ตอนก่อนหน้า
บทที่ ๑ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๒ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๓ (๑/๒)
 
 

 

เสียงเคาะประตูดัง ก่อนที่คนภายนอกจะถือวิสาสะเปิดเข้ามาเพียงนิดเดียว

“จ้า...เข้ามาเถอะ ไม่ได้ลงกลอนไว้” เด็กสาวตะโกนบอก “มีอะไรรึเปล่าจ๊ะทาเนียจ๋า” เซเรนเนียถามทั้งๆที่ยังคงก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่

ห้องมืดทึบด้วยม่านหนาหนักที่ถูกดึงปิดเอาไว้ มีเพียงแสงสลัว ๆ ของตะเกียงบนโต๊ะเท่านั้นที่พอส่องให้คนนั่งมองเห็นเฉพาะหนังสือตรงหน้า ทาเนียมองด้วยความขัดใจ

“คุณจะเลิกทำงานสักพักได้ไหมคะ นับวันยิ่งจะบ้างานเหมือนคุณเรซัค แล้วก็คุณเรนินเข้าไปทุกวัน” เธอเดินไปที่หน้าต่างแล้วหันมอง อีกฝ่ายไม่ว่ากระไรผู้สูงวัยจึงกระชากม่านให้แยกออกจากกันรวดเร็ว !

“โอ้ย แสบตา” เด็กสาวอุทาน

แสงสะท้อนสีขาวจากหิมะซึ่งปกคลุมอยู่ทั่วไปทำให้ห้องสว่างไสวขึ้นโดยพลัน ใบหน้าขาวนวลปรากฏชัดแก่สายตาที่ยังไม่ฝ้าฟางของผู้สูงวัย เด็กสาวนั่งใช้แขนข้างหนึ่งเท้าคาง เธอเติบโตขึ้น งดงามน่าเอ็นดู ดวงตาโตสวยดังกวางป่ามีแสงระยับดุจดาราจ้องมองมาที่เธอด้วยความรัก ริมฝีปากบางได้รูปเม้มนิด ๆ เ พราะโดนขัดใจ

เซเรนเนียสูงขึ้น ร่างกายก็มีความเปลี่ยนแปลงตามที่เด็กสาวจะเป็นเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น ชุดสีน้ำตาลอ่อนซ้อนด้วยผ้าโปร่งลายช่อดอกไม้ถูกตัดให้เข้ารูปพอดีรับกับร่างระหง ชายกระโปรงยาวจดพื้นที่ตนเองสั่งให้ตัดเป็นพิเศษเพื่อที่คุณหนูของเธอจะได้เดินไม่สะดวกได้ผลดีเกินคาด เซเรนเนียไม่เที่ยววิ่งเล่นเหมือนแต่ก่อน อาจจะเป็นเพราะชุดแล้วก็วันเวลาที่ทำให้เธอโตขึ้นก็เป็นได้

เซเรนเนียดึงผืนผ้าบางที่ผูกเส้นผมออกทำให้เส้นผมดำสนิท หยักยาวอย่างยิ่งตกผ่านไหล่มนลาด เด็กสาวเสยผมข้างหน้าออกไม่ให้บังหน้าผากนวล จนเส้นผมดำสนิทล้อมกรอบให้ใบหน้าดูคมยิ่งขึ้น

“ทาเนียก็...เปิดม่านทำไม แสงมันแสบตา” เสียงใสออดอ้อนทั้ง ๆ ที่ความหมายคือต่อว่านิด ๆ “ข้าพักงานไว้ก่อนก็ได้ ทาเนียจ๋าของข้ามีอะไรรึเปล่าจ๊ะ” ผู้สูงวัยเดินมาใกล้แล้วกอดไว้หลวม ๆ มือขาวนวลแตะแขนอีกฝ่ายไว้ “ไม่สบายหรือ ทานยารึยัง”

ทาเนียส่ายศีรษะ “เปล่าค่ะ ข้าแค่จะมาถามว่าทำไมคุณไม่ไปส่งพี่”

แว่นอ่านหนังสือถูกวางบนโต๊ะแผ่วเบา “พี่เรนินบอกว่าไม่ต้องไปส่งจ้ะ ไม่รู้ทำไม บอกว่าให้รออยู่ในบ้านนี่แหละ”

คนฟังนึกถึงคำพูดของอีกฝ่ายที่ทิ้งท้ายไว้ได้ทันที

อย่างช้าภายในอาทิตย์นี้ อย่างเร็ว...อาจจะทันทีหลังจากที่ข้าออกเดินทางก็ได้

แล้วเธอก็ถอนหายใจ “เอาเถอะข้าจะรออยู่นี่เป็นเพื่อนคุณค่ะ”

