล้วหันมายิ้มให้คนข้างหลัง

“แล้วเจอกัน ไอ้เกลอ” เขาทิ้งท้ายด้วยสำเนียงและคำพูดแบบโจรสลัด

ไม่มีใครพูดอะไรได้แต่ยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งดูนายของเขาวิ่งจากไป

“คริส...ฮวน ทำไมผู้การของเราพอแต่งตัวอย่างนั้นแล้วดูกลมกลืนกับพวกสลัดอย่างนั้นล่ะ” ทั้งสองคนส่ายศีรษะ “เหมือน...คุ้นเคย และรอคอยที่จะได้กลับมาแต่งตัวอย่างนี้อีก” เขาสลัดศีรษะเบาๆไล่ความคิดนั้นออกจากหัวและแยกย้ายกันทำงานตามที่ได้รับมอบหมายต่อไป 

 

 

 

เด็กสาวทิ้งมีดให้มันวางบนเท้าของตนเอง สร้างความสงสัยให้อีกฝ่ายไม่น้อย เซเรนเนียทิ้งมันลงพื้นแล้วเตะสุดแรงจนมันไปปักกระสอบข้าวที่ไม่ก่อให้เกิดเสียงอันจะทำให้พวกสลัดไหวตัว แขนเล็กๆทั้งสองข้างตัวขึ้นเสมอใบหน้าและลดลงมาเป็นการเตรียมพร้อมสำหรบการต่อสู้ อีกฝ่ายรัวหมัดใส่แต่เธอก็ปัดป้องได้ทุกหมัด... ปัดป้อง หาใช่การหลบไม่ ดวงตาดำสนิทจ้องตาผู้ซ่อนใบหน้าใต้หมวกคลุมอย่างท้าทาย ก่อนกระโดดถอยฉากออกมาอย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายรู้ตัวว่ากำลังถูกยั่วเย้าจึงพุ่งเข้าไป ร่างเล็กก้าวเฉียงไปทางซ้ายเล็กน้อยแล้วย่อตัวลงต่ำพร้อมๆกับที่จับข้อมืออีกฝ่ายชูสูงแล้ววาดลงด้านหลังรวดเร็วจนร่างนั้นล้มลงไปนอนกับพื้น

“โอ๊ย ! ” ร่างเล็กกระโดดขึ้นคร่อมร่างนั้นไว้แล้วเอามือทั้งสองปิดปากอีกฝ่ายไว้แน่น คนที่นอนอยู่อยากจะลุกขึ้นมาแต่เมื่อสบตาก็ต้องยอมอยู่นิ่งๆ

โจรสลัดที่กำลังจะเดินออกไปข้างนอกชะงักชั่วครู่ มองกวาดตาไปรอบๆแต่ก็ไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความว่างเปล่าจึงพากันจากไปตามคำสั่งกัปตันที่ว่าให้จัดการเรื่องโดยไว

“จะแหกปากดังไปทำไมคาร์ลิ” เด็กสาวดึงหมวกคลุมผมสีเทาออกเผยให้เห็นเส้นผมสีน้ำทะเลที่ถูกรวบรัดไว้อย่างเรียบร้อย คนเป็นหลานยิ้มแหย

“รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ”

“ก็ตั้งแต่ตอนเห็นมีด...หัดใช้เล่มอื่นๆที่ไมใช่เล่มนี้บ้างสิ” อันที่จริงเธอรู้สึกได้ต่างหากว่าคนแปลกหน้าที่เอามีดจ่อคอนั้นรู้สึกคุ้นเคยด้วยกระแสประหลาดบางอย่างในใจ “นี่ถ้าข้าไม่รู้แขนเจ้าหักไปแล้ว บอกกี่หนแล้วก็ไม่จำว่าให้ระวังเขาจะอาศัยแรงส่งจากตัวเจ้าทุ่มเจ้าลงพื้นเสีย”

คนนอนอยู่กับพื้นได้แต่เกาแก้มเขาไม่อยากบอกเด็กสาวตรงหน้าเลยว่าเกิดมายังไม่เคยมีใครทุ่มเขาได้นอกจากนาง รามิลผู้เป็นครู อาเรนินของเขา แล้วก็ท่านปู่อีกคนหนึ่ง

“เอาเถอะๆ แต่เจ้าจะลุกก่อนได้ไหม”

“อ้อ โทษที” เซเรนเนียถอยออกมาคุกเข่าข้างๆ

“หนักกว่าตอนที่ไปงานจบการศึกษาข้าอีกนะเนี่ย” เขาบ่นเบาๆ แต่อีกฝ่ายก็ยังหยิกแขนเข้าเต็มแรง

“พูดมาก ตอบมาดีกว่าว่ามาทำไม”

เด็กหนุ่มลุกนั่งจับไหล่ข้างที่ถูกทุ่มขยับเล็กน้อยจนได้ยินเสียงกร๊อบ “บอกว่าทำไม่มากเล่นเอาซะเคล็ดหน่อยๆเลย” คาร์ลิซบ่นอุบแต่เมื่อเห็นแววตาจ้องจะกินเลือดกินเนื้อของอาก็เลยถอนหายใจ

“ก็...ท่านครูสั่งมานี่”

“อะไรนะ ! ”

“ก็บอกว่าท่านครู ผู้การรามิล พีเรนิธัสต์ แล้วก็ว่าที่คู่หมั้นของเจ้าไง”

เด็กสาวตกใจเป็นยิ่งนักที่เขาอ่านเธอออกได้ถึงเพียงนี้

“เจ้าโชคดีนะท่านอาที่มีคู่หมั้นที่ตามความคิดเจ้าทัน ไม่สิ น่าจะเรียกว่าเขาเกือบจะคิดล้ำหน้าเจ้าไปก้าวหนึ่งเสียมากกว่า” เขาลุกยืนแล้วฉุดตัวเซเรนเนียให้ลุกตาม “ข้าบอกท่านครูว่าเจ้าคงคิดไปด้วยแน่ๆ เขาก็บอกว่าคิดเช่นนั้นเหมือนกัน”

“เฮอะ แล้วยังไงต่อล่ะ” เธอแค่นเสียง

“ก็...ท่านบอกว่าให้ข้ามาคุ้มกันเจ้าด้วย”

“ตามสบายเถอะ” เด็กสาวแง้มทางลับสู่เบื้องบนช้าๆ พวกสลัดเดินห่างออกไป “แต่ตอนนี้เจ้าจะตามข้าทันหรือเปล่าล่ะ”

“ทันแน่” คนเป็นหลานรับคำท้า

รอยยิ้มหวานบนใบหน้าของเธอทำให้อีกฝ่ายเสียวสันหลังวาบ “เช่นนั้นก็มาฟังแผนข้าก่อนดีไหม ข้าคิดว่าข้ารู้...พวกเออเรบัสมันจะพาพี่เธียรีนน์ไปที่เรือทางไหน”

คาร์ลิซเดินเข้าไปใกล้ เสียงกระซิบแผนการแผ่วเบาทำให้เด็กหนุ่มต้องขมวดคิ้วแต่แล้วก็ต้องกลับมาฟังอย่างสงบดังเดิมเมื่อสบตาผู้เป็นอา

 

 

 
 
 
 เร็ว ๆ นี่้จะมีงาน Carnival Fantasy

เลยจะทำ "ลำนำแห่งห้วงธารา" เป็นหนังสือทำมือไปขายในงานค่ะ

แต่ว่าจะมีให้เปิดพรีออเดอร์ก่อนนะคะ

 

และเนื่องจากฉบับตีพิมพ์กับสถาพรบุ๊ค หนามากกกก (ก.ไก่สามล้านตัว)

จึงต้องแบ่งเป็น 2 เล่ม ค่ะ

ส่วนเรื่องราคาและการเปิดจอง เมื่อเรียบร้อยดีแล้วจะเอามาบอกนะคะ

 

  

 
 
 
 

 
 
ตอนก่อนหน้า
บทที่ ๑ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๒ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๓ (๑/๒) (๒/๒) 
บทที่ ๔
 
 
 
 

 

ร่างเล็กของสตรีในชุดกระโปรงยาวกรอมเท้าเดินลงจากบันไดอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปที่ซึ่งสะใภ้ใหญ่แห่งเรนาเธียนั่งอยู่ เมื่อเดินถึงบริเวณหน้าห้อง แวนด้าที่กำลังก้มหน้างุดๆก็ต้องสะดุ้ง เพราะเธอเกือบจะชนใครคนหนึ่งเข้า

“อุ๊ย ! ท่านผู้การ มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ข้าไม่ทันเห็นท่านเกือบจะชนแล้วขอโทษด้วยค่ะ” คนตัวสูงคลี่ยิ้ม

