ตอนก่อนหน้า
บทที่ ๑ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๒ (๑/๒)
 
 
 
 
บทที่ ๒ การเดินทางของความรู้สึก (๒/๒)
 
 

อาชาควบปานพายุผ่านทางเข้าสู่ป่าลึกอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่ง ผ่านหมู่แมกไม้เรียงเป็นทิวที่ลับหายจากสายตาอย่างรวดเร็ว แสงอาทิตย์ที่สาดมาจากเบื้องหลังฉาบให้ป่ากลายเป็นสีแดงส้มดุจพระเพลิงโหมกระหน่ำ เสียงลมที่ผ่านกายไปดังหวิววู่จนคนนั่งบนหลังม้าไม่อาจได้ยินเสียงนกขับขาน เมื่อมันได้คืนสู่รังก่อนนิทราในยามค่ำคืน

ชายหนุ่มหมอบตัวต่ำยิ่งทำให้ระยะห่างของเขาและร่างบางในอ้อมแขนน้อยลง แขนข้างหนึ่งของเธอโอบร่างเขาไว้แน่นด้วยกลัวที่จะพลัดตกลงไป หากใบหน้างามกลับบึ้งตึงเพราะโมโหที่เขาอุ้มเธอขึ้นม้ามา

เด็กสาวขัดเคืองในใจถึงสิ่งที่เขาทำ หลายคราที่ชายคนนี้ก่อให้เกิดความประหลาดใจ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกันแล้ว... คนที่เธอไม่อาจลืมได้นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นดวงตาสีน้ำทะเลสวย ตลอดเวลากว่าสองปีที่อบอุ่น การมีชายคนนี้อยู่เคียงข้างมันทำให้เธอรู้สึกเข้มแข็งอย่างประหลาด แม้ว่าตัวเองจะคอยปฏิเสธอยู่ตลอดก็เถอะว่าเขาไม่ได้สลักสำคัญเท่าไรนัก

แต่ทำไมเล่า...ยามที่เรือรบต้องออกจากท่าไปมันก็เหมือนในอกมันโหวง ๆ ไร้ก้อนเนื้อซึ่งทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ แล้วเพราะเหตุใดจึงต้องชะเง้อหาคน ๆ นั้น ในหมู่ทหารที่เดินเรียงรายกลับมาจากการรบ บ่อยครั้งที่แทบจะโผกอดด้วยความดีใจ และหลายครั้งต้องแอบไปหลั่งน้ำตาเงียบ ๆ คนเดียวเพราะโล่งใจ

กี่ครั้งแล้วที่คน ๆ นี้จะต้องเร่งรุดออกไปเมื่อได้ข่าวว่ามีโจรสลัดออกปล้น ทั้ง ๆ ที่กำลังนั่งอยู่กับเธอแต่รามิลก็สามารถตัดสินใจได้ในเวลาอันรวดเร็วว่าจะเลือกอะไร นั่นไม่ได้ทำให้เธอน้อยใจหรือเสียใจแต่ประการใด นั่นกลับทำให้ความชื่นชม ชื่นชอบยิ่งพอกพูนในใจมากขึ้นเป็นลำดับ เหมือนเมล็ดพันธุ์พฤกษาที่ถูกผังกลบลงใต้ผืนดินชื้น ค่อย ๆ แทงราก... ผลใบ และเติบใหญ่ทีละน้อย...ทีละน้อย โดยที่เธอเองไม่ได้รู้ตัว

ความรู้สึกนี้มันเกิดทุกครั้งที่เห็นเขา ไม่ว่าจะพูด คุย หัวเราะ หรือจะใช้ดวงตาพราวระยับจ้องมาที่ตนเอง สิ่งที่เต็มตื้นอยู่ก็แทบจะล้นปรี่ หลายครั้งที่บอกกับตัวเองว่ามันไม่ใช่ แต่ข้อพิสูจน์ก็มีให้เห็นอยู่ร่ำไป

เซเรนเนียเงยหน้ามองอีกฝ่าย เส้นผมสีดำสนิทของเขาที่ถูกรวบไว้ปลิวไปเบื้องหลัง แล้วเธอก็หันกลับมาถอนหายใจกับตนเอง

 