 

นายทหารยามผุดลุกออกมาจากป้อมเมื่อเห็นบุคคลน่าสงสัยบนหลังอาชาสีดำสนิทวิ่งตรงมายังประตูทางเข้าคฤหาสน์เอเมอรัลด์อย่างรวดเร็ว ทหารทั้ง ๒ ยืนขวางทางเข้านิ่ง

“คนบนหลังม้าลงมาเดี๋ยวนี้ ! เจ้ารู้ไหมนี่มันเขตหวงห้าม”

ชายชุดดำรั้งบังเหียนให้พาหนะหยุดยืนนิ่ง เขาขยับผ้าโพกพันเพียงเล็กน้อยก็ทำให้คนที่ยืนอยู่กลางหิมะตกใจ ดวงตาสีน้ำทะเลอันเป็นเอกลักษณ์...

“ท่านผู้การรามิล !” นายทหารทั้งสองถอยออกจากทางเข้ายืนตัวตรงวันทยหัตถ์ทำความเคารพ

“สวัสดี...” เขาตอบเสียงเรียบ “สบายดีไหมดาห์รี...พลาโต”

ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสองยิ้มด้วยความดีใจ ชายหนุ่มตรงหน้า แม้ว่าจะจากไปนานก็ยังคงจำชื่อนายทหารของเขาได้แม่นยำ คนยืนรักษาการณ์น้ำตาซึม..

“เฮ่ย ขี้แยจริง....เจ้าสองคนอย่าร้องไห้สิ นี่ข้าจะเข้าไปได้หรือยัง”

“ครับ ๆ ” ทั้งสองค้อมกายส่งอีกฝ่ายรวดเร็ว แล้วดาห์รีก็วิ่งนำเข้าไปในตัวคฤหาสน์เพื่อแจ้งข่าวการมาของคนที่คุณหนูของพวกเขารอคอย

รามิลมองทหารซึ่งวิ่งล่วงหน้า ใบหน้าภายใต้ผ้าที่ตวัดผ่านคอมีรอยยิ้มปรากฏ ดิมิเทรียสร้องเสียงแหลมดังก้อง หิมะขาวกระเซ็นขึ้นมาเมื่อฝีเท้าม้าย่างเหยาะ ทิ้งรอยเกือกม้าไว้บนพื้นเป็นทางยาว

 

จอมพลแห่งเรนาเธียนั่งเอนกายอ่านหนังสือในห้องนั่งเล่น โดยมีสุนัขป่าสีดำตัวใหญ่หมอบอยู่แทบเท้า มันเอาขาหลังเกาหูอยู่สองสามครั้งแล้วเอาหัวซุกใต้ขาตามเดิม

“เฟนริล ถ้าเจ้ามีเห็บมีหมัดล่ะก็ข้าจะให้เขาจับเจ้าอาบน้ำนะ”

สุนัขครางหงิงเมื่อได้ยินคำขู่

มันเกลียดการอาบน้ำ โดยเฉพาะอาบน้ำในหน้าหนาว ที่ร้ายที่สุดคือหากมันไปซนหรือทำผิดอะไรคุณหนูของมันจะอาบน้ำให้เอง ใช่ว่านางไม่เคยอาบน้ำให้ แต่ ‘อาบน้ำ’ นี่คือการลงโทษขั้นร้ายแรง นางจะเอาหิมะมาตั้งให้ละลายกลายเป็นน้ำเย็นแล้วก็เอาน้ำนั่นน่ะอาบมัน มันหนาวจนปวดกระดูกดำ และมันก็ไม่กล้าทำผิดซ้ำอีก

เตาผิงทรงกลมหินอ่อนฉลุลายอ่อนช้อยพอให้แสงและความร้อนผ่านออกมา ชายผู้เป็นตำนานแห่งกองทัพเรือขยับแว่นสายตาน้อย ๆ แสงไฟสีเหลืองเพียงพอที่เขาจะอ่านหนังสือ แต่ถ้าลูกสาวเห็นสภาพในตอนนี้รับรองว่าโดนเอ็ดแน่ ๆ เขาปิดหนังสือ ถอดแว่นตาออกวางบนโต๊ะใกล้ ๆ เก้าอี้นวมตัวใหญ่

เวลาผ่านไปเขาก็แก่ลง หากลูกสาวตัวน้อยของเขากลับโตขึ้นรวดเร็ว เด็กหญิงเป็นเด็กสาว และอีกไม่ช้าก็จะกลายเป็นหญิงสาวที่งดงาม นึก ๆ แล้วก็ใจหาย พอสิ้นฤดูหนาวอีกไม่กี่เดือนเซเรนเนียก็จะอายุ ๑๖ ปีเต็ม แม้เขาจะยังมองว่านางเป็นเด็กอยู่แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชาวบ้านโดยทั่วไปก็มักจะแต่งงานในช่วงอายุเท่านี้กันเป็นส่วนใหญ่

