แต่งกับผียังดีกว่าแก
 
 
บทนำ
 
 
 
ห้องพักบนคอนโดมิเนียมกลางกรุงแลสลัว เพราะผู้ที่อยู่เปิดไฟแค่ที่ห้องนั่งเล่นและครัวเพียงเท่านั้น หญิงสาวร่างสูงโปร่งเกินมาตรฐานชายไทยหยิบรีโมทซึ่งวางอยู่บนโต๊ะของชุดรับแขกขึ้นมากด ภาพที่ปรากฏบนจอคือผู้ประกาศชายที่กำลังเกริ่นเกี่ยวกับภารกิจของนายกรัฐมนตรีในต่างประเทศเพียงครู่ ก่อนจะตัดภาพเข้าเทปที่ถูกส่งมาให้เปิดเผยแพร่ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมและประเทศซึ่งผู้นำประเทศได้เดินทางไป เธอกดเร่งเสียงขึ้นอีกเล็กน้อย จากนั้นวางรีโมทลงบนโต๊ะหน้าโทรทัศน์

          เจ้าของห้องหยิบนิยายต่างประเทศจำพวกที่เรียกว่า ‘โรแมนซ์’ ขึ้นมา ดึงที่คั่นหนังสือซึ่งแถมมาจากตอนซื้อซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหนังสือเล่มที่ถืออยู่ เธอดึงที่รัดผมออก ทำให้เส้นผมสีน้ำตาลยาวเกือบกลางหลังเป็นอิสระ เจ้าของห้องกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวยาวซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก คว้าหมอนและเอนตัวลงนอนเพื่ออ่านหนังสือทั้งที่ยังเปิดข่าวทิ้งเอาไว้

         ชีวิตของเธออยู่กับข่าวสารมาตลอดทั้งวัน ครั้นกลับมาบ้านจะให้ปลีกวิเวกไม่รับเรื่องราวจากโลกภายนอกเลยก็ใช่ที่ เธอจึงเปิดโทรทัศน์ไว้เสมอ เพราะอย่างน้อยก็ยังพอได้ยินอะไรผ่านหูบ้าง ขอเพียงแค่อย่าเป็นเรื่องลัก วิ่ง ชิง ปล้น ก็พอใจแล้ว เพราะด้วยงานของเธอที่ต้องเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม แค่เห็นมาทั้งวันกายและใจก็ล้าเกินไปแล้ว

         นั่งอ่านหนังสืออยู่ไม่นาน เสียงกาน้ำร้องแหลมก็ทำให้คนที่นั่งอ่านนิยายฆ่าเวลาลุกเข้าครัวไปในทันที

         เธอไม่ใช่คนประเภทประหยัดพลังงาน เลยหันมาใช้กาต้มน้ำแทนกระติกน้ำร้อนไฟฟ้า เพราะไอ้เตาที่ใช้อยู่ก็เป็นไฟฟ้าเช่นกัน เพียงแต่เธอรู้สึกว่าเสียงกาน้ำมันมีเสน่ห์อย่างประหลาด ให้อารมณ์เหมือนเวลาดูหนังแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น กาน้ำก็จะร้องปรี๊ดเสียที และภาพจะตัดไปฉากต่อไป จริงๆ แล้วเธอก็คิดเหมือนกันว่าเสียงกาน้ำมีประโยชน์หลายสถาน อย่างเวลาทำงานอะไรอยู่เพลินๆ พอได้ยินก็ต้องรุดมาปิดเตา ไม่ใช่เสียบกระติกน้ำร้อนไว้ทั้งวันจนเพลิน ท้ายที่สุดลืมไปว่าตั้งใจจะเอาน้ำร้อนไปทำอะไรกันแน่

         หญิงสาวเปิดถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้งน้ำข้น ใช้ถุงมือกันความร้อนแทนผ้าจับกาน้ำ เทน้ำร้อนลงในถ้วยพอประมาณจนทำให้ควันขาวโพยพุ่งขึ้นมาพร้อมกลิ่นจางๆ จากนั้นจึงปิดฝาเอาไว้ วางกาเอาไว้บนตะแกรงที่อยู่ห่างออกไป เสร็จแล้วคว้าส้อมกลับมายังห้องนั่งเล่นที่มีโต๊ะสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งตั้งห่างจากโซฟาที่ทิ้งนิยายเอาไว้เล็กน้อย เธอกิน...พลางมองโทรทัศน์สลับนั่งมองกาบหอยแครงบนโต๊ะทานข้าวด้วยความเอ็นดู