เธอจำได้ เมื่อไม่กี่เดือนก่อน มีข่าวเข้ามาว่าที่เมืองท่าไม่ไกลนักมีจะมีการเข้าปล้นสะดมของโจรสลัด รามิลเลยต้องไปประจำการที่นั่นตลอด 2 อาทิตย์ นั่นไม่ได้ทำให้กังวลเพราะเขาส่งจดหมายรายงานสถานการณ์มาให้อ่านเป็นประจำทุกวัน อันที่จริงน่าจะเรียกว่าจดหมายคุยกันธรรมดามากกว่า เป็นเพราะจดหมายที่มากับสัตว์เวทตัวจ้อย ทำให้เธอไม่รู้สึกว่าเขาอยู่ห่างกาย แล้วพ่อของเธอก็ต้องเดินทางไปที่นั่นเสียอีกคนหนึ่ง... พร้อม ๆ กับพี่ชายคนรองที่จะมาสมทบในภายหลัง เธอจึงต้องอยู่บ้านกับพี่ชายคนโตและพี่สะใภ้

แล้ววันหนึ่งก็มาถึงเมื่อนกตัวน้อยที่เคยส่งจดหมายทุกวันไม่มา เสียงในใจปลอบประโลมว่าเขาอาจจะยุ่งเลยไม่ได้ส่งมา แล้ววันที่สอง...สาม...สี่ ก็ไม่มีจดหมายเช่นกัน เธอร้อนใจ...ราวกับถูกเพลิงเผา ทุกคืนก่อนนอนจะต้องนั่งอยู่ริมระเบียงหันหน้าไปยังฐานทัพว่าจะเห็นใบเรือสีขาวบ้างไหม แต่ก็ไม่ ม้าเร็วที่เคยมาส่งข่าวก็หายเงียบ ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้ากระทบพื้นให้ได้ยิน

หลายครั้งที่เผลอหลับไปข้างประตูบานกว้างหันสู่ทะเลแล้วกลับต้องสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงที่คุ้นเคยกระซิบบางอย่างเหนือหูเช่นที่เคยเป็น แต่เมื่อดวงตาคู่งามเปิดกลับพบกับความว่างเปล่า ไม่มีตัวตนของเขาคนนั้น ไม่มีสิ่งใดที่จับต้องได้ ความฝันที่เจ็บปวดทิ้งไว้แต่รอยน้ำตาเป็นทางยาวตลอดใบหน้านวล เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังสม่ำเสมอ แต่ก็ไม่ใช่เสียงที่เธอปรารถนาจะได้ยิน

เสียงที่เคยกระซิบเย้าแหย่ ปลอบโยน ให้กำลังใจ เธอมอง...หมายจะพบร่างสูงที่คุ้นตา หากมีเพียงความมืดและหมู่ดาราบนท้องทะเลเบื้องบนเท่านั้นที่อยู่ด้วย ทุกครั้งที่ฝัน...เธอจะต้องออกไปริมระเบียง นั่งคุกเข่าสวดอ้อนวอนต่อแม่พระสมุทรให้ปกปักษ์รักษาบุคคลอันเป็นที่รัก ทั้งพ่อ พี่ชาย เหล่าทหารหาญ...และคนผู้นั้น ซึ่งเคยเป็นคนแปลกหน้ามาก่อน

ในครั้งนั้น...การติดต่อหายไปเป็นเวลาร่วม ๘ วัน ๘ คืน

แสงแดดสีทองยามเช้าส่องลอดผ้าม่านฉลุลวดลายทอดเงาลงบนพรมในห้อง ไม่มีเสียงม้า... หากยินเสียงเฟนริล สุนัขป่าตัวน้อยที่ชายหนุ่มให้เห่าก้องอยู่เบื้องล่าง เธอชะโงกมองแล้วก็พบว่าตามถนนเลียบริมผามีขบวนม้ายาวนักมุ่งตรงมาที่บ้าน ทั้งๆที่ยังใส่ชุดนอนสีขาวยาวจีบระบายรอบคอ แขนเสื้อและชายที่ทิ้งตัวลงพื้นอยู่... เธอกลับวิ่งสุดฝีเท้าเพื่อไปรอคนผู้เป็นที่รักหน้าบ้าน

สิ่งแรกที่คิดคือพ่ออยู่ไหน...