เคซาสฟังจากที่เรนินบอกแล้วก็ดีใจปนรู้สึกโหวง ๆ รามิลจะกลับมาในไม่ช้า... แล้วคำว่าช้าของเรนินมันเท่าไหร่กันหนอ เจ้าลูกชายตัวดีสั่งว่าห้ามบอกน้อง แต่...เขากลับคิดว่าอย่างน้อยก็น่าจะเปรย ๆ ไว้บ้าง

“ไปเฟนริล ไปหาคุณหนูของแกกัน”

สุนัขป่าเงยหน้ามองผู้เป็นนายที่กวักมือเรียก มันค่อยๆคลานเข้าไปหามือใหญ่ อบอุ่น ให้เกาหลังหูให้จนมันเคลิ้มเผลอหาวปากกว้าง

ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะลุกนายทหารคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาด้วยเสียงเบาราวกระซิบ

เฟนริลรู้สึกว่ามีเสียงฝีเท้าที่ไม่คุ้นเคยเดินตรงมาทางนี้ ใครกันที่มันบังอาจล่วงล้ำคฤหาสน์เอเมอรัลด์ทั้งๆที่มันยังอยู่!! อย่าหวังเลยว่าจะเข้ามาทำร้ายคุณหนูของมันได้ !

เฟนริล !

เสียงเคซาสตะโกนก้องเมื่อสุนัขร่างสูงใหญ่ปราดออกไปทางที่นายทหารคนนั้นเดินเข้ามา จอมพลลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งตามไปอย่างไม่ลดละ เฟนริลแม้ว่าจะมีนิสัยขี้เล่น อ่อนโยน หากยามที่อันตรายเกิดขึ้นกับเขา เซเรนเนียหรือใครในบ้านก็ตาม มันผู้นั้นอาจจะโดนเจ้านี่ขย้ำได้ง่าย ๆ

 

ร่างสูงตวัดตัวลงจากหลังม้าคล่องแคล่ว เขายื่นบังเหียนให้เด็กดูแลม้าพามันไปเข้าโรงเลี้ยงที่อบอุ่นและเพียบพร้อมไปด้วยอาหาร จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ก้าวย่างผ่านทุ่งหิมะขาวเข้าสู่ใต้ร่มเงาของบ้านเรนาเธียอีกครั้ง รามิลเงยหน้ามองตราประจำสภาปราชญ์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่น บ้านของเขาก็เป็นเหมือนที่นี่ มีทั้งตราประจำตระกูลและตราของสภาหรืออีกนัยคือตราแผ่นดินเคียงคู่อยู่ด้วยกัน แล้วเขาก็ได้ยินเสียงคนตะโกนโหวกเหวกมาจากด้านหลังบ้าน ชายหนุ่มเดินกลับมายืนกลางหิมะอีกครั้งเพื่อมองหาต้นเสียงนั้น

“กรร...ร..ร.รร...”

เขาหันกลับมาโดยไวก็พบกับร่างของหมาป่าที่กำลังโกรธเกรี้ยว ดวงตาสีทองเป็นประกาย เขี้ยวขาวคมกริบ ลมหายใจอุ่นโพยพุ่งเป็นไอ เฟนริลมองคนแปลกหน้าด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ หน้าหนาวทำให้จมูกมันบอด มันเลยยากที่จะแยกแยะกลิ่นได้ในเวลานี้ แต่ทำไมหนอเจ้าหมอนี่ถึงยืนนิ่งไม่ยอมถอยหนีดังคนอื่น ๆ

ดวงตาสีน้ำทะเลพินิจสุนัขตรงหน้าเงียบ ๆ...

“เฟนริล...?”

ชั่วขณะที่เขาเรียกชื่อหูมันลู่ลงเล็กน้อย

“เฟนริลใช่ไหม โตขึ้นเยอะเชียวนะเรา เป็นหนุ่มไปแล้วสิเนี่ย”

ร่างสีดำสูงใหญ่ปกคลุมด้วยขนยาวฟูกระโดดโถมเข้าหาชายคนนั้นเต็มแรงเท่าที่มันจะมีได้

มันรู้ ! มันรู้แล้ว นี่คือนายของมัน นายผู้ให้ชีวิต นายที่พามันมายู่กับคุณหนู...