         ใช่ ไม่ผิด เธอเอ็นดู ‘อิซเบลล่า’ ต้นกาบหอยแครง ลูกรักหมายเลขหนึ่งนี่จริงๆ

         เธอซื้อมันมาเพราะว่าชอบ ไม่มีเหตุผลใดอื่น รู้สึกว่าต้นไม้ที่กินแมลงได้มันดูน่ารักดี แม้ว่าบนชั้นสิบกว่าๆ ของคอนโดมิเนียมที่เธออยู่จะไม่มีแมลงวัน จนเธอต้องไปหาซื้อมาให้มันกินเองก็ตามที

         เจ้าของห้องนั่ง ๆ ไปก็นึกออกว่าตนเองลืมอะไร จึงเข้าไปในครัว เปิดตู้เย็นหยิบถาดกุ้งลวกสำเร็จรูป คีบมันขึ้นมาสามตัวด้วยมือ ก่อนไสถาดเข้าตู้ตามเดิม แล้วค่อยตรงดิ่งมาที่โต๊ะ เปิดฝาถ้วยบะหมี่ออกและโยนกุ้งเข้าไปลงน้ำร้อน จากนั้นถือมาวางหน้าโทรทัศน์ หมายใจว่าจะเอนหลังอ่านนิยายต่อระหว่างรอ

         แต่ภาพและเสียงของข่าวทำให้เธอต้องชะงัก จับจ้องด้วยความสนใจ

         มันเป็นข่าวของนักกีฬาชาวไทย ที่ไปคว้าอันดับที่ ๔ จากการแข่งขันเทเบิลเทนนิสระดับโลกมาได้ แม้จะพลาดสามอันดับแรก หากด้วยคะแนนสะสมจากการแข่งขัน ที่ทำให้อันดับโลกของชายหนุ่มขึ้นไปอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าสูงมาก จึงทำให้เป็นข่าวครึกโครมตั้งแต่แข่งเสร็จใหม่ๆ เพราะผู้ที่เข้ารอบท้ายๆ จะได้สิทธิ์ในการแข่งโอลิมปิกในทันที ทว่านักกีฬาผู้นั้นกลับประกาศว่าจะวางมือ ด้วยเหตุผลทางสุขภาพและเหตุผลส่วนตัว จนกระทั่งตอนนี้ ที่ชายหนุ่มคนนั้นกลับมาถึงยังสนามบินสุวรรณภูมิ ผู้คนก็ยิ่งสนใจนักกีฬาชื่อดังมากขึ้นทบทวี
 


         ในข่าวมีจำนวนคนมากมาย...เกือบๆ จะมหาศาลที่มารอรับ ดูแล้วส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวที่มีพฤติกรรมคล้ายๆ กับเวลานักร้องเกาหลีมาเยือนเมืองไทย มีคนถือป้าย ยกกล้องถ่ายรูป แล้วก็กรี๊ดกัน อย่างที่เธอเคยเห็นมากับตาว่าการ์ดคนหนึ่งเซ เพราะเสียงกรี๊ดแปดหลอดทอดไปสามภพของพวกสาวๆ

         ภาพก็ตัดไปที่ชายหนุ่มร่างสูง ผิวค่อนข้างขาว...ดูคมเข้มด้วยคิ้วและเครื่องหน้าชวนมอง ซึ่งปรากฏรอยยิ้มกว้างขวางอย่างเป็นมิตร เห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ เขาแตะเพื่อขยับแว่นตาที่เอียงเมื่อการ์ดคนหนึ่งชนเข้าเบาๆ ก่อนที่นักกีฬาหนุ่มผู้นั้นจะถูกพาตัวไปยังห้องรับรองพิเศษของสนามบินในทันที

         ภาพตัดมาที่ผู้ประกาศข่าวกีฬาชายหนวดงามซึ่งยิ้มกว้าง หันไปคุยกับพิธีกรร่วมซ้ายขวา


         “ถ้าไม่รู้ว่ามารับนักกีฬาที่สนามบิน ผมนึกว่ามีนักร้องเกาหลีมาลงที่สุวรรณภูมินะนั่น”

         “แหม ก็คุณอภิวัฒน์ออกจะหล่อ สาวๆ ก็กรี๊ดเป็นธรรมดา” ผู้ประกาศสาวออกความเห็นพลางหัวเราะคิก “แต่หล่อจริงๆ นะคะเนี่ย นานๆ จะเห็นนักกีฬาที่คนกรี๊ดกันขนาดนี้ นี่ดิฉันนึกถึงคุณปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ตอนหนุ่มๆ คนนี้นี่ก็แฟนคลับเยอะเชียว”

         “แต่ของคุณอภิวัฒน์หรือคุณเอเนี่ย ดูเหมือนจะหล่อแบบอินเตอร์ๆ เข้าสมัยนิยมพอดีเลยนะครับ” ผู้ประกาศชายออกความเห็น “หล่อด้วย เก่งด้วย แถมยังโสดสนิทสาวๆ ที่ไหนก็ต้องกรี๊ด อุ้ย นั่นป้ายไฟ...”