แวนด้าพินิจว่าที่คู่หมั้นของคุณหนูแห่งเรนาเธียตั้งแต่หัวจดเท้า ผู้การหนุ่มแต่งตัวด้วยสีดำทั้งชุดอย่างผิดปกติ เขาโพกพันศีรษะด้วยผ้าสีดำสนิททิ้งชายยาวตวัดรอบคอ เส้นผมยาวถูกถักพันด้วยเชือกพาดไว้ที่ไหล่ซ้าย เสื้อตัวนอกสีดำยาวครึ่งแข้งถูกรัดไว้ด้วยผ้าเคียนเอวสีน้ำทะเลหม่น ใต้ผ้านั้นก็ยังมีมีดสั้นซ่อนอยู่ ชายหนุ่มสวมกางเกงยาวสีดำมีรองเท้าบู๊ตหนังทับไว้ ยิ่งไปกว่านั้นข้างหลังยังมีผ้าคลุมดำยาวทิ้งชายเบื้องหลังละม้ายจะใช้เร้นกายในความมืด ใบหน้าเขาเรียบราวหินสลัก ริมฝีปากเม้มนิดๆจนคนมองสงสัย

“ท่านจอมพลอยู่ไหน”

พี่เลี้ยงของเด็กสาวสะดุ้ง “อ๊ะ...ค่ะ ท่านอยู่ที่ห้องสีน้ำตาล” แวนด้าย่อกายลงทำความเคารพ... “ไม่ทราบว่าท่าน....” หากเมื่อเงยหน้ามาก็พบว่ามีแต่ความว่างเปล่า “อ้าว ไปไหนเสียแล้ว”

 

เสียงนกตัวน้อยร้องขับขานอยู่ที่กิ่งไม้ริมระเบียงกว้างเปิดสู่สวนสวย ชายผู้เป็นตำนานแห่งราชนาวีนั่งอ่านหนังสือเพียงลำพังหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่เต็มไปด้วยกองเอกสารมากมาย ข้างหลังเขาเป็นตู้กระจกเก็บหนังสือที่เกี่ยวกับงาน
ของกองทัพไว้ ของเหล่านี้ลูกสาวคนเดียวได้เข้ามาจัดการแยกออกเป็นหมวดหมู่ให้ง่ายต่อการหา สองข้างผนังประดับด้วยอาวุธโบราณของบรรพบุรุษ

สิ่งเหล่านี้ข้ามผ่านกาลเวลามาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆให้ชนรุ่นหลังรู้ ถึงตำนานการต่อสู้เพื่อแผ่นดินที่แลกมาด้วยหยาดโลหิตซึ่งหลั่งรินเลี้ยงรากต้นไม้ทุกต้นให้เติบโต โลหิต..ที่ผสม...ปนเข้ากับธารน้ำทุกสายที่หล่อเลี้ยงชีวิต หรือแม้แต่เรื่องราวของแต่ละร่างที่ทิ้งถมลงเป็นแผ่นดินเหนือผืนน้ำ และอีกมากมายที่หลับใหลใต้ก้นทะเล ดาบที่แขวนอยู่ขึ้นสนิม...ตามรอยเลือดที่เคยกรังอยู่เมื่อหลายร้อยปีก่อน ปืนบางกระบอกก็เห็นรอยของเหลวสีน้ำตาลกระเซ็น...

เคยมีคนหลายคนโดยเฉพาะพวกพ่อค้าเศรษฐีใหม่เอยว่าเคซาสบ้า ที่เอาของพรรค์นี้มาเก็บไว้ในห้องทำงานหาใช่ในพิพิธภัณฑ์หรือห้องจัดแสดงอาวุธของตระกูล เขาได้แต่ยิ้มทั้งๆที่อยากจะเถียงใจจะขาดเพราะหน้าที่และตำแหน่งมันทำให้ยากที่จะตอบโต้ได้ แต่แล้วลูกสาวตัวน้อยวัยเพียง ๙ ขวบ ก็เดินเข้ามาเกาะขากางเกงแน่น

 

“ก็เพราะมีคนคิดอย่างนั้นน่ะสิถึงได้มีคนรุกรานแผ่นดินเราได้ง่ายๆ”

คนเป็นพ่อขมวดคิ้ว “เจ้าว่าอะไรนะทูนหัวของพ่อ” เขาอุ้มร่างเล็กไว้ในอ้อมแขนโดยไวท่ามกลางสายตาสงสัยของผู้ที่รายล้อม

ดวงตาดำขลับราวกวางป่าจ้องมองไปที่คู่สนทนาของบิดา “ข้าว่าก็เพราะการที่เราเก็บอาวุธเหล่านี้ไว้แต่เพียงในห้องน่ะสิ มันถึงทำให้แผ่นดินถูกรุกรานเรื่อยๆอย่างนี้” เด็กน้อยตอบเสียงดังพอที่จะเรียกความสนใจคนทั้งงานได้

“พ่อขา เหตุใดเราจึงต้องทิ้งสิ่งที่เป็นอาวุธคู่มือบรรพบุรุษของเราในการสร้างและรักษาแผ่นดินไว้ในที่ต่ำๆอย่างนั้นด้วยเล่า” เธอหันมาถามเสียงใส “การเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ใกล้ๆตัวนั้นเป็นการดี ที่เราจะได้ระลึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลาจริงไหมคะ ความตาย...ที่คนมากมายแลกมาเพื่อให้พวกเราได้มาดื่มเหล้ากันอย่างสบายอารมณ์อย่างนี้” บทสนทนาทั้งหลายสะดุดลงเพื่อฟังความเห็นของสุภาพสตรีน้อยๆผู้ที่ได้ชื่อว่าฉลาดเฉลียวและเป็นที่สิเน่หาของทั้งผู้เป็นบิดาและเหล่าผู้เฒ่าแห่งสภาปราชญ์

“คน....ที่มองของเหล่านี้เป็นเพียงขยะ...หรือเครื่องประดับเกียรตินั้นช่างโง่เง่า” ใบหน้างดงามเชิดนิดๆ “แต่ก็ว่ากันไม่ได้ นั่นเพราะสติปัญญาเขาอาจไม่สามารถคิดไปได้ไกลว่านั้น” คนฟังกลั้นหัวเราะกันเป็นการใหญ่เมื่อเห็นว่าคู่สนทนาของท่านจอมพลหน้าซีดเผือด

“ของทุกสิ่ง อิฐทุกก้อนล้วนแต่มีบุญคุณกับเรา ลองคิดสิว่าหากไม่มีอิฐแตกๆก้อนหนึ่งที่มุมสวนในครั้งอดีต...ปราสาทราชวังที่งดงามอาจถล่มทลายก็ได้ เช่นเดียวกับอาวุธเหล่านี้ที่หาได้เป็นเพียงเครื่องประดับบารมี... อาวุธที่มีค่าแก่การเชิดชูหาใช่งดงามด้วยอัญมณีหรือใบดาบวาววับ” ทุกคนในที่นั้นแลเห็นดวงตาของคนพูดเป็นประกายคมกล้าละม้ายผู้เป็นบิดายิ่งนัก

“หากคุณค่าของมันอยู่กับว่าสิ่งนั้นเคยใช้ประหารใครมาก่อนต่างหาก ดาบ...ที่กรังไปด้วยเลือดจนเป็นสนิม เคยผ่านสมรภูมิเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดย่อมดูงดงามด้วยคุณค่ามากกว่าดาบที่มีแต่อัญมณีประดับประดา... เช่นเดียวกับคน” เธอเอ่ยเสียงเข้ม “คนที่ควรแก่การยกย่องหาใช่ผู้มีข้าวของประดับกายให้แพรวพราวไม่ หากควรเป็นผู้ที่มีรอยแผลมากายจากสนามรบต่างหาก นั่นแหละคือเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดที่เขาได้รับจากการดำรงชีวิตอย่างสง่างามสมชาติความเป็นคน ! ”

คนในงานเงียบกริบ....ไม่มีใครคิดว่าคำพูดนี้จะออกมาจากปากของเด็กหญิงอายุ ๙ ปี เสียงปรบมือจากใครคนหนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบอันน่าอึดอัด จากนั้นเสียงปรบมือจากคนที่เหลือก็ตามมาจนดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ชายผู้เคยปรามาสเคซาสและตีค่าของคนเพียงสิ่งภายนอกเดินจากไป

เซเรนเนียหัวเราะเบาๆ ในชัยชนะของตนเอง เคซาสขมวดคิ้ว เขารู้...ว่าลูกทำมารยาทไม่ดี แต่ก็โกรธไม่ลงก็ในเมื่อสิ่งที่นางพูดคือความในใจของเขาทั้งสิ้น จอมพลจูบแก้มลูกสาว ท่ามกลางหมู่คนที่เดินเข้ามาชมเชยเด็กหญิง

“ทีหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะ” เขากระซิบ

“ค่ะพ่อ” รอยยิ้มซุกซนปรากฏบนใบหน้า “คราวหน้าถ้ามีใครมันมาฟาดงาใส่พ่ออีกลูกจะเอาให้หนักกว่านี้หลายๆ เท่า” คนเป็นพ่อส่ายศีรษะแล้วจึงหันไปรับคำชมจากคนทั้งหลายแทนลูกสาวที่แสร้งทำท่าไร้เดียงสาดังเดิม...