เธอมองหาจนกระทั่งม้าสีน้ำตาลแดงพาร่างหนึ่งเข้ามาใกล้ เครื่องแบบที่เคยดูเรียบร้อยงดงามดุจภาพวาดสกปรก มอมแมม ใบหน้าชายชราเปื้อนและมัน หากดวงตาสีสนิมเหล็กยังเป็นประกายคมกล้าเฉกดาบที่เพิ่งถูกตีออกมาจากเตา แต่แล้วก็กลับอ่อนลงเมื่อเห็นร่างเล็กที่ยืนอยู่ตรงชานเทียบ พ่อตวัดตัวลงคล่องแคล่ว เพียงแค่หันกลับมา ลูกสาวก็ได้กระโดดกอดคอเขาอย่างรวดเร็ว

ร่างเล็กทิ้งตัวลงมายืนบนพื้นกอดผู้เป็นพ่อแน่น... ร้องไห้ด้วยความโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง เมื่อพ่อเดินตามพี่ชายคนโตของเธอเข้าบ้านไป เธอยังอยู่ชะเง้อมอง หาร่างที่คุ้นเคย แล้วหูก็แว่วเสียงบิดาซึ่งบอกว่าคราวนี้ทหารตาย

อาหารเช้ารสเลิศโดยฝีมือทาเนียถูกแตะต้องเพียงนิดเดียว เธอกินไม่ลง ร่างกายไม่เรียกร้องอะไรเหมือนกับว่ามันไร้ซึ่งชีวิต มือที่จับช้อนเย็นเฉียบเมื่อได้ยินเรื่องที่พ่อเล่าให้ฟัง รามิลหลุดเข้าไปในกลุ่มโจรสลัดเพียงลำพัง... นิ้วเรียวแทบจะกดช้อนเงินคันงามไว้ไม่ได้ มันจวนเจียนจะหล่นเต็มที แล้วท้ายที่สุดก็ต้องวางมันลง พ่อถามเหตุใดถึงทานน้อยนัก ก็ได้แต่เพียงตอบว่าเพลียเพราะอดนอนมาหลายคืน

แล้วเสียงม้าอีกตัวหนึ่งก็ดังมาจากหน้าบ้าน

เธอวิ่งไปด้วยความหวัง ถึงทั้งที่ชาย และใครอีกคนที่ยังไม่กลับมา คนที่มากลับเป็นพี่ชายคนรอง พี่ดูอ่อนล้า...หากแววตายังสดใส เธอเดินเข้าไปกอดพี่ชายไว้แน่น แล้วพี่ชายตัวโตก็เดินจูงมือน้องสาวตัวเล็กเข้าบ้านไป พี่เรนินเล่าว่าเหตุการณ์หลังจากที่ท่านจอมพลจากมานั้นเป็นอย่างไรบ้าง พี่ไม่เอ่ยถึงคน ๆ นั้นเลยแม้แต่น้อย นั่นยิ่งทำให้ใจว้าวุ่นหนักกว่าเดิม

หนังสือสองสามเล่มถูกวางอยู่บนโต๊ะในศาลาหินอ่อนกลางสวนกว้าง สงบ เย็น ในยามบ่ายแก่ ๆ ที่แสงอาทิตย์อ่อนแรงลงหากจิตใจของเธอหาเป็นเช่นนั้นไม่ รุ่มร้อนราวกับมีอัคคีโหมอยู่ภายใน... สายลมอ่อน ๆ พัดผ้าม่านบางสีขาวพลิ้วตาม เฟนริลยังนอนหลับอยู่ข้าง ๆ เหมือนกับจะรู้ว่านี่คือคนที่มันจะต้องคุ้มครอง...อารักขาแทนนายของมัน