         “แหม ถ้าเรียกว่า อปป้า* อีกอย่าง ดิฉันจะนึกว่าเป็นไอดอลเกาหลีแล้วนะคะเนี่ย”


         คนดูอยู่หน้าโทรทัศน์แค่นหัวเราะเสียงขึ้นจมูก พลางพึมพำเบาๆ
         “อย่างน้อยก็ไม่ใช่ฉันล่ะวะ”


         “เป็นความภาคภูมิใจของชาวไทยจริงๆครับ ที่นักกีฬาไทยสร้างผลงานในครั้งนี้” ผู้ประกาศข่าวกีฬาสรุปอีกครั้ง “อ้าว เทปเราพร้อมแล้วครับ ไปชมเทปสัมภาษณ์สดของคุณอภิวัฒน์...ผู้ไปคว้าอันดับสี่ของโลก จากการแข่งขันเทเบิลเทนนิส หรือปิงปองชิงแชมป์โลกมาได้ เชิญเลยครับ”

         ทันใดภาพก็ตัดไปยังห้องแถลงข่าว ซึ่งมีชายหนุ่มผิวค่อนข้างขาวนั่งอยู่ เขาจับขาแว่นตาของตนเองให้กระชับเข้าที่ ก่อนหันไปคุยกับผู้ที่นั่งอยู่ข้างๆ เสียงผู้ประกาศข่าวบรรยายว่าเป็นโค้ชชาวจีน ส่วนอีกข้างหนึ่งก็มีนายกฯ สมาคมเทเบิลเทนนิสนั่งขนาบ

         “ไม่ทราบว่าคุณอภิวัฒน์รู้สึกอย่างไรกับอันดับสี่ที่ได้มาบ้างครับ”

         ชายหนุ่มก้มหาไมโครโฟนหมายจะตอบ แต่เสียงก็ไม่ออก จึงขยับเบาๆ

         “ผมคิดว่ามันยิ่งกว่าฝันเสียอีก เพราะมันคือความฝันที่เป็นจริง ว่าแต่นักข่าวสาวๆ คนไหนใครจะอาสามาหยิกบ้างครับ จะได้รู้ว่าหลับหรือตื่น” เสียงฮารอบห้องดังขึ้นพร้อมเพรียง ก่อนเจ้าของทุ้มนุ่มจะเอ่ยต่อ “ผมถือว่าเป็นจุดที่สูงที่สุดตั้งแต่ผมเกิดมาและได้ชื่อว่าเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย ได้ทำงานรับใช้ประเทศบ้านเกิดเมืองนอนอย่างสุดความสามารถ” เขายิ้มเปิดเผย

         “ผมบอกแล้วว่ามันยิ่งกว่าฝันใช่ไหมครับ และฝันนี้ก็คงเป็นจริงไม่ได้ ถ้าปราศจากการสนับสนุนจากหลายๆ ฝ่าย ทั้งพ่อ แม่ ครอบครัว โค้ช ท่านนายกสมาคม และแฟนกีฬาชาวไทยทุกท่าน ขอบคุณครับ”

         แสงแฟลชวูบวาบหลายครั้งหลายหน เมื่อนักกีฬาหนุ่มก้มศีรษะลงไหว้ด้วยท่าทางอ่อนน้อม ไม่ใช่อาการส่งมือไปแตะหน้าผากอย่างที่ผู้ประกาศทางโทรทัศน์ชอบทำกัน

         “ที่ออกมาบอกว่าจะเป็นการแข่งครั้งสุดท้ายของคุณอภิวัฒน์จริงหรือไม่ครับ” เสียงนักข่าวจากมุมห้องดังขึ้น

         ชายผู้เป็นนายกสมาคมหันไปมองนักกีฬา คล้ายถามว่าจะให้ตนตอบให้แทนไหม แต่อีกฝ่ายก็หันไปหาไมโครโฟนต่อ

         “เป็นเรื่องจริงครับ” ทั้งห้องฮือฮา และแสงแฟลชก็กระหน่ำอีกครั้ง “ผมมีปัญหาบาดเจ็บเรื้อรังที่ข้อมือมาพักใหญ่แล้ว เดิมคิดว่าจะแข่งมาถึงรอบท้ายๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ ครั้งนี้นี่ก็เพราะแพทย์และทีมผู้ดูแลช่วยกันสุดๆ คิดว่าจากนี้ต่อไปคงไปทำงานประจำของตัวเองอย่างเต็มที่ กับเป็นผู้ฝึกสอนให้กับเด็กๆ น่ะครับ”