 

เมื่อนึกถึงอดีตแล้วเขาก็ต้องหัวเราะ นั่นสินะ ลูกสาวคนนี้ปากร้ายมาแต่ไหนแต่ไรแล้วอ

 

ก๊อกๆๆ

 

เจ้าบ้านเรนาเธียวางแว่นลงบนโต๊ะเบาๆ หนังสือเล่มหนาที่เปิดอ่านค้างไว้มีที่คั่นหนังสืออันเล็กๆสอดไว้ก่อนปิด ที่คั่นหนังสือเป็นดอกไม้แห้งทับ..ที่ลูกสาวสุดที่รักทำให้ ของทุกอย่างที่แก้วตาของเขาทำ เขาไม่เคยที่จะทิ้งมันไปเลย

“เข้ามาได้” เพียงแค่เอ่ยบานประตูก็เปิดกว้าง “อ้าว รามิล” ผู้สูงวัยอุทานด้วยความตกใจเมื่อเห็นอีกฝ่าย

ชายหนุ่มค้อมกายทำความเคารพก่อนหันไปลงกลอนประตูเอาไว้ เขาสาวเท้ายาวเข้ามาหาอย่างรวดเร็วและลงนั่งยังเก้าอี้อีกตัว “ท่านขอรับ มีเรื่องด่วนแจ้งเข้ามา...” ใบหน้าคมเรียบตึงไร้ความรู้สึกทำให้อีกฝ่ายรู้ได้ทันทีว่ามันไม่ธรรมดาแน่ๆ

“ว่ามา มีอะไร”

 

 

ร่างเล็กในชุดกระโปรงยาวกรอมเท้าสีเขียวตองอ่อนประดับลูกไม้ขาวเกาะแขนผู้เป็นหลานชายแน่นเมื่อทั้งคู่เดินผ่านระเบียงทางเดินกว้างรายล้อมด้วยรูปของบุคคลในตระกูลมากมาย เส้นผมยาวสยายเต็มแผ่นหลังทิ้งตัวเป็นจังหวะการเดินของคนทั้งคู่ ฝีมือการรวบผมของคาร์ลิซนั้นไม่ได้แย่อย่างที่คิด เส้นผมดำเรียบเสมอกันงดงามถูกมัดไว้ด้วยเชือกเส้นบางๆก่อนที่จะผูกทับด้วยริบบิ้นโปร่งสีเดียวกับชุด เหนือปมของริบบิ้นเด็กหนุ่มยังกลัดเข็มกลัดดอกไม้สีขาวทำจากใยของใบไม้ไว้อีก ยิ่งเสริมให้เส้นผมดำยาวหยักเป็นคลื่นเข้มและงดงามขึ้นอีก

“เดินไหวไหมเซเรนเนีย” เขาถามด้วยความเป็นห่วง

เด็กสาวมองตาม “ไม่ไหวๆ เดินไม่ไหวเลย” คนพูดยิ่งกอดแขนอีกฝ่ายแน่นขึ้นจนเริ่มจะเดินลำบากเพราะน้ำหนักของเธอถ่วงลงมาเต็มที่

“เฮอะ” เขาส่ายหัว “เดี๋ยวก็อุ้มแล้วโยนลงไปข้างล่างดีไหมเนี่ย เร็วดีด้วย”

เสียงใสหัวเราะคิก “ถ้าเจ้ากล้าก็เชิญเลย...”

“ก็รู้อยู่ว่าไม่มีทางทำหรอก” ดวงตาสีฟ้าฉายแววอ่อนโยน

เมื่อถึงบันไดเขาก็หยุดด้วยความเคยชินเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องยกชายกระโปรงขึ้นมาเพื่อให้เดินสะดวก “ขอบใจมากพ่อหลานชาย”

เด็กหนุ่มเกาะราวเป็นหลักยึดให้อีกฝ่ายที่ดูจะไม่ถนัดกับการใส่รองเท้าส้นสูงเท่าไหร่นัก เซเรนเนียมองอีกฝ่ายแล้วก็ตัดสินใจ

“นี่คาร์ลิ....” อีกฝ่ายหันมามองเพียงชั่วครู่แสดงว่ากำลังรับฟังสิ่งที่เธอพูดอยู่ “งานวันเกิดปีนี้...ข้าจะ...หมั้นนะ”

“เรอะ” เขาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ “ขอแสดงความยินดีกับเจ้าที่ขายออกและแสดงความเสียใจอย่างมหาศาล กับคนที่จะมาเป็นอาเขยของข้า!”

เด็กหนุ่มพูดติดตลกหากในใจก็รู้สึกหวิวๆเหมือนตัวเองกำลังจะถูกแย่งของรักไป อาของเขา...ที่โตมาด้วยกันกว่า ๑๖ ปี อีกไม่นานก็จะต้องไปอยู่ที่อื่น
กับใครก็ไม่รู้....กับชายที่เขาไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จัก เขายอมรับว่ารู้สึกใจหายอย่างมากเมื่อได้ยิน แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร คงได้แต่ตีหน้าตายอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

“บ้า...ใครได้ข้าไปน่ะโชคดีจะตาย” เซเรนเนียเถียง อีกฝ่ายเมื่อได้ยินก็หัวเราะเบาๆ

คาร์ลิซรู้...ว่าชายคนไหนที่ได้เป็นคนที่นางเลือกย่อมจะต้องเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เด็กสาวข้างๆเขาค่อนข้างที่จะ....ช่างเลือก นางเป็นผู้หญิงที่ต่างจากผู้หญิงทั่วๆไป นางต้องการมากกว่าความรักและทรัพย์สินเงินทอง เซเรนเนียปรารถนาการยอมรับ ความเชื่อมั่นและไว้วางใจ เพราะนางได้ทุกอย่างจากคนในครอบครัวมาเสมอ หากใคร...ที่จะมารักนางก็ย่อมจะเข้าใจตรงจุดนี้ของนางได้แน่

“นี่คาร์ลิรู้ไหม...คู่หมั้นข้าน่ะแก่กว่าข้าสิบปีแหละ”

“เฮ่ย ! นั่นมันพรากผู้เยาว์แล้วมั้งน่ะ” เสียงเขาดังสะท้อนไปทั่ว

“ชี่ยยย เบาๆสิ ยังไม่ได้แต่ง แค่หมั้น” เซเรนเนียอธิบาย “แล้วมันแปลกตรงไหนมิทราบ ก็แค่สิบปีเอง ก็พวกที่อายุเท่าๆกันแล้วสมองโตพอที่จะคุยกับข้า    รู้เรื่องก็เห็นจะมีแต่เจ้าเท่านั้นแหละ หายากจะตายคนแบบนี้ ที่สำคัญนะเขาคนนั้นก็ยอมรับในสิ่งที่ข้าเป็นด้วย”

“เรอะ...ก็ดี เจ้าจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร”

เด็กสาวจ้องหน้าด้านข้างของหลานชายที่ไม่ยอมหันมาสบตา “เรา...เจอกันตอนที่ข้าอายุสิบสอง” คนฟังชะงักฝีเท้าเล็กน้อยก่อนเดินต่อ “เขาเป็นทหารเรือ มาประจำการที่นี่ อยู่ได้ปีกว่าๆก็ต้องไปทวีปใต้อีกปีกว่าๆ ไปได้ยศผู้การมา แล้วก็กลับมา มาขอหมั้นข้า”

“อืม...หลอกเด็กชัดๆ” เขาบ่นอุบอิบ

“ว่าอะไรนะ” คาร์ลิซส่ายหัวเร็ว

“เป็นทหารเรืออย่างนั้นรึ...อาจจะเป็นรุ่นพี่ของข้าก็ได้ บางทีข้าอาจจะรู้จักก็ได้นะ”

รอยยิ้มหวานปรากฏบนใบหน้างามเฉกภาพวาด “บางทีนะ...”

“อ้าว ทั้งสองคนมานี่เร็วค่ะ ท่านแม่รออยู่”

แวนด้าเอ่ยเรียกเมื่อเห็นเด็กทั้งสองเดินลงมา เซเรนเนียเมื่อใกล้ถึงจึงปล่อยมือตนเองจากแขนอีกฝ่ายแล้วรีบวิ่งลงไปหาหญิงผู้เลี้ยงและให้ความรักเธอเฉกมารดาแท้ๆ อารานิสซ่านั่งเลือกเครื่องประดับในกล่องใหม่ที่แวนด้านำมาให้อย่างลำบากใจและไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป..

 

 

คุณอารานิสซ่าขา ! ” เซเรนเนียทิ้งตัวลงเก้าอี้กอดและหอมแก้มอีกฝ่ายฟอดใหญ่ๆจนเธอสะดุ้งสุดตัว

“เรน ! เล่นอะไรน่ะลูก ตกใจหมด” วันนี้หญิงสาวต้องเอามือทาบอกด้วยความตกใจถึงสองครั้งในวันเดียว “ไหน...ดูซิ หน้าตาแจ่มใสร่างเริงดี แต่ตาช้ำๆนะ” ผู้เคยเลี้ยงดูเด็กสาวมาแต่เล็กแตะใบหน้าของอีกฝ่ายแผ่วเบา

“นอนดึกค่ะ”

“น่าตีจริงเชียว...อ้อ คาร์ลิซ เดี๋ยวพอเลือกเครื่องประดับเสร็จแล้วเจ้าก็พาเซเรนเนียไปที่ห้องสีน้ำตาลทีนะ ท่านปู่เรียกหา มีคนมาหานาง”

ลูกชายขมวดคิ้ว “ครับผม...”

