ตอนก่อนหน้า
บทที่ ๑ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๒ (๑/๒) (๒/๒)
 
 
 

บทที่ ๓ พรากเพื่อพบ (๑/๒)

 

รามิลนอนไม่หลับมาทั้งคืน...

บ่ายวันนี้เขาต้องออกเดินทาง ไปทวีปใต้ที่แสนไกล เซเรนเนียดูเหมือนจะไม่ไยดีเขาเลยแม้แต่น้อย หรือบางทีนางอาจจะกำลังต้องการเวลาในการไตร่ตรองก็เป็นได้ นับจากเหตุการณ์นั้นก็อาทิตย์หนึ่งได้แล้ว คืนนั้นที่เขาค่อยจับมือเธอให้เดินออกจากป่า เซเรนเนียไม่พูด ไม่ถามเช่นที่เคยทำยามปกติ

เด็กสาวเงียบไป...

 

เขายังจำเรื่องราวในตอนนั้นได้...

ดวงตาดำสนิทช้อนมองคนข้างกาย เธอปิดตาแน่นราวกับจะตัดสินใจอะไรบางอย่าง

“รามิลท่านเคยได้ยินเรื่องทะเลกับผืนทรายไหม...”

ชายหนุ่มหยุดยืน... ตรงนี้เป็นทุ่งหญ้า น่าจะเรียกม้าและย้ายเอาของในโพรงไม้ออกมาได้แล้ว

 “ไม่ ข้าไม่เคยได้ยิน”

“ใครก็ไม่ทราบเคยกล่าวไว้...” เธอเริ่มเดินอีกครั้งโดยที่มือใหญ่ยังกุมมือเล็กเอาไว้หลวม ๆ “ว่าความรักของหญิงและชายเมื่อแรกรักนั้นต่างกัน” เสียงใสสั่นเครือ “ของผู้หญิงความรักมักจะเริ่มจากศูนย์...เริ่มจากการเห็นคนแปลกหน้าคนหนึ่ง แล้ววันเวลาก็เปลี่ยนแปลงมัน ผู้หญิงจะค่อยๆเติมรักนั้นวันละนิด...วันละนิด จนเต็ม แต่ความรักของพวกผู้ชายเมื่อแรกนั้นกลับดูยิ่งใหญ่ เต็มเปี่ยมจนแทบจะล้นปรี่ออกมา หากเมื่อเวลาผ่าน มันจะค่อย ๆ ลดลง...ลดลง...จนถึงหมดสิ้น เป็นขณะเดียวกับที่รักของผู้หญิงเรานั้นไม่อาจให้ผู้ใดได้มากกว่านี้...”

รามิลยืนฟังนิ่ง เธอตั้งใจจะบอกอะไรเขากันแน่

“รักของผู้หญิงเหมือนน้ำหยดเล็ก ๆ ที่เติมเต็มมหาสมุทร ไม่มีใครเห็นว่ามันแปลกไป มีเพียงตัวผืนน้ำเท่านั้นที่จะรู้... คลื่น...ที่รอคอยจะได้จูบผืนทรายขาว...มีความหวัง หากเมื่อน้ำทะเลเต็มปี่ยมจนเข้าถึงทรายได้ ยิ่งคลื่นที่ซัดเข้าหาแรงเท่าไหร่ ปราสาททรายก็จะยิ่งจากไป... ทิ้งไว้เพียงเสียงคร่ำครวญของท้องทะเลจนทุกวันนี้”

เธอสะบัดมือเขาออก

“แล้วท่านเล่ารามิล ท่านจะเป็นผืนทรายที่จะทิ้งข้าไปเมื่อวันที่ความรู้สึกของข้าเต็มเปี่ยมหรือไม่....” แสงดวงไฟเสกสะท้อนหยาดน้ำตาที่รินผ่านแก้มนวล “ถ้าท่านจะเป็นอย่างนั้น บอกข้าเสียแต่ตอนนี้ ถือว่าข้าขอร้อง...”

เขาไม่ตอบได้แต่โอบร่างนั้นไว้ในอ้อมแขน รามิลหลับตาแน่น เขาทำให้นางต้องร้องไห้อีกแล้ว ...ชายหนุ่มกอดเซเรนเนียเอาไว้แนบอก...เนิ่นนาน ซบใบหน้าลงกับเรือนผมดำสนิท

“ขอเวลาข้าเซเรนเนีย....ช่วงที่ข้าต้องจากไป ข้าให้สัญญา ข้าจะมีเพียงเจ้า แล้วข้าจะกลับมา... เมื่อถึงวันนั้น ความรู้สึกของข้าจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลง” น้ำเสียงหนักแน่นดุจจะให้สลักลงแผ่นหิน “ต่อให้เหลือเพียงวิญญาณ ข้าก็จะกลับมาเพราะข้ารู้...ว่าใครคือผู้ที่ข้าฝากดวงใจไว้ในอุ้งหัตถ์”

เขาเชยคางอีกฝ่ายให้เงยขึ้น แสงจันทร์นวลส่องให้ใบหน้านั้นขาวนวล...งดงาม ไม่แพ้จันทรา

 “แล้วพอถึงวันที่ข้ากลับมา เจ้าจะต้อนรับข้าด้วยรอยยิ้มได้ไหมคนดี...”