รามิลลงไปนั่งอยู่กับหิมะที่ทั้งเย็นและชื้น ในขณะที่เฟนริลก็เห่าเสียงดังก้อง ลิ้นอุ่นเลียชายหนุ่มทั่วใบหน้า เสียงทุ้มหัวเราะร่วนก่อนยันกายลุกขึ้น เฟนริลกระชากผ้าที่พันคอเขาออกรวดเร็วทำให้หมวกกลมตกลงพื้น สุนัขตัวแสบวิ่งไปคาบหมวกขนนั้นมาแล้ววิ่งหายเข้าไปในบ้าน

“เฟนริล ! เอาหมวกข้ามา”

ชายหนุ่มวิ่งตามแล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมันไปนั่งอยู่เคียงจอมพลเรือที่เขาเทิดทูน มันเอาหัวถูกสีข้างของอีกฝ่ายอย่างรักใคร่ เคซาสรับหมวกมาไว้ในมือ หัวเราะเบาๆ

“สวัสดีรามิล ท่าทางจะได้รับการต้อนรับที่ยอดเยี่ยมจากเฟนริลแล้วสินะ”

เขาตบเท้าเสียงดังก่อนค้อมกายต่ำยิ่ง “ครับผม” ผู้การหนุ่มเงยหน้า “ไม่คิดเลยว่ามันจะโตมากถึงขนาดนี้”

ชายสูงวัยเดินเข้ามาหาช้า ๆ ก่อนวางมือไว้ที่ไหล่ทั้งสองข้าง

“ยินดีต้อนรับกลับมานะรามิล” ร่างสูงมอบรอยยิ้มให้แทนคำตอบ “เอาล่ะถอดเสื้อคลุมไว้ เข้าไปดื่มชาร้อนๆก่อน จะเปลี่ยนเสื่อไหม ข้าว่าเมื่อกี้คงจะเปียกแค่เสื้อนอกกระมัง พวกเรารีบเข้าไปเถอะ คงมีใครบางคนเขาอยากเห็นหน้าเจ้าจะแย่” ผู้สูงวัยหันกลับเลยไม่ทันได้เห็นดวงตาที่เป็นประกายของอีกฝ่าย แต่มันก็เป็นชั่วครู่เดียวเท่านั้น...

“อ้อ รามิล” ชายหนุ่มชะงักฝีเท้า “ข้าว่า...” ผู้สูงวัยมองสภาพของอีกฝ่ายแล้วก็ต้องกลั้นหัวเราะ “ข้าว่าเจ้าไปล้างหน้าหน่อยเถอะ หัวหูยุ่ง ดูไม่ได้เลย”

 

ตาข่ายทองถักลายละเอียดอ่อนช้อยถูกกางออกคลุมศีรษะเอาไว้ หลังจากทาเนียใช้ปลายหวีแยกผมส่วนหน้าออกมา ตาข่ายถูกกลัดเก็บไว้ด้วยปิ่นอันเล็กๆที่ถ้าปล่อยผมลงมาก็จะมองไม่เห็น เด็กสาวพยายามที่จะดึงลูกผมบางส่วนมาปรกหน้าผากไว้แต่ก็ถูกอีกฝ่ายเอาหวีตีเบาๆ เซเรนเนียสะบัดมือแล้วมองค้อนผู้อภิบาล ทาเนียใช้แปรงขนสัตว์หวีเส้นผมยาวยิ่งนั้นแผ่วเบายิ่ง

มีใครบางคนเคาะประตูห้องของเด็กสาวอีก และก็ไม่รอให้ตอบเสียด้วย

“คุณทาเนียคะ....”

แวนด้าสาวใช้ผู้เป็นพี่เลี้ยงของเด็กสาวตั้งแต่สมัยเด็กเดินเข้ามากระซิบบางอย่าง เซเรนเนียลอบมอง... พยายามที่จะอ่านริมฝีปาก แต่ทั้งสองคนเหมือนจะรู้เลยหันตัวให้อยู่ในมุมที่เธอไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

“เดี๋ยวข้าจัดการเอง ขอบใจมากแวนด้า” หญิงสาวร่างเล็กเดินออกไปรวดเร็ว ปกระตูถูกเปิดทิ้งไว้ ทาเนียเดินเข้ามามองคุณหนู เธอฉีกยิ้มกว้างจนเด็กสาวต้องขมวดคิ้ว

“เป็นอะไรทาเนีย ผีเข้า หรือ ออกล่ะจ๊ะ” ฝ่ามือของผู้สูงวัยฟาดลงท่อนแขนเรียวดังเผียะ “อ้าวก็จู่ ๆ ก็ยิ้มกว้างทำไมล่ะ ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็น ได้แต่สั่งข้าว่า ห้ามยิ้มจนเห็นไรฟันนะค้า....ห้ามชะม้ายตาให้ชายหนุ่มนะค้า...”