แต่ดวงตาของเซเรนเนียกลับเป็นประกายระยับ “กลับมาแล้วหรือคะ??!!” อารานิสซ่าพยักหน้าน้อยๆขณะที่ลูกชายกำลังจ้องเครื่องประดับในกล่องตาเป็นมัน เธอชี้นิ้วไปยังเด็กหนุ่มพลางทำท่าถามว่าบอก...เรื่องนั้น กับเขาหรือยัง น้องสามีส่ายศีรษะ

“คาร์ลิซก็มาช่วยดูหน่อยสิว่าชิ้นไหนเหมาะกับอาของเจ้า อย่ามัวแต่นั่งเฉยอยู่”

“คร้าบ...บ..บ..บ” เขาลากเสียงยาว “ลูกดูอยู่นี่ไง...” สร้อยมุกเม็ดโตถูกหยิบขึ้นมาทาบกับลำคอระหงของอีกฝ่าย “ซีดไป ไม่สวยเลย ใส่แล้วดูแก่ด้วยเหมาะกับแม่มากกว่า”

คาร์ลิซพูดพลางส่ายศีรษะแล้วก็ต้องกระโดดหนีฝ่ามือของมารดาไปนั่งข้างอาของตน เขาวางสร้อยเส้นนั้นลง กวาดสายตาไปทั่วโต๊ะแล้วก็สะดุดกับเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง

“นี่ไงแม่ ชิ้นนี้แหละลูกว่าเหมาะสุด” เขาวางมันทาบกับลำคอระหงของเซเรนเนีย สายสร้อยลวดลายละเอียดสีทองสะท้อนแสงไฟดูเข้ากับผิวสีงาช้างอย่างประหลาด ที่ปลายสร้อยมีจี้เล็กๆทำจากไข่มุกและเพชร ดูอ่อนหวาน อ่อนเยาว์เหมาะสมกับวัยของผู้ที่จะสวมใส่ยิ่งนัก

“จริงด้วย” อารานิสซ่าอุทาน “สายตาเจ้าในการเลือกไม่เคยพลาดเลยจริงๆ” เธอรับสร้อยเส้นนั้นมาไว้ในมือ “แวนด้า...แวนด้าจ๊ะมานี่หน่อย” พี่เลี้ยงของเด็กสาวย่อกายลงทำความเคารพ “เอานี่ไปทำความสะอาดนะแล้วก็เอาต่างหูมุกไปขัดล้างด้วยนะจ๊ะ”

“ได้เลยค่ะ”

หญิงสาวรับกล่องนั้นมาแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนี้เธอยังจะต้องดูแลเรื่องเสื้อผ้าและผมของคุณหนูของเธออีก

คาร์ลิซนั่งอยู่บนพนักวางแขนของเก้าอี้นวมตัวยาวข้างๆอาของเขา เด็กหนุ่มยกโถแก้วใส่ขนมยื่นให้อีกฝ่าย เซเรนเนียยิ้มขอบคุณก่อนหยิบมาเพียงหนึ่งชิ้น

“ไม่อยู่บ้านแป๊บเดียวเรียบร้อยสมหญิงขึ้นแยะ” เขาบ่นอุบอิบ

“ว่าอะไรนะ!” คนโดนนินทาถามเสียงเข้มแต่หลานชายก็เมินมองไปทางอื่น

อารานิสซ่ากอดร่างบางที่สูงกว่าตัวเองไว้แล้วจูบหน้าผากมนเบาๆ “เรียบร้อยแล้วเจ้าก็ไปหาท่านพ่อที่ห้องสีน้ำตาลเถอะนะ เดี๋ยวท่านจะรอ”

“ค่ะ” มือเล็กดึงคอเสื้อของหลานชายลากให้เดินตามไปอย่างรวดเร็ว อารานิสซ่าหัวเราะเมื่อได้ยินเสียงลูกชายเอ็ดตะโรดังลั่นๆ นี่ขนาดแค่โดนลากยังโวยวายขนาดนี้ ถ้าได้เจอหน้า ‘ว่าที่คู่หมั้น’ ของอาตัวเองจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ...

 

 

คนตัวเล็กกว่าเดินนำหน้าจูงมือหลานชายไว้ เมื่อเขามองแล้วก็ถอนใจ เซเรนเนียชอบที่จะนำเขาเสมอแต่ก็ช่างเถอะ กับผู้หญิงยอมๆเสียบ้างจะได้ไม่วุ่นวาย “ใครกันเซเรนเนียที่เจ้าอยากจะลากมาให้ข้าเจอนัก”

“ก็คู่หมั้นข้าไง เขาเพิ่งกลับมาจากการไปทำธุระที่ต่างเมือง ข้าน่ะนะ อยากให้เขาเจอเจ้าม้ากกก มาก” เด็กสาวตอบเสียงใสจนอีกฝ่ายไม่รู้สึกสงสัยแต่อย่างใด

ห้องสีน้ำตาลเป็นห้องทำงานของนายใหญ่แห่งคฤหาสน์เอเมอรัลด์ที่มีระเบียงติดกับสวนซึ่งถูกตัดตกแต่งอย่างสวยงาม ผิดกับอีกฝั่งหนึ่งซึ่งมีอาณาบริเวณกลมกลืนไปกับป่าภายนอกรั้วสูง ที่นอกหน้าต่างแลเห็นซุ้มประตูโค้งซึ่งปกคลุมไปด้วยเถากุหลาบป่าออกดอกสะพรั่งสีขาวบริสุทธิ์ กลีบของมันหนาและแข็งจัดเช่นเดียวกับกลิ่นที่หอมแรงแม้จะอยู่ไกลกลิ่นหวานนั้นยังต้องจมูก ไม้ประดับสีเขียวถูกตัดแต่งเป็นรูปต่างๆ

ในวัยเยาว์ท่านจอมพลได้สั่งให้คนดูแลสวนตกแต่งมันเป็นรูปสัตว์นานาชนิดเพื่อหลานชายและลูกสาวตัวน้อย เมื่อเวลาผ่านไปเด็กทั้งสองโตขึ้นมันจึงเปลี่ยนไปเป็นรูปอื่นๆแทนแต่กระนั้น...ก็ยังเห็นกวางหนุ่มเขางามยืนนิ่งกลางสวนอยู่หลายตัว เด็กหนุ่มมองแล้วก็ต้องถอนหายใจ เขาจากไปนาน...นานจนอะไรหลายอย่างเปลี่ยนไปโดยที่เขาไม่รู้มาก่อน เขาจะกลับมาอยู่ที่นี่ แต่คนที่เดินนำเขาอยู่ในขณะนี้...อีกไม่นานแล้ว...ที่นางจะต้องเดินจากบ้านนี้ไปเพื่อมีครอบครัวของตนเอง...

 

“เป็นอย่างนั้นจริงๆรึรามิล” จอมพลเรือมุ่นคิ้วเข้าหากัน ดวงตาสีสนิมเหล็กเป็นประกายกล้า “เจ้า...เดี๋ยวไปกับข้า ข้าไม่เปลี่ยนชุดแล้วจะไปทั้งอย่างนี้แหละ”

“ครับผม” ใบหน้าของชายทั้งสองเคร่งเครียดเนื่องด้วยเรื่องราวที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในวันดีเช่นนี้

เคซาสมองหน้าเขาแล้วยิ้มน้อยๆ “นี่เจ้ารู้ไหมว่าคนทั้งเมืองน่ะช่วยกันปิดเรื่องเจ้ากันเป็นการใหญ่เลย”

“หา!” ดวงตาสีน้ำทะเลเบิกกว้าง “ทั้งเมืองเลยหรือครับ อย่างนั้นก็หมายความว่า...”

“ช่าย...” อีกฝ่ายพยักหน้า “ตอนนี้ทั้งเมืองไม่สิ...รวมถึงนอกเมืองมีเจ้านั่นคนเดียวที่ไม่รู้ว่า ‘ว่าที่คู่หมั้น’ ของอามันคือใคร นี่ข้าก็เรียกทั้งสองคนมาแล้ว เรามารอดูกันเถอะว่าปฏิกิริยาของเจ้าตัวแสบจะเป็นอย่างไรบ้าง” รามิลนึกตามแล้วก็สนุก นี่ถ้าลูกศิษย์คนโปรดมาเห็นน้าเขาเข้าคงจะตกใจอยู่ไม่น้อย แล้วยิ่งถ้ารู้ว่าจะมาเป็นว่าที่อาเขยในอนาคต...มีหวังเจ้านั่นหนีเตลิดออกจากบ้านไปทำงานไกลๆเหมือนพี่เรนินเป็นแน่

 

 

เซเรนเนียหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของบิดานาน...จนอีกคนสงสัย

“มีอะไรหรือเซเรนเนีย” เขาถามด้วยความเป็นห่วง “ถ้าเจ้าตื่นเต้นดีใจที่จะได้พบหน้าว่าที่คู่หมั้นเดี๋ยวข้าเปิดประตูให้เองก็ได้ หน้าข้ามันหนาอยู่แล้ว...”