“ค่ะ” เธอพยักหน้า “ถ้าท่านเป็นรามิลคนเดิม ข้าก็จะเป็นเซเรนเนียคนเดิมเช่นกัน”

แล้วเขาก็เรียกอาชาคู่ใจมา ร่างเล็กถูกอุ้มขึ้นบนหลังม้าอย่างง่ายดาย ตลอดทางนางไม่พูดอะไร...ดึงเสื้อเขาไว้แน่น... อาหารค่ำที่เคยคิดว่าจะอบอุ่น อ่อนโยน กลับเงียบงัน...เดียวดาย

คืนนี้เขาค้างที่นี่...แต่กลับนอนไม่หลับ ชายหนุ่มออกมาเดินริมระเบียงแล้วเงยหน้า ที่ๆเคยมีร่างเล็กนั่งคุยด้วยกลับมืดมิด นางคงดับไฟนอนแล้วกระมัง... เขาเองก็ต้องนอนแล้ว... เพื่อรอที่จะพบวันพรุ่งนี้ต่อไป

 

แล้ววันเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ วันที่เขาจะต้องออกเรือ ไม่รู้ว่านางจะมาส่งหรือไม่

 

ร่างเล็กที่ยืนพิงกรอบประตูถอนหายใจยาว... เส้นผมสีดำที่ยังไม่ได้รวบปลิวสยายตามลมแรง ท้องทะเลสีมรกตเบื้องหน้าช่างละม้ายสีของดวงตาคน ๆ นั้น แล้วกว่าสองปีที่ต้องห่างไกลเธอจะทำใจให้มองท้องทะเลนี้ได้ไหม

“คุณหนูเจ้าคะ มาให้ข้ารวบผมให้ดี ๆ มา จะได้ไปส่งกัปตันรามิลที่ฐานทัพ”

“ข้าไม่ไปจ้ะ”

คนฟังขมวดคิ้ว “ทำไมล่ะคะ คุณหนูเองก็สนิทสนมกับท่านมากแท้ ๆ มีเรื่องอะไรกันรึเปล่า”

เซเรนเนียไม่ตอบ

“ข้ารู้นะว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ แล้วข้าก็รู้ว่าคนผู้นั้นมีความสำคัญกับคุณหนูของข้ามากแค่ไหน ตลอดเวลากว่าสองปีที่ผ่านมาเขาก็ทำให้ข้าเชื่อได้ว่าจะไม่มีวันทำให้คุณหนูเจ็บช้ำน้ำใจแน่”

“ก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากเสียหน่อย” คนพูดอ้อมแอ้ม

ผู้สูงวัยเดินมาใกล้จับไหล่บางดึงหันมาหาตนเอง “ทำปากแข็ง แล้วเวลาที่เขามาทานอาหารเย็นช้าคุณจะชะเง้อหาทำไมทุกครั้งล่ะคะ” ใบหน้านวลซับสีกุหลาบซับสีเรื่อ ๆ “ข้าเลี้ยงคุณมากับมือ...ทำไมจะไม่ทราบว่าคุณรู้สึกอย่างไร กัปตันรามิลเป็นคนดีนะคะ ดีอย่างหาได้ยากเสียด้วย”

“ข้ารู้ทาเนีย ข้ารู้... ” เธอหันหลังกลับรวดเร็ว

“แล้วคุณจะไม่ไปส่งจริง ๆ หรือคะ”

มือขาวนวลไล้ไปบนสันหนังสือเล่มโปรดที่วางบนโต๊ะ ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอย่างยากที่จะเอ่ยออกมาได้ หนังสือเล่มโตที่ชายหนุ่มนำมาให้ เธอเปิดเรื่อยๆจนถึงหน้าที่คั่นเอาไว้ ดอกไม้แห้งดอกหนึ่งถูกอัดกับกระดาษแผ่นเล็กๆ มีลายมือเข้ม มั่นคงเขียนไว้ด้านหลังแผ่นกระดาษ

 

 

สุขสันต์วันเกิดอายุ ๑๔  

จาก รามิล 

 