เสียงใสเลียนลักษณะการพูดอีกฝ่ายได้เนียนจนเจ้าตัวคนพูดเอาไว้อดขำไม่ได้

“เอาล่ะ เดี๋ยวข้าจะบอกว่าทำไมถึงยิ้มอย่างนั้น...”

 

รามิลนั่งทันที่ที่จอมพลเรือสั่ง เขาจัดการเสื้อผ้าและผมยุ่ง ๆ เพราะเจ้าตัวใหญ่ที่หมอบอยู่แทบเท้าอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว เคซาสสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับอีกฝ่ายได้ ผิวของชายหนุ่มคร้ามแดดขึ้นเล็กน้อย มือก็กร้านขึ้น หากจอมพลยังมั่นใจ นี่ยังเป็นรามิลคนเดิมอย่างแน่นอน ก่อนที่อีกฝ่ายจะมาเขาได้ให้สาวใช้ขึ้นไปบอกทาเนียที่อยู่กับลูกสาวสุดที่รักเรื่องการมาของรามิล ป่านนี้เซเรนเนียจะรู้สึกอย่างไรหนอ...

“เป็นอย่างไรบ้างรามิล งานที่นั่นมีอะไรติดขัดไหม”

“ไม่ครับผม คนที่นั่นเป็นมิตรมาก ให้ความร่วมมืออย่างดี” เขาตอบรวดเร็ว “โดยเฉพาะท่านอุษมัน เธียรัสต์ ที่เป็นประธานสมาพันธ์ผู้ประกอบการเดินเรือของที่นั่น ท่านให้ความร่วมมือดีมาก”

“อย่างนั้นรึ” ผู้สูงวัยรูปเคราตนเองเบา ๆ “ท่าทางทางนั้นจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรล่ะสินะ นอกจากเรือโจรสลัดที่เจ้าจมไปสิบลำระหว่างที่ไปประจำปีกว่า”

รามิลเกาแก้มเขิน ๆ “อ่า...แค่เจ็ดครับ ยังไม่ถึงสิบ”

“ก็นั่นแหละ” เคซาสโบกมือ “ค่อยสบายใจหน่อย มีคนมาทำงานหนัก ๆ แทนแล้ว ข้าเองก็แก่ลงทุกวัน ต้องหาใครมาดูแลทุกอย่างแทนให้ดี”

“ครับผม”

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าจอมพลเรือโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้สังเกต รวมถึงต้องหาคนมารับช่วงดูแลยายตัวแสบด้วย” แววตาคนฟังเปลียนเพียงชั่ววูบ แต่ก็ยังรักษาอาการได้ดังเดิม

เคซาสคิดว่าอีกฝ่ายไม่เบา.. ยังนิ่งอยู่ได้ สีหน้าไม่เปลี่ยน เห็นเช่นนี้ ค่อยน่าหยอก น่าเย้าเล่นยิ่งนัก

 

 

ทันทีที่ทราบความทั้งหมดจากผู้อภิบาล เด็กสาวก็ผุดลุกจากเก้าอี้รวดเร็ว เก้าอี้ตัวใหญ่ถูกผลักออกห่างตัว เซเรนเนียตั้งท่าจะออกวิ่ง

“คุณหนู ! ”

เธอถอดรองเท้าส้นสูงแล้วห้อยไว้กับนิ้ว มืออีกข้างตวัดรวบชายกระโปรงยาวกำไว้แน่น เด็กสาวยกมันให้สูงพอที่จะวิ่งได้ถนัด

“มันไม่งามเลยนะ ! ”

“ง้าม ! ” คุณหนูของเธอเถียง “ก็ใครมันจะว่าไม่งามล่ะถ้าข้าจะวิ่งไปแค่ช่วงหนึ่งแล้วจากนั้นก็จะวางท่าให้งามดุจพญาหงส์ดังเดิม นะจ๊ะ” เซเรนเนียเดินเข้ามาหาผู้สูงวัย ก้มลงจูบแก้มอีกฝ่ายด้วยความรักใคร่

“ไปละน้า...”