ทันทีที่สิ้นเสียงประตูบานใหญ่ก็ถูกเปิดออกขณะที่เซเรนเนียยังคงก้มหน้ามองเท้าตัวเองอยู่อย่างนั้น แสงสว่างจากประตูระเบียงที่เปิดกว้างทำให้เขาตาพร่า จนเห็นหน้ามัจจุราชรามิล พีเรนิธัสต์ ครูฝึกและอาจารย์ที่ปรึกษาของเขานั่งอยู่กับผู้เป็นปู่ในห้องทำงานสีน้ำตาล ตัวคาร์ลิซเองทั้งรักนับถือ เคารพ และกลัวคนๆนี้ในเวลาเดียวกัน เด็กหนุ่มเอียงหัวน้อยๆยิ้มให้ภาพลวงตานั้น เขาสงสัยว่าตนเองคงดีใจที่หนีชายคนนี้มาได้จนเพี้ยนสร้างภาพมาหลอนตัวเองกระมัง

“สวัสดีคาร์ลิซ” ภาพลวงตามันทักทายเขาได้ด้วยแฮะ

เขาก้มศีรษะทำความเคารพเต็มแบบพิธีการด้วยความเคยชินต่อกฎระเบียบ วินัยทหารที่รามิลฝึกเขามาตลอดหลายปี “สวัสดีครับท่านครู” เด็กหนุ่มยิ้มกว้างแล้วก็ยืนนิ่ง มือทั้งสองข้างยังแตะค้างอยู่ที่บานประตูไม้สีน้ำตาลเข้ม

รามิลยังคงนั่งนิ่งจ้องยังใบหน้าของเด็กหนุ่มเฉยๆราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติ เช่นเดียวกับเคซาสที่ยิ้มน้อยๆให้หลานชายคนเดียว คนเป็นพ่อเห็นว่าที่ข้างหลังคาร์ลิซนั้นร่างเล็กๆลงไปนั่งแปะกับพื้นเรียบร้อยแล้ว คนที่ยืนนิ่งอยู่ที่ประตูคิดในใจ...

...ภาพมายาของมัจจุราชมันอรุณสวัสดิ์ข้าอย่างนั้นรึ? แล้วข้าก็ตอบกลับไปเนี่ยนะ...แต่ท่านปู่ก็อยู่ตรงนั้น แก้วชามีสองแก้ว ภาพหลอนคงดื่มชาไม่ได้แน่...

“เอ่อ...” เสียงของเขาทำลายความเงียบนั้น รอยยิ้มการค้าของคาร์ลิซปรากฏบนใบหน้าคมคายละม้ายผู้เป็นปู่ “ข้าขอตัวสักครู่”

 

ปึง ! บานประตูถูกงับเสียงดัง

 

คนนอกห้องยืนพิงประตูครุ่นคิดถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไปขณะที่ชายในห้องทั้งสองคนมองหน้ากันพลางกลั้นหัวเราะอย่างเต็มความสามารถ.... เด็กหนุ่มที่กำลังงงงวยกับสิ่งตรงหน้าหันมองคนข้างกายซึ่งลงไปนั่งกงอยู่กับพื้น ก้มหน้าซบเข่าตัวเอง ไหล่บางสั่นไหว...แล้วเขาก็เข้าใจทุกอย่าง

“เฮ้ย ! ”

ประตูถูกกระชากออกแรง

“ท่านครูอย่างนั้นเรอะ ! ”

เขาปิดบานไม้นั่นอีกครั้ง

“ฮ่าๆๆ”

เสียงหัวเราะใสดังขึ้นนำให้คนในห้องหัวเราะตามเสียงดังลั่น คนรับใช้ที่อยู่บริเวณนั้นเห็นภาพคุณหนูของเธอนั่งพิงผนังหัวเราะดัง มือข้างหนึ่งกุมท้องไว้ส่วนอีกข้างก็ตบขาของหลานชายที่ยืนอ้าปากค้างเบาๆ จอมพลเคซาสและรามิล  ที่นั่งอยู่ในห้องต่างก็หัวเราะกันจนท้องแข็งพาให้ลืมเรื่องยุ่งยากใจไปได้ ทั้งสองประสานมือยินดีในชัยชนะเล็กๆน้อยๆที่มีร่วมกันเนิ่นนาน

“เฮ้ย ไม่ตลกเลยนะเซเรนเนีย ทำไมไม่มีใครบอกข้าเลยว่าท่านครูมาประจำที่นี่ ข้าเข้าไปในเมืองก็ไม่เห็นมีคนพูดกันเลย ที่ฐานทัพก็ไม่มี!!!” เซเรนเนียปาดน้ำตาลกอดเข่าตัวเองไว้แล้วช้อนตามองหลานชายด้วยรอยยิ้มซุกซนคล้ายเด็กหญิงตัวน้อยในอดีต

“เอาน่าคาร์ลิ...” เด็กหนุ่มยื่นมือให้อีกฝ่ายรั้งกายตนเองลุกขึ้นมาแล้วก็จัดแจงเสื้อผ้าของผู้เป็นอาให้เรียบร้อย “เข้าห้องก่อนแล้วก็ค่อย....”

“ไม่ ! ” เขากระโดดเหยงเหมือนแมวที่มาเจอสุนัขคู่อริอยู่ตรงหน้า เสียงปฏิเสธมั่นคง “ข้าไม่เข้าห้องนั้นเด็ดขาด ก็ข้างในนั้นน่ะมันมี...”

“คาร์ลิซ เรนาเธีย!” เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัว “ครูของเจ้าอยู่ตรงนี้ไม่คิดจะเข้ามาทักทายมารินน้ำชาเลยรึอย่างไร”

“ครับผม...” เขาตอบเสียงอ่อยแล้วผลักบานประตูออก เซเรนเนียหัวเราะเบาๆ เด็กสาวเองก็เพิ่งจะเคยเห็นหลานชายหงอขนาดนี้และก็เพิ่งจะได้ยินว่าเสียงตวาดของรามิลนั้นน่ากลัวราวกับเสียฟ้าผ่า ดีที่เธอไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของเขาไม่เช่นนั้นเธออาจจะต้องสะดุ้งโหยงเหมือนเจ้าหลานชายเป็นแน่

คาร์ลิซยืนตัวตรงราวกับอยู่ในแถวทหาร เขามองหน้ารามิลเมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าจึงตบเท้าและก้าวเข้าห้องมาด้วยฝีเท้าสม่ำเสมอ คนเป็นอามองด้วยความตกตะลึงไม่แพ้ผู้เป็นปู่ คาร์ลิซยังไม่ยอมนั่งยังคงยืนตรงมือแนบข้างลำตัวอยู่อย่างนั้น

เซเรนเนียชิงไปนั่งยังเก้าอี้ตัวที่ติดกับบิดาจึงเหลือที่ว่างข้างๆรามิลเพียงที่เดียว ชายหนุ่มเงยหน้ามองศิษย์คนโปรดแล้วยิ้มให้จนอีกฝ่ายเสียวสันหลังวาบเหมือนเทพแห่งหิมะพาสายลมเย็นพัดผ่านแผ่นหลังเขาเพียงคนเดียว

“คาร์ลิซ สบายๆ อย่าเกร็ง”

“ครับผม!” เขาลงนั่งกับเก้าอี้โดยหลังไม่ได้แตะพนักพิงเลยแม้แต่น้อยพลางคิดในใจ

‘...ที่เกร็งก็เพราะใครล่ะวะ...’