เสียงหนังสือเล่มใหญ่ถูกปิดดัง “ทาเนียจ๋า อันที่จริงข้าคิดว่าข้าจะไม่ไปส่ง ข้าคิดมานานแล้ว” ผู้อภิบาลไม่กล้าถาม “ต่อให้ส่งไกลแค่ไหน ก็ต้องจาก ข้าว่าหากเขาไม่เห็นหน้าข้าเขาคงจะมีใจในการทำงานมากกว่านี้” เธอยิ้มกว้าง “ทาเนียว่าไหมจ๊ะ”

ทาเนียถอนหายใจยาว “เข้าใจแล้วค่ะ เข้าใจแล้ว” เธอสั่นศีรษะ “เช่นนั้นมาให้รวบผมเสียให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า”

เซเรนเนียเดินเข้ามาใกล้สตรีสูงวัย ก่อนทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้ากระจก เส้นผมยาวยิ่ง หยักดุจเกลียวคลื่น นุ่ม ลื่น ละเอียดดุจไหมถูกหวีอย่างแผ่วเบา ทาเนียมองสาวน้อยตรงหน้าด้วยความรัก แต่เธอกลับไม่เห็นว่าเด็กสาวดึงสร้อยคอทองคำเส้นเล็กออกมา ที่ปลายสุดของสร้อยมีจี้สีดำสนิทห้อยอยู่ เซเรนเนียกำมันไว้แน่นแล้ววางมือลงแนบหัวใจ

 

 

ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบกัปตันเรือเต็มยศยืนตรงอยู่ที่ปลายสุดของลานกว้าง เบื้องหน้าเขาเป็นปะรำพิธีซึ่งถูกสร้างในระยะเวลาอันสั้นประดับด้วยผ้าจับจีบงดงาม ชายหนุ่มยืนตรงนิ่ง เสื้อคลุมตัวยาวสีน้ำเงินเข้มปลิวสะบัดตามลม เส้นผมดำสนิทซึ่งถูกรวบไว้ก็เช่นกัน ดวงตาสีน้ำทะเลมองตรงไปข้างหน้า แน่วแน่ ไม่วอกแวก เก้าอี้ตัวใหญ่ถูกวางไว้บนพื้นเวทีที่ยกสูงมีร่างของจอมพลเคซาสนั่งอยู่ ชายสูงวัยมองมาที่เขา ยิ้มน้อย ๆ แล้วเสียงเพลงดุริยางค์ก็ดังขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ได้นำเขา และนายทหารเรือในชุดเครื่องแบบเดินเรียงแถวพร้อมเพรียงเข้ามายังลานกว้าง

ตอนนี้ทุกคนแบ่งออกเป็นสองแถว หันหน้าเข้าหากัน ตัวตรงเป็นระเบียบ มือข้างซ้ายของทุกคนจับกระบี่ของตนเองไว้แน่น สอดรับกับเสียงกลองให้จังหวะ นายทหารทั้งหมดแปรแถวสลับไปมาอย่างพร้อมเพรียง หันซ้าย หันขวา เสียงตบเท้าดังสนั่นจนผู้มาร่วมงานสะดุ้ง และท้ายที่สุด ทั้งหมดหันหน้าเข้าหากันอีกครั้งแล้วหัวแถวซึ่งอยู่ใกล้ปะรำพิธีก็ชักกระบี่ออกมาจากฝัก แกว่ง ควงไปด้านหน้าหมุนได้สองรอบจึงหยุดนิ่งและเป็นเช่นนี้ต่อ ๆ กันไปราวคลื่นน้ำ ผู้อยู่หัวแถวยืดแขนตรงชูดาบสูงก่อนเอนไปข้างหน้าเล็กน้อย เมื่อกระทำต่อกันเป็นจังหวะทั้งแถวจึงเกิดเป็นซุ้มกระบี่งดงามพร้อม ๆ กับที่เสียงกลองหยุดลง

รามิลก้าวเดินไปข้างหน้า มั่นคง มือซ้ายรั้งกระบี่ไว้มือขวาแนบลำตัวไม่แกว่ง สายตาทุกคู่ที่มองมาชื่นชม ยินดี แต่เขาไม่เห็นร่างเล็กๆที่คุ้นเคยยืนอยู่ด้วยเลย โดยปกตินางจะยืนอยู่เบื้องหลังจอมพลผู้เป็นบิดา แต่วันนี้กลับหามีไม่ ชายหนุ่มตบเท้าเสียงดัง แล้วเสียงขานก็ดังก้องไปทั่วบริเวณ

“นาวาโทรามิล พีเรนิธัสต์ ! ”

เสียงคนแซ่ซ้องยินดีสนั่น...