ลูกสุนัขตัวน้อยหมอบอยู่ปลายเก้าอี้นวมตัวยาวที่คุณหนูของมันหลับใหลอยู่ ใบหน้างามซีดเซียว ขนตายาวเป็นแพหนาพราวด้วยหยดน้ำตา หางตาเป็นคราบยาวลงสู่หมอนใต้ศีรษะ หนังสือเล่มใหญ่ถูกสอดคั่นด้วยนิ้วเรียววางอยู่บนหน้าตัก เสียงกระดิ่งต้องลมดังกรุ๋งกริ๋ง ลูกสุนัขป่าก้มหัวลงเตรียมที่จะหลับอีกครั้ง แต่แล้วหูก็ต้องตั้งชันเมื่อได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง เสียงเห่าดังปลุกคนนอนใกล้ให้ตื่น

เธอตื่นมาเห็นสัตว์เลี้ยงตัวน้อยที่เขาให้วิ่งจากไปจึงลุกขึ้นนั่งโดยเร็ว สวมรองเท้าแล้ววิ่งตามไป  เฟนริลวิ่งลัดเลาะไปจนถึงเขตประตูหลังที่เชื่อมกับป่า ลูกหมาน้อยวิ่งลัดมุมตึกไป เธอเห็นจึงวิ่งตาม... หลังพุ่มไม้สูง ยินเสียงร้องครางหงิงๆเหมือนประจบคนที่มันภักดี เธอรั้งเท้าไว้ ยืนนิ่งเพราะไม่รู้ว่าคนที่เล่นกับมันอยู่นั้นคือใครกันแน่ แล้วเสียงหัวเราะที่คุ้นเคยก็ดังให้ได้ยิน... มือเล็กทาบที่อกตนเองกำผ้าไว้แน่น เพียงครู่เดียวคนที่นั่งก็ยืนขึ้นมา...

รามิลในชุดเครื่องแบบที่รุ่งริ่งจนเหมือนเอาผ้าขี้ริ้วมาห่อกายอุ้มเฟนริลน้อยไว้ในอ้อมแขน เขาเอ่ยถามมันเสียงดังว่าดูแลคุณหนูของเขาดีไหม ลูกหมาป่าแสนรู้เห่าตอบรู้ภาษา เมื่อมันเห็นว่ามีใครอีกคนอยู่ตรงนั้นจึงเห่าเสียงดังเพื่อเรียกให้คนที่อุ้มมองตาม ดวงตาสีน้ำทะเลระยับสบเข้ากับดวงเนตรงามที่ถูกกลบด้วยฝ้าน้ำตา... ชายหนุ่มเบิกตากว้างก่อนย่อตัวทิ้งเฟนริลลงพื้น

เขาปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า แต่ว่าปัดเท่าไหร่ก็ไม่หมด รอยขาดที่โดนนิ้วเกี่ยวยิ่งกว้างขึ้นเมื่อเขาพยายามจะทำความสะอาด เส้นผมสีดำสนิทหลุดรุ่ย คราบเลือดแห้งกรังสีน้ำตาลติดอยู่ประปรายทั่วทั้งตัว เขายิ้มแหยๆแล้วเอ่ยขอโทษที่ไม่ได้ส่งจดหมายมา แล้วโดยที่ทั้งคู่ไม่ทันได้คาดคิด เด็กสาวโผเข้ากอดอีกฝ่ายแน่น มือเล็ก ๆ ยึดเขาเอาไว้เหมือนกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไป รามิลโอบร่างนั้นไว้ด้วยความอ่อนโยนจากจิตใจ ก้มตัวซบใบหน้าลงบนเรือนผมดำขลับ กระซิบเบาๆว่ากลับมาแล้ว

ในใจของเธอไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามารยาทของกุลสตรีที่ดีควรต้องทำอย่างไรต่อเมื่ออยู่หน้าบุรุษ ได้ยิน...แต่เพียงเสียงในหัวใจตัวเองร่ำร้องด้วยความยินดีว่าคนที่รอคอยกลับมาแล้ว ไม่ได้บาดเจ็บและไม่ได้กลับมาเป็นร่างไร้วิญญาณ ตัวเขายังอุ่น อ้อมแขนของเธอที่กอดไว้แน่นรู้สึกได้ หยาดน้ำตาพรั่งพรูสู่ปลายคางมน เธอสะกดกลั้นไม่เผยความอ่อนแอต่อหน้าคนที่บ้านมาตลอดช่วงสัปดาห์กว่า แต่เพราะเหตุใดก็ไม่อาจล่วงรู้ ทว่าเพียงได้เห็นคนผ