เคซาสกระแอมสองสามครั้งเรียกสติของหลานชายให้กลับเป็นปกติ “เอ่อ คาร์ลิซ นี่ผู้การรามิล พีเรนิธัสต์มาประจำการที่นี่ได้หลายปีแล้ว คิดว่าเจ้าคงรู้จักกันดีแล้วสินะ”

เด็กหนุ่มมองหน้าผู้เป็นอาจารย์ “ครับผม”

“รามิลเพิ่งกลับจากการไปประจำการที่ทวีปใต้มาปีกว่า ก็ช่วงที่เขาไม่ได้เข้าไปคุมเจ้าบ่อยๆนั่นแหละ”

“ครับผม” เซเรนเนียฟังแล้วหัวเราะคิก โน้มตัวเข้าหาบิดาใกล้ๆพลางกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายหัวเราะ

“รามิล...ท่านเพิ่งกลับมาถึงหรือคะ”

ว่าที่คู่หมั้นพยักหน้า “เพิ่งถึงตอนเช้ามือนี่เอง อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ตรงมานี่เลยน่ะเซเรนเนีย”

คาร์ลิซคิดในใจ ‘นี่ท่าทางท่านครูจะมาบ้านบ่อยจนคุ้นเคย เซเรนเนียเลยเรียกชื่อต้นกันตรงๆได้แล้ว’

ปู่ของเด็กหนุ่มยิ้มกว้าง “แล้วอาเจ้าเขาบอกเจ้าหรือยังว่างานวันเกิดคืนนี้เขาจะประกาศหมั้นน่ะ”

“ครับผม”

ผู้สูงวัยพยักหน้า “ดีๆๆ เช่นนั้นรามิล เจ้าก็แต่งตัวดีๆล่ะ ข้าไม่อยากให้ใครว่าข้าใช้งานเขยของข้าจนโทรม”

ผู้การหนุ่มยิ้มกว้างหากสายตายังคงมองมาที่เด็กสาว “ครับผม จะไม่มีทางให้ท่านเสียชื่อแน่”

คาร์ลิซก็ฟังผ่านหูไปเรื่อยแล้วก็พยักหน้าเออออไปด้วยอย่างไม่คิดอะไร...

“เฮ้ย!” เขาผุดลุกอย่างรวดเร็วมองหน้าคนทั้งสามด้วยความตกใจ “อย่าบอกนะว่าเจ้าจะหมั้นกับมัจจุราชนี่น่ะเซเรนเนีย!”

เขาก็ต้องสะดุ้งกับสิ่งที่เผลอโพล่งออกไปเมื่อได้มองหน้าเรียบตึงราวผ้าที่ถูกขึงของผู้เป็นอาจารย์ คนพูดสำนึกได้ว่าได้เอ่ยนามลับๆในหมู่นักเรียนออกไปต่อหน้าเจ้าตัว เลือดในกายของคาร์ลิซเย็นเฉียบมือที่กำแน่นเต็มไปด้วยเหงื่อ

รามิลเองก็แทบจะหัวเราะออกมาดังๆแต่ก็สามารถสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เซเรนเนียเคยบอกว่าเขาตีหน้าตายเก่ง...โดยเฉพาะเวลาที่อยากจะแกล้งคน ดวงตาสีน้ำทะเลสบเข้ากับตาสีฟ้าของศิษย์ตรงๆแล้วอีกฝ่ายก็นั่งลงที่เดิม

“อ่า...ท่านครูจะหมั้นกับอาของข้าอย่างนั้นรึ”

“ใช่”เขาตอบห้วนใบหน้าเรียบเฉย

“กับเด็กที่อายุอ่อนกว่าสิบปีเนี่ยนะ”

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ “ใครใช้ให้ข้ามันเกิดมาเร็วเองเล่า”

คาร์ลิซกุมขมับตนเอง ตอนนี้เขารู้สึกหน้ามืดหน่อยๆแล้ว “แล้วทำไมเรื่องใหญ่ขนาดนี้ในเมืองถึงไม่มีใครคุยกันเลยล่ะ” ทั้งสามคนมองหน้ากันแล้วยิ้มหวาน... “อย่าบอกนะว่าคนทั้งเมืองให้ความร่วมมือกันหลอกข้าน่ะ”

“ใช่” สามเสียงประสานดังก้อง เด็กหนุ่มอ้าปากค้าง... นี่เขาโดนอาจารย์ของเขา ‘เล่น’ เข้าให้แล้วสิเนี่ย รู้สึกเหมือนถูกดูดวิญญาณไปเลย...โลกนี้มันช่างมืดมิดเมื่อก้มหน้า...จากนั้นก็ขาวโพลน... ร่างของเขาพิงเก้าอี้อย่างอ่อนล้า

“แต่ที่เรียกเจ้ามาไม่ใช่เพื่อแกล้งเท่านั้นคาร์ลิซ ปู่ยังมีเรื่องอื่นที่ต้องคุยกับเจ้าทั้งสองคนอีกมากมายนัก”

เซเรนเนียมองหน้าบิดาแล้วเลยไปจ้องตาของว่าที่คู่หมั้นด้วยความสงสัย รามิลถอนใจน้อยๆ “คือ...ที่เมืองข้างๆพวกสลัดจะมาโจมตี เรา...ข้าและท่านจอมพลจะต้องไปที่นั่น”

คาร์ลิซลุกนั่งตัวตรงอย่างรวดเร็ว “พวกไหนครับท่านครู”

“เออเรบัส”

เด็กสาวเม้มปาก มือขาวนวลกำกระโปรงไว้แน่น “พ่อคะ ลูกขอ...”

“ไม่เซเรนเนีย เจ้าอยู่นี่ เพื่อรองานคืนนี้ก็พอ”

“แต่...”

“เซเรนเนีย...” เสียงนุ่มของชายหนุ่มคล้ายจะปลอบประโลม “มันอันตราย...ข้าอยากให้เจ้าอยู่ในที่ปลอดภัย เข้าใจข้าแล้วก็พ่อของเจ้าบ้างสิ ส่วนคาร์ลิซ เจ้าก็อยู่กับนางแล้วกัน”

“แต่ท่านครู ข้า..”

“ไม่มีแต่ เจ้าไม่เชื่อฟังคำสั่งของครูแล้วอย่างนั้นรึ” คาร์ลิซก้มหน้านิ่งหากก็ยังช้อนตามองปฏิกิริยาของผู้เป็นอาว่าเป็นอย่างไรขณะที่ทั้งสองกำลังเดินออกจากห้องไป... รามิลเปิดประตูให้จอมพลเรนาเธียเดินออกไปโดยที่เขาเดินตามและกำลังจะงับประตู

“แล้วพวกท่านเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยู่ข้างหลังกันบ้างไหมคะ” เสียงใสสั่นเครือจนผู้เป็นพ่อต้องเดินกลับมาดู

“เซเรนเนีย” ทั้งหลานชายและคนรักต่างก็เอ่ยชื่อของเธอพร้อมกัน

“ท่านได้แต่ทิ้งข้าไว้ข้างหลัง...กี่ครั้งแล้วที่พวกท่านทำอย่างนี้” เด็กสาวลุกขึ้นยืนช้าๆ น้ำใสหยาดจากหางตาผ่านแก้มขาวนวล “กี่ครั้งแล้วที่คนข้างหลังอย่างข้าต้องกระวนกระวายกับการรอคอย ทั้งๆที่พวกท่านก็รู้ว่าข้ายังสามารถที่จะทำอะไรได้มากกว่าการรอคอยท่านก็ไม่ให้ข้าทำ” ร่างบางวิ่งผ่านชายทั้งสามออกไปทางสวนอย่างรวดเร็ว รามิลมองซ้ายมองขวาด้วยความเป็นห่วงเมื่อเคซาสพยักหน้าร่างสูงจึงวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว

คาร์ลิซลุกยืนข้างปู่พลางกอดอกมองคนทั้งสองที่หายลับไปจากสายตา “ปู่ครับ สองคนนี้รู้จักกันมานานแล้วรึ”

“ใช่ นานพอที่รามิลจะรู้นิสัยส่วนใหญ่ของเซเรนเนียแล้วกระมัง”

“แต่ก็คงอีกนานกว่าท่านครูจะได้เรียนรู้นิสัยทั้งหมดของเซเรนเนียได้อย่างข้า” เขาเอ่ย “แต่ก็นะ...ข้าอยู่กับนางมาสิบหกปี ท่านครูเพิ่งจะเจอได้ไม่กี่ปี ได้แค่นี้ก็เก่งแล้ว”

 

 

เซเรนเนียหยุดยืนหอบข้างซุ้มกุหลาบ มือเล็กปาดน้ำตาตนเองที่หลั่งออกมาด้วยความเจ็บแค้นทิ้งไปเสีย ร่างสูงที่วิ่งตามมายืนนิ่งแล้วค่อยๆเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย ผ้าเช็ดหน้าสีเข้มถูกวางลงที่หางตาเพื่อซับน้ำตานั้นไม่ให้รินไหล เด็กสาวยังคงไม่หันมาเขาจึงต้องดึงไหล่บางนั้นให้หันมาเผชิญหน้า

“เซเรนเนีย อย่าดื้อ” เขาพูดเหมือนกับจะดุเด็กหญิงตัวน้อย “เจ้าน่าจะเข้าใจ...ว่าพ่อเจ้าน่ะห่วงเจ้ามากแค่ไหน”

“ข้ารู้...ข้ารู้ดีรามิล” เสียงใสตอบทั้งน้ำตา “ข้าไม่ได้น้อยใจ...ไม่ได้เสียใจ เพียงแต่เจ็บใจว่าเวลาอย่างนี้ข้าทำอะไรไม่ได้เลยก็เท่านั้น ทั้งๆที่ข้าก็ยืนอยู่บนแผ่นดินเกิดของตนเองแต่กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงสวดภาวนา... แล้วที่ข้าเรียนๆมาจากพี่เรนิน ทั้งขี่ม้า ยิงปืน ฟันดาบ นั่นเรียนไปเพื่ออะไรกัน”