         “ไม่ทราบว่าทำงานอะไรอยู่ครับก่อนหน้านี้”

         “ผมเป็นวิศวกรระบบคอมพิวเตอร์น่ะครับ คิดว่าคงมาหางานทำที่นี่ เกร็งๆ นิดหน่อยเพราะไปเรียนที่จีนมาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย จนตอนนี้ก็ราวๆ สิบปีแล้วครับที่ไม่ได้อยู่เมืองไทยอย่างจริงๆ จังๆ”

         “เห็นว่ามีงานละครและถ่ายแบบติดต่อเข้ามามากขึ้นกว่าเดิมอีกนี่คะ สนใจจะรับงานวงการบันเทิงไหมคะ”

         “โอย แค่ถ่ายแบบอย่างเมื่อก่อนพอไหวครับ แต่ถ้าละครหรือว่างานอื่นๆ นี่อย่าเอาผมไปเป็นจุดด่างพร้อยของวงการเลยครับ หน้าตามันอาจจะพอดูได้จริง แต่คนพานจะนึกว่าดูสารคดี เห็นนางเอกกอดกับท่อนไม้”

         คำตอบเรียกเสียงหัวเราะได้อีกคำรบ  

         “สนใจเป็นนักร้องไหมคะ เห็นนักกีฬาหลายคนก็ทำกัน”

         “แหม ให้เล่นดนตรีทำได้อยู่ครับ แต่ถ้าร้องเพลงนี่ไม่ไหว ผมไม่ทุ่มเทขนาดนั้น ถ้าการกุศลก็ทำได้ครับ”
 
 
 
         “เฮอะ”
         คนนั่งฟังอยู่หน้าจอย่นจมูก ระหว่างฉีกเครื่องปรุงใส่ถ้วยบะหมี่
         “อวดโปรไฟล์ตัวเองเข้าไป เลิศหรูจริงๆ”
 
 
 
         ระหว่างนั้นทั้งโค้ชและนายกสมาคมก็ต่างต้องตอบคำถามของตนไปเรื่อยๆ กระทั่งผู้เป็นนายกสมาคมเอ่ย

         “เดี๋ยวต้องขอคำถามสุดท้ายแล้วครับ เพราะต้องเตรียมตัวเข้าพบท่านนายกรัฐมนตรี”

         นักข่าวหญิงคนหนึ่งลุกยืน ทันทีที่อีกฝ่ายชี้นิ้วมา

         “ไม่ทราบว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้มาเล่นเทเบิลเทนนิสหรือปิงปองของคุณอภิวัฒน์คืออะไรคะ รบกวนช่วยบอกหน่อย เผื่อเด็กๆ ทางบ้านฟังแล้วจะได้ลองทำตามหรือจะได้เอาคุณอภิวัฒน์เป็นต้นแบบ”

         ผู้ที่สูดบะหมี่เข้าปากอยู่สำลักพรวด ต้องเอื้อมคว้าทิชชู่ขึ้นมาเช็ดทันที พลางนึกว่าโชคดีเท่าไหร่แล้วที่เส้นไม่ออกจมูก เพราะแค่นี้ก็แสบได้ใจ

          “นึกยากนะครับเนี่ย เพราะก็ตั้งหลายปีมาแล้ว” นักกีฬาหนุ่มแตะไมโครโฟน มุ่นคิ้วนิดๆ ทำท่าครุ่นคิดก่อนตอบทันที “จริงๆ เล่นตามคุณพ่อน่ะครับ คุณพ่อก็เล่นปิงปองน่ะครับ”



         หากภาพที่ผุดพรายขึ้นมาในสมองของคนที่ดูอยู่กลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง...


         วันนั้นเป็นยามเย็น อาทิตย์อัสดงสาดแสงส้มแดง ตัวเธอตอนมัธยมต้นนั่งอยู่บนชิงช้า ที่สนามเด็กเล่นของหมู่บ้าน หยิบมันฝรั่งทอดกรอบรสดั้งเดิมใส่ปาก พลางใช้เท้าถีบให้ชิงช้าไกวดังเอียดอาด เธอมองหน้าเด็กหนุ่มหัวเกรียนตัวสูงคนหนึ่ง ที่สวมเสื้อยืดสะอาดเรียบร้อยและมองมายังตนเองด้วยความมุ่งมั่น

         ‘ไอ้อ้อย ฉันจะเล่นปิงปอง’
 
 
 
 
         ผู้ที่อยู่ในโทรทัศน์ยังให้สัมภาษณ์ต่อ

         “ผมเห็นพ่อเล่นกับเพื่อนๆ ที