แล้วร่างบางก็วิ่งลับหายไปจากกรอบประตูโดยไว แวนด้าที่ยืนอยู่หน้าห้องจึงค่อย ๆ เดินเข้ามา

“ท่าทางคุณหนูจะดีใจมากนะคะนั่น”

“นั่นสินะ...ก็ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี นี่ถ้าคุณหนูเผลอกระโดดกอดท่านผู้การล่ะก็ข้าจะทำเป็นไม่เห็นให้สักวัน”

ผู้เป็นพี่เลี้ยงหัวเราะคิก “คุณก็ใจอ่อนเป็นเหมือนกันนะคะเนี่ย” คนฟังหน้าแดงเรื่อก่อนดันหลังให้แวนด้าลงไปข้างล่างเป็นเพื่อนเด็กสาว

“ไปเร็วไป๊ ใช้บันไดเล็กวิ่งไปบอกคนข้างล่างว่าคุณหนูลงไปแล้ว” เธอหมายถึงบันไดวนที่เป็นทางผ่านของเหล่าคนรับใช้ในคฤหาสน์

 

ในใจองคนที่วิ่งมาสุดฝีเท้านั้นพองฟูอย่างประหลาด คนที่เธอรอคอยมานานกว่า ๒ ปี ขณะนี้กลับมาแล้ว แม้ว่าเขาจะจดหมายมาหาเป็นประจำก็เถอะ อย่างไรมันก็ไม่เหมือนได้พบ ได้มองคนๆนั้นด้วยดวงตาคู่นี้ เซเรนเนียหยุดยืนนิ่งสูดหายใจยาว ๆ สองสามครั้งก่อนปล่อยมือให้ทั้งชายกระโปรงและรองเท้าส้นสูงหล่นลงพรมหนา เด็กสาวค่อย ๆ สอดเท้าเข้าไปในรองเท้าประเภทที่ตนเองเกลียดที่สุด มิน่าเล่า วันนี้ทาเนียถึงขึ้นมาเปลี่ยนรองเท้าทุกคู่ที่เก็บเอาไว้ในห้องแต่งตัวเสียหมด จากเดิมที่มีแต่รองเท้าใส่สบาย ๆ กลายเป็นส้นสูง เธอเองก็สงสัย มิหนำซ้ำยังแอบค่อนขอดในใจ แต่แล้วก็เพิ่งเข้าใจเมื่อสักครู่นี้เอง

เซเรนเนียวางมือขาวนวลไว้บนราวบันได ส่วนอีกข้างจับชายกระโปรงยกขึ้นเล็กน้อย เด็กสาวสูดหายใจลึก เข้าเต็มปอด ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เธอไม่เคยได้เห็นหน้าเขาเลยว่าเป็นอย่างไรบ้าง จะคล้ำลงรึเปล่า จะซูบลงบ้างไหมก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ เสียงทุ้ม...นุ่มของคนขี้เล่นยังจะเป็นเหมือนเดิมไหม?

แล้วความกลัวก็บังเกิดในจิตใจโดยฉับพลัน

เธอใช้มือที่เย็นเฉียบตบหน้าตนเองเบา ๆ สองสามที ก่อนค่อย ๆ ก้าวลงไปทีละก้าว....ทีละก้าว

 

รามิลนั่งคุยเรื่องราวสารพันกับท่านจอมพล ซึ่งคำตอบก็ทำให้ผู้สูงวัยพอใจยิ่งนัก ถึงกระนั้นเขาก็ยังมิวายเหลือบมองไปที่บันไดบ่อยครั้งจนเคซาสต้องกระแอมอยู่หลายครั้ง ชายหนุ่มก็หันกลับมารวดเร็ว เมื่อสบสายตาก็ยิ้มน้อยๆอย่างเข้าใจกัน แล้วห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ความเงียบ.... จนกระทั่งสาวใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาหา

“ท่านคะ คุณหนูลงมาแล้วค่ะ” เจ้าบ้านพยักหน้ารับเป็นจังหวะเดียวกับที่ชายหนุ่มหันมองบันไดและปรากฏร่างหนึ่งอยู่ตรงนั้น

คนที่เขารอคอยจะได้พบตลอดระยะเวลากว่าสองปีกำลังค่อย ๆ เดินลงมาช้า ๆ ใบหน้าขาวนวลซับสีกุหลาบที่แก้มแย้มยิ้มเพียงมุมปาก รอยยิ้มที่งดงามแลอบอุ่นเฉกบุปผาคลี่บานเมื่อต้องแสงอรุโณทัย จนน้ำค้างยามเช้าเกาะพราวทั่วกลีบบางหยาดลงดิน ดวงตาคู่นั้นยังคงชวนมองดังเดิม ตาสีดำสนิทกลมโตกระจ่างดุจชะลอเอาดวงดาวบนฟากฟ้าไว้ภายในมองตรงมาที่เขาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเสมองไปทางผู้เป็นบิดา