เขากอดเธอไว้หลวมๆ “ที่พี่เรนินให้เจ้าเรียนไปนั้นหาใช่เรียนเพื่อไปประหัตประหารใครเยี่ยงทหาร แต่เรียนเอาไว้เพื่อปกป้องตนเองต่างหาก” ชายหนุ่มเชนคางมนให้ตนเห็นใบหน้างามชัดๆ “สิ่งที่เจ้าจะช่วยข้าได้ในตอนนี้คือรอข้านะ ได้โปรดอย่าทำให้ข้าต้องห่วงเจ้าจนละทิ้งงานเลยคนดี แล้วข้าสัญญาว่าจะกลับมา และพาพ่อเจ้ากลับมาด้วย เจ้า...เชื่อข้าไหม”

ขนตายาวเป็นแพพราวด้วยหยาดน้ำตาใสกระพริบเบาๆ “ข้าเชื่อว่าท่านจะทำตามสัญญา ข้าเชื่อ” ริมฝีปากอุ่นๆชองชายหนุ่มจูบลงบนเปลือกตาของเธอแผ่วเบา

“ดีแล้ว เจ้าอยู่กับคาร์ลิซนะ อย่างน้อยก็จะมีเพื่อนคุย” เด็กสาวพยักหน้าเมื่อมือใหญ่กุมรอบข้อมือเธอไว้แล้วพาเดินเข้าบ้าน “นี่ เจ้าเห็นหน้าคาร์ลิซตอนรู้ว่าข้าเป็นคู่หมั้นเจ้าไหม สะใจดีแท้เลยล่ะทำข้าปวดหัวไว้มาก”

เซเรนเนียหัวเราะเบาๆ “ใช่ค่ะ ตอนที่คาร์ลิเปิดประตูเข้าไปแล้วเห็นท่านจนยืนอึ้งเป็นรูปปั้นหินนั่นน่ะ ข้ากลั้นหัวเราะแทบตายรู้ไหม พอเข้าห้องมาก็นั่งหลังตรงเชียว พูดน้อย...ไม่มีปากเสียงเลยได้แต่ตอบว่า ครับผมๆๆ  ลูกเดียว”

“อื้ม ใช่” รามิลรับคำด้วยเสียงร่าเริง “แล้วยิ่งตอนที่รู้ว่าถูกคนทั้งเมืองแกล้งเอานะ หน้าเจ้านั่นซีดเชียว ถ้าข้าเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้พวกที่โรงเรียนฟังมีหวังข้าได้ของรางวัลชมเชยมาเพียบแน่ๆ”

 

 

คาร์ลิซถลันมารับมือของอาเอาไว้เมื่อทั้งสองคนมาถึง เซเรนเนียดูดีขึ้นกว่าเมื่อครู่เยอะ นี่ที่ท่านครูของเขาชนะใจนางได้เพราะคารมรึเปล่าหนอ... เด็กหนุ่มส่ายหัวเพื่อสลัดความคิดบ้าๆนั้นออกไป

“คาร์ลิซ” รามิลพยักหน้าน้อยๆ ลูกศิษย์มองแล้วก็เข้าใจ

“ไปเซเรนเนีย ขึ้นไปที่ห้องทำงานเจ้าดีกว่า อยู่เฉยๆไม่มีอะไรทำกันเดี๋ยวข้ามีเรื่องจะเผาว่าที่อาเขยของข้าให้เจ้าฟังเยอะเลย”

“รึ” เด็กสาวเบิกตากว้าง “ท่านมีเรื่องอะไรให้เผาด้วยรึรามิล” ชายหนุ่มส่ายศีรษะก่อนมองไปที่ลูกศิษย์ตัวแสบที่จ้องจะล้างแค้นทุกลมหายใจเข้าออก

“ไปเถอะเซเรนเนีย เดี๋ยวข้าคุยกับคาร์ลิซเดี๋ยว” เธอย่อกายทำความเคารพน้อยๆก่อนเดินขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสองมองตมร่างนั้นจนลับตา “คาร์ลิซดูนางไว้ให้ดีๆ นาง...ว่าง่ายผิดปกติ”

“โอ้! ” อีกฝ่ายอุทานดัง “ใช้ได้นี่ท่านครู จับทางอาของข้าออกแล้ว อย่างนี้ค่อยสบายใจหน่อย”

“เช่นนั้นฝากเจ้าด้วย”

 

 

ในห้องสีครีมซึ่งมีโต๊ะทำงานตัวใหญ่ของเซเรนเนียตั้งอยู่ หนังสือเล่มใหญ่ถูกเปิดค้างไว้ ส่วนคนอ่านกลับไปยืนมองต้นไม้ใหญ่ริมระเบียงห้องที่อยู่ชั้น ๒ แล้วทอดถอนใจ

เออเรบัสอย่างนั้นรึ นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้ว ทำไมถึงไม่มีใครบอกเธอเลย คนของเธอบกพร่องในหน้าที่ยิ่งนัก

“ฟารอส ได้ยินข้าไหม”

...ขอรับท่าน  เสียงหนึ่งดังขึ้นในห้อง

“ทำไมไม่รายงานข้าเรื่องเออเรบัส” เสียงใสเรียบนิ่ง ผู้ที่เป็นบ่าวย่อมรู้ นายของเขาโมโหมากเพียงไร

...ข้าจะรายงานท่านในตอนเช้า แต่ข้าก็หาตัวของท่านไม่เจอขอรับ พอเจอจิตของท่าน ท่านก็อยู่กับหลานชายเสียอีก

“อย่างนั้นข้าก็ขอโทษ แล้วเรื่องคืบหน้าไปอย่างไรบ้าง บอกมา”

...คนของเราแทรกซึมเข้าไปในกลุ่มชาวบ้านแล้วขอรับ เราประสานกับราชนาวีพยายามอพยพชาวบ้านออกจากเขตอันตรายแล้ว ที่มันมากันวันนี้คาดว่าอาจจะมาเพื่อปล้นเสบียงก็เป็นได้

“ถ้ามันทำแค่นั้นก็ดี...” ดวงตาดำขลับมองไปข้างนอก “ฟารอส ไปทำงานต่อ แล้วอย่าให้ท่านพ่อกับคนอื่นๆรู้เล่าว่าเจ้าทำงานให้ใคร”

...ขอรับท่าน

 

ก๊อกๆๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นทันทีที่อีกฝ่ายจากไป

 

ผู้ที่อยู่หลังประตูบานกว้างเป็นหลานชายนั่นเอง “เซเรนเนีย ข้างล่างให้มาถามว่าจะรับของเช้าข้างบนเลยไหม” เธอพยักหน้ารับ

“เจ้าก็ด้วยสิ มานั่งทานด้วยกัน”

อีกฝ่ายส่ายหัว “ไม่อะ ไม่ได้ทานข้าวเช้ามาหลายปีแล้ว กินเข้าไปเดี๋ยวจะออกมาหมด เสียของ นี่เดี่ยวข้าจะไปเอาของให้เจ้าในเมืองเดี๋ยวนึงนะ ไปรษณีย์เพิ่งส่งมาถึง ข้าสั่งเขาทำไว้ ของขวัญวันเกิดเจ้าอย่างไรล่ะ”

ดวงตาดำขลับเป็นประกาย “จริงรึ แล้วทำไมเจ้าต้องไปเอาด้วย ทำไมไม่ให้เขาเอามาให้หรือให้ใครไปเอาแทนล่ะ”

“ไม่”คาร์ลิซปฏิเสธคำแนะนำ “อันที่จริงข้าก็อยากเข้าเมืองไปหาเพื่อนเก่าๆเหมือนกัน ยังเจอไม่ครบเลย เจ้าไปด้วยกันไหม ไปหาอะไรกินในเมืองก็ได้”

“ไม่เป็นไร ห้องครัวเขาทำให้แล้วไม่กินเสียดายของแย่ เจ้าไปเถอะ” เธอยิ้มน้อยๆ “อ้อ อีกอย่าง ถ้าข้าไปจะทำให้พวกผู้ชายหมดสนุกเสียเปล่า”

“เจ้าแน่ใจนะว่าจะอยู่นี่น่ะ” เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าเขาจึงตัดใจ “ก็ได้ๆ ข้าไปละนะแล้วจะเอาของขวัญวันเกิดมาให้” ผู้เป็นอามองจาคอปม้าสีทองของหลานชายผ่านไปจากระเบียงแล้วจึงถอนใจยาว

 

 

หลังมื้ออาหารเช้าที่เพิ่งถูกเก็บไป เด็กสาวก็นั่งอยู่คนเดียวในห้องทำงานของตนเอง เธอ...จะรออยู่อย่างนี้ หรือว่าจะทำอะไรบางอย่างดี... แล้วร่างบางก็ผุดลุกจากเก้าอี้ตัวใหญ่รวดเร็วมุ่งหน้าไปยังมุมห้อง เธอเคาะพื้นไม้สองสามทีแล้วก็จัดการเปิดมันออก ข้างใต้พื้นนั้นเป็นช่องลับที่มีหีบใบใหญ่ซ่อนอยู่ เซเรนเนียเปิดฝาหนักๆนั้นออกแล้วอย่างรวดเร็ว เธอ...จะต้องแข่งกับเวลา