 

“ยินดีด้วยนะรามิล” เคซาสตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆหลังจากที่พิธีเสร็จสิ้น

ชายหนุ่มค้อมกายรับ “ขอบคุณท่านมากขอรับ”

จอมพลเรือขมวดคิ้ว “ขอบคุณไปเพื่ออะไร ผลงานเจ้ามี ผลงานเจ้าดีถึงได้เลื่อนขั้นเร็วอย่างนี้น่ะ แถมยังเลื่อนขั้นแบบก้าวกระโดดด้วย” เขาหัวเราะ “นี่เป็นคำสั่งจากส่วนกลางที่ออกโดยการลงมติของท่านผู้เฒ่าทั้งเจ็ดอย่างเป็นเอกฉันท์นะนี่”

รามิลผ่อนลมหายใจออก “ท่านผู้เฒ่าทั้งเจ็ดคิดจะให้ข้าเป็นหมากบนกระดานเสียมากกว่า”

เคซาสหัวเราะก้องจนคนข้างๆตกใจ “ถึงเจ้าจะต้องเป็นตัวหมากจริง ๆ แต่ก็ก็เป็นหมากที่พร้อมจะรุกฆาตได้ทุกเมื่อ มันคุ้มค่าออก”

ผู้การหนุ่มยิ้มน้อย ๆ พลางลอบมองหาใครบางคน...

“ถ้าเจ้าคิดจะหาเซเรนเนีย นางไม่ได้มาหรอก”

“ครับผม” เสียงเขาสลดลง ผู้สูงวัยมองแล้วก็ทอดถอนใจ

“แต่นางฝากของมาให้เจ้านะ” รามิลเงยหน้า บิดาของนางนำของอย่างหนึ่งวางลงบนฝ่ามือของอีกฝ่ายแล้วจับให้มือเขากำแน่น “เก็บไว้ให้ดีล่ะทั้งของสิ่งนี้... ปะการังสีดำจากทะเลลึก หายากนะ นางเป็นคนจัดการหามาด้วยตนเองเลยทีเดียว ชาวเรือที่นี่เชื่อว่าหากเก็บไว้กับตัวก็จะรอดพ้นจากภัยทั้งปวง อ้อ แล้วก็นี่”

ซองจดหมายสีขาวนวลอยู่ในมืออีกฝ่ายเรียบร้อยผู้สูงวัยจึงเดินจากไป ชายหนุ่มได้ยินเสียงท่านจอมพลเรือลอยตามลมมา

“ข้าต้องรีบกลับบ้านไปบอกลูกสาวว่าของที่นางให้ส่งข้าส่งให้เรียบร้อยแล้ว”

ชายหนุ่มนึกขำในใจ เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือจอมพลเรือผู้ยิ่งใหญ่แห่งสภาปราชญ์ก็ยังมีลูกสาวคนงามอยู่นั่นเอง

เขาเดินมายังระเบียงริมผาติดทะเลซึ่งลับตาคนแล้วจึงค่อยแบมือ จี้หินสีดำด้านล้อมด้วยทองลวดลายอ่อนช้อย หากไม่เทอะทะ ดูงดงามแต่พอดี ดวงตาสีน้ำทะเลแลมันด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นภายใน จากนั้นจึงเปิดซองจดหมายออก กระดาษแผ่นน้อย ไม่เขียนอะไรมากกว่าลายมือสวย อ่อนช้อย ตวัดหางงดงาม..

 

...ไปส่งไกลเพียงไรยังต้องจาก สู้จารจำมิพรากไปจากใจ

 

ดวงตาของเขามีประกายพราว

ในที่สุดก็รู้แล้ว... ว่านางเองก็ห่วงเช่นกัน ในหัวใจมันพองฟูอย่างประหลาด เหมือนว่าจะไม่มีอะไรที่น่ากลัวอีกต่อไปแล้วในชีวิตนี้ นายทหารคนสนิททั้งสามเดินเรียงแถวเข้ามาหานายของเขาอย่างเงียบเชียบและเรียบร้อย

“กัปตันครับคือ เอ๊ย” เพื่อนข้าง ๆ เอาศอกทุ้งสีข้างอีกฝ่ายแรงแล้วชิงพูดแทน

“ท่านผู้การครับ ได้เวลาแล้วครับ”

“เข้าใจแล้ว” เขาเดินสวนกับทั้งสามด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า นายทหารคนสนิทลอบมองตามหลังคนตัวสูงไป อันที่จริงเรียกได้ว่าจ้องมองเลยต่างหาก

“เฮ้ย ทำไมท่านกัป เอ๊ย ท่านผู้การถึงดูมีความสุขอย่างนั้นน่ะ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ทำหน้าบูดแล้วบูดเล่าอย่างกั