เซเรนเนียตัวสูงขึ้น ระหง สง่างาม ตาข่ายทองคลุมผมสะท้อนแสงเป็นประกายวิบวับ เส้นผมที่ยาวจดเอวสะบัดเป็นจังหวะยามผ่านบันไดแต่ละขั้น ชุดสีน้ำตาลอ่อนคลุมผ้าโปร่งสีน้ำตาลเข้มและทอง เข้ารูปทำให้เห็นรูปร่างของอีกฝ่ายได้ชัดเจน เธอโตขึ้น งดงามขึ้นอย่างที่เขาเองก็ไม่คาดคิด

ชายหนุ่มเดินไปหาคนที่หยุดยืนตรงบันไดรวดเร็วโดยไม่คำนึงถึงสายตาบิดาของเซเรนเนียที่ยืนมองอยู่เงียบ ๆ รามิลค้อมหลังทำความเคารพเธอตามมารยาท เช่นเดียวกับที่เด็กสาวจับชายกระโปรยกขึ้นน้อย ๆ แล้วย่อกายลงช้าๆตามธรรมเนียมปฏิบัติของวงสังคม เขาก้าวเข้าไปหาเธอก้าวหนึ่งแล้วกลับหลังหันยื่นแขนให้สุภาพสตรีเกาะ เซเรนเนียหัวเราะเบา ๆ แล้วคล้องแขนอีกฝ่ายไว้แตะมือลงบนท่อนแขนนั้นเพียงฉาบฉวย

เคซาสมองภาพทั้งคู่ที่เดินมาด้วยกันแล้วก็ถอนใจ มันคงจะยากหากคิดจะแยกเด็กสองคนนี้ออกจากกัน

รามิลก้มลงมองคนตัวเล็กกว่า “นี่เจ้าสูงขึ้นใช่ไหม”

“ค่ะ” เธอยิ้ม “แต่ก็ยังไม่เลยไหล่ท่านเสียที”

เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “อีกนิดเดียวเอง... แต่สูงเท่านี้ก็ดีแล้วนี่นะ ข้าว่า” เสียงนุ่มกระซิบ

เมื่อรามิลพามาส่ง ผู้เป็นพ่อรับมือลูกสาวมากุมไว้มั่น เซเรนเนียเขย่งจูบแก้มพ่อทั้งซ้ายและขวา เช่นเดียวกับที่ผู้เป็นพ่อจูบหน้าผากดวงใจของตนเอง

“ได้ฤกษ์ลงมาแล้วเรอะคนเก่งของพ่อ งานน่ะไม่ต้องทำมากก็ได้ เจ้าทำไปมากกว่านี้เขาก็ไม่รู้จะให้ตำแหน่งอะไรที่มันสูงกว่าตำแหน่งศาสตราจารย์ที่เจ้าเป็นอยู่ในตอนนี้”

“พ่อ” ลูกสาวกอดแขนเขาไว้แน่น

รามิลขมวดคิ้ว “ศาสตราจารย์?”

เคซาสยิ้มแล้วหันมามองบุตรสาวที่จ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ  แล้วเขาก็ต้องกลั้นหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางของเด็กสาวที่บอกได้ว่า ‘ให้ตายอย่างไรก็ห้ามบอก’

“เอาล่ะ รามิล คุยกับข้ามาก็นานแล้วคงจะเบื่อสินะ เห็นมองไปทางบันไดตั้งหลายครั้ง” คำพูดเจ้าบ้าน แทงใจดำคนฟังได้ตรงจุด “อย่างนั้นข้าขอตัวไปอ่านหนังสือก่อน เจ้าก็อยู่คุยกับเซเรนเนียก็แล้วกันนะ ข้าไปละ”

ทันทีที่พูดจบเขาก็ปล่อยมือลูกสาวในทันที ทิ้งให้อีกฝ่ายหันมองตาม เซเรนเนียค่อย ๆ เงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้าช้าๆ เช่นเดียวกับเขาที่มองเธออยู่แล้วเช่นกัน ดวงตาสีน้ำทะเลซึ่งมีประกายระยับนั้นสะท้อนภาพเด็กสาวไว้ภายใน รามิลคลี่ยิ้มบาง

“เจ้า...สบายดีไหม”

มือทั้งสองข้างของเธอกุมกันไว้แน่น “ค่ะ สบายดี ก็ทำแต่งานไม่ได้ไปไหน” เมื่อถามคำก็ตอบคำ... ทั้งห้องจึงตกอยู่ในความเงียบ

“เรา...ไปคุยกันข้างนอกดีไหม” เซเรนเนียเผยอปากหมายที่จะเปล่งเสียงตอบ หากรามิลไม่รอให้เธอทำเช่นนั้น “มีใครอยู่แถวนี้บ้าง ขอเสื้อคลุมหนา ๆ ให้หน่อย”