ในหีบนั้นไม่ได้มีสมบัติพัสถานอะไรมากมาย มีก็เพียงเสื้อผ้าที่พับไว้เพียงชุดหนึ่ง รองเท้าบู๊ต มีดสั้น และขอสามแฉกซึ่งผูกเชือกไว้แล้วเท่านั้น เซเรนเนียวางของไว้บนพื้นแล้วจึงปิดหีบให้เงียบที่สุด จากนั้นจึงสะบัดทุกชิ้นแล้วพาดรวมๆกันไว้กับแขนของตน เว้นเสียแต่ผ้าสีขาวผืนยาว...จนลงไปกองกับพื้นผืนหนึ่งที่อยู่ในมือ

เซเรนเนียถอนหายใจ “ต้องพันอกสินะเนี่ย...อึดอัดพอๆกับคอร์เซทเลย” ร่างเล็กหายลับไปหลังประตูห้องแต่งตัว สำหรับเด็กสาวคนนี้...ไม่ว่าจะเป็นเสื้อคอร์เซทที่ต้องรัดทั้งตัวจากหน้าอกถึงเอวให้มันคอดกิ่วแล้วนั้น การพันอกก็เป็นอีกสิ่งที่เธอเกลียดยิ่งนัก

 

เวลาผ่านไปไม่ถึง ๑๕ นาที

ร่างที่ปรากฏอยู่ในห้องนี้ก็หาใช่เด็กสาวในชุดกระโปรงยาวสีเขียวตองอ่อนอีกต่อไป เซเรนเนียโพกพันเปียยาวของตนซึ่งถูกขมวดเป็นมวยบนศีรษะด้วยผ้าทอพื้นเมืองสีแดงเข้ม เธอสวมเสื้อเชิ้ตฝ้ายแขนยาวสีขาวไว้ข้างในทับด้วยเสื้อแขนกุดสีแดงเข้มยาวครึ่งหน้าขามีผ้าเคียนเอวสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ เช่นเดียวกับกางเกงขายาวซึ่งอยู่ใต้รองเท้าบู๊ตสีดำ ผ้าโพกสีแดงถูกเก็บชายไว้เรียบร้อยด้วยความชำนาญเส้นผมยาวหยักจึงไม่ได้หลุดลุ่ยออกมาเลย ถุงมือหนังนิ่มสีน้ำตาลเข้มที่วางอยู่บนโต๊ะถูกสวมเข้าทีละข้างอย่างรวดเร็ว นิ้วยาวเรียวขาวนวลกำแน่นให้กระชับ

ดวงตาดำขลับมองไปทั่วห้อง มีดเล่มเล็กเรียวที่วางบนโต๊ะถูกซ่อนเข้าใต้ผ้าพันเอวสีน้ำตาลดำได้อย่างแนบเนียน เซเรนเนียเงยหน้า... ตราประจำตระกูลสีทองอร่ามประดับอยู่บนผนังเบื้องหลังโต๊ะทำงานของเธอ เกียรติที่ทุกคนในตระกูลมอบให้นี้ช่างใหญ่หลวงนัก มงกุฎทองที่วางอยู่เหนือตราประจำตระกูลที่เป็นธงห้าเหลี่ยมภายในมีสมอเรือไขว้กับกระบี่แห่งราชนาวี เหนือตราโลหะเป็นกระบี่ด้ามทองของแท้ซึ่งสามารถดึงออกมาใช้ได้ เซเรนเนียจึงตัดสินใจค้อมกายเคารพต่อตรานั้นแล้วปีนเก้าอี้จนอยู่ในระยะที่เอื้อมถึง

ร่างกายหยัดตรงสง่างาม เด็กสาวก้มศีรษะน้อยๆจากนั้นจึงดึงกระบี่มาใส่ฝักที่ถือไว้โดยไว จากนั้นจึงกระโดดลงมาด้วยฝีเท้าเบากริบ สายเข็มขัดถูกรัดเข้าเอวบางรวดเร็ว ลิ้นชักโต๊ะทำงานถูกกระชากออก ภายในมีเพียงสมุดเล่มเก่าๆหากข้างใต้เมื่อเปิดแผ่นไม้ออกจึงปรากฏปืนพกสีดำสนิทแก่สายตา มันหมุนควงอยู่ในนิ้วชี้สองสามรอบแล้วก็ถูกสอดไว้ใต้เข็มขัดหนัง เธอดึงเสื้อคลุมสีดำสนิทตัวยาวบนไม้แขวนมาสวมอย่างคล่องแคล่วจนชายเสื้อแผ่เป็นวงกว้าง

เซเรนเนียเตะขอสามแฉกที่วางอยู่บนพื้นให้ลอยตกลงในมือได้อย่างแม่นยำ เชือกหนาถูกกระตุกสองสามครั้งเพื่อทดสอบว่าปมที่ผูกไว้แน่หรือไม่ ประตูระเบียงกระจกบานยาวถูกผลักออก แสงแดดยามสายส่องจ้าจนดวงตาคู่สวย
ต้องหรี่ลง เธอเท้าสะเอวยืนมองความสูงที่ตนเองไม่ค่อยจะโปรดปรานแล้วก็ถอนหายใจ

  

วี้ด !

เสียงผิวปากดังขึ้นตามมาด้วยเสียงร้องแหลมของอาชาตัวโปรด

 

มันวิ่งออกมาจากโรงเลี้ยงทันทีที่ได้ยินเสียงคุณหนูนายของมันผิวปากเรียก การที่มันหายไปไม่ใช่เรื่องน่าตกใจของคนเลี้ยง เพราะเอเลนัวร์ชอบออกไปเดินเล่นในป่าในยามสายๆอย่างนี้แล้วก็กลับมาในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เสียงควบของอาชาสีเทาดังต้องโสตของผู้เป็นนาย เซเรนเนียขัดขอไว้กับซี่หินของระเบียงแล้วจึงปีนออกมาโหนกายอยู่ภายนอก เธอถอนหายใจอีกครั้งแล้วจึงปล่อยตัวลงมาตามเส้นเชือกให้ยาวพอที่จะถีบตัวลงมาเป็นจังหวะ เพียงไม่กี่ครั้งก็ปล่อยมือและทิ้งตัวลงพื้นอย่างนุ่มนวลเป็นจังหวะเดียวกับที่ม้าตัวใหญ่วิ่งมาดุนหลังนายของมันด้วยความรัก

“เอเลนัวร์คนสวย...” จมูกใหญ่ถูกลูบไล้ด้วยฝ่ามือที่คุ้นเคย “วิ่งไกลหน่อยนะวันนี้” มันร้องรับเมื่อร่างเล็กตวัดตัวขึ้นหลังอย่างรวดเร็วทั้งๆที่ไม่ได้ผูกบังเหียน

ร่างเล็กบนหลังอาชาเงยหน้ามองบ้านที่ตนเติบโตมา

“ข้าขอโทษทุกคนด้วยที่ข้าไม่อาจอยู่เฉยได้ มีบางสิ่งที่ข้าไม่อาจบอกท่านถึงหน้าที่ที่ข้าต้องรับผิดชอบในตอนนี้ แล้วสักวันหนึ่ง...ข้าจะบอกท่านด้วยตัวของข้าเอง” เธอนั่งนิ่งอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนกระทุ้งให้อาชาออกเดิน

“ไปเอลเลนัวร์ ! ย่าห...ห.ห...ห.ห”

อาชาสีเทาวิ่งจากไป ปักษาขับขานเพลงอวยพรแก่เหล่าทหารกล้าฝากไปกับสายลมให้กระซิบข้างหูเขาเหล่านั้น ทั้งสองทิ้งให้มวลดอกไม้สั่นไหวล้อแรงลมละม้ายโบกมืออำลาผู้ที่จากไปเพื่อดำรงไว้ซึ่งหน้าที่และความรับผิดชอบของตนต่อแผ่นดิน ต่อผู้คนอันเป็นที่รัก...

 

 

- - - - - - - - - - - - - - - - -

 
 เร็ว ๆ นี่้จะมีงาน Carnival Fantasy

เลยจะทำ "ลำนำแห่งห้วงธารา" เป็นหนังสือทำมือไปขายในงานค่ะ

แต่ว่าจะมีให้เปิดพรีออเดอร์ก่อนนะคะ

 

และเนื่องจากฉบับตีพิมพ์กับสถาพรบุ๊ค หนามากกกก (ก.ไก่สามล้านตัว)

จึงต้องแบ่งเป็น 2 เล่ม ค่ะ

ส่วนเรื่องราคาและการเปิดจอง เมื่อเรียบร้อยดีแล้วจะเอามาบอกนะคะ

 

  

 
 
@tawannatch หมายถึงคาร์ลิซค่าาาา แหม่ ไม่เอาคนอ่านเป็นเหยื่อหรอก