สาวใช้กุลีกุจอไปหยิบเผ้าคุลมสีชมพูกุหลาบมีหมวกคลุมศีรษะประดับขนสัตว์ขาวมาให้ เธอรับมาคลุมไหล่โดยไวแต่ยังไม่ทันที่จะผูกเชือกได้คนตัวสูงกว่าก็ก้าวเข้ามาประชิดจัดการให้เธอเรียบร้อย ชายหนุ่มถือวิสาสะรวมเส้นผมยาวอย่างยิ่งมาไว้ด้านหน้า แม้จะเป็นทหารหากสัมผัสก็แผ่วเบา....นุ่มนวลยิ่งนัก

ดวงตาโตช้อนมองผ่านขนตาเป็นแพหนาแต่อีกฝ่ายก็ไม่สนใจ เขาสวมส่วนหนึ่งของผ้าคลุมที่ถูกตัดเป็นหมวกลงบนศีรษะเธอแล้วจับมือเล็ก ๆ จูงพาเดินออกไปด้วยกัน

เซเรนเนียขมวดคิ้วอย่างฉุนนิด ๆ เมื่ออีกฝ่ายลากเธอมาอย่างนี้แต่แล้วเธอก็โกรธได้ไม่นาน ก็เขา...เดินช้าลงตั้งเยอะเพื่อให้เดินทันกันนี่นา...

 

ประตูไม้สีดำกรุกระจกถูกผลักออกไปอย่างรวดเร็ว สายลมเย็นพัดเข้ามาทำให้คนข้างในบ้านถึงกับต้องกอดตัวเองไว้ แวนด้าเดินไปปิดประตูก่อนที่จะแข็งตายกันหมดแล้วลอบมองผ่านกระจกใส สาวใช้คนอื่นเดินเข้ามามุงใกล้ ๆ

“นี่พี่แวนด้า ข้าว่านะ ตอนนี้คุณหนูคงกำลังมีความสุขมากแน่ ๆ ”

“นั่นสิ” ผู้เป็นพี่เลี้ยงของเด็กสาวตอบแผ่วเบา “ไม่ได้เจอคนพิเศษมานานเกือบสองปี ไม่ได้ยินเสียงพูด ไม่ได้เห็นหน้าเลยสักครั้ง นี่เจอหน้าแล้วไม่วิ่งเข้าไปกระโดดกอดก็นับว่าคุมตัวเองได้ดีแล้วนะเนี่ย...”

ผู้อภิบาลส่ายศีรษะแล้วเดินเข้าไปทำงานของตนเองต่อ สาวใช้วัยรุ่นยังคงปักหลักอยู่ตรงนั้น “หากเขาทำอะไรไม่ดีกับคุณหนูล่ะ”

“แหม” เพื่อนที่ยืนอยู่ด้วยเอ็ด “ผู้การรามิลไม่มีทางทำหรอกข้าเชื่อ ถึงทำก็ไม่มีโอกาสสำเร็จ”

“ทำไมล่ะ”

อีกฝ่ายยังไม่ทันตอบทั้งสองก็ได้เห็นร่างสีดำ ๆ ใหญ่ ๆ วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน สาวใช้ ๒ คนหันมองหน้ากันแล้วหัวเราะเบา ๆ เสียงเห่ากึ่งคำรามดังมาจากทางเดียวที่ทั้งสองไป

“ไม่ต้องตอบนะ” เธอว่า “ข้ารู้แล้วว่าถ้าท่านผู้การคิดจะทำจริงๆแล้วทำไมถึงไม่สำเร็จน่ะ”

แวนด้าได้ยินเด็กทั้งสองพูดกันแล้วก็อดขำไม่ได้

นั่นสินะ ทั้งๆที่ท่านผู้การเอาเฟนริลมาให้คุณหนูแท้ๆ  แต่มันกลับรักคนที่คอยดูแลมันมากกว่าคนที่ช่วยชีวิตเสียอีก... มิน่าเล่าท่านจอมพลถึงเดินจากไปเฉย ๆ โดยที่ปล่อยเฟนริลเอาไว้ตัวเดียว ท่านนี่...ร้ายเหลือ ไม่แพ้ลูก ๆ ทั้งสามคน

อย่างนี้จะเรียกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นหรือเชื้อไม่ทิ้งแถว จึงจะเหมาะควรกว่ากัน ?

จบบทที่ ๓

จากนี้อาจจะช้ายิ่งกว่าเดิม
จอโน้ตบุ๊ตแตก กร๊าก
เดี๋ยวสอยจอเจ้านายที่ออฟฟิศมษโพสต์นะฮะ //ผิดนะ

@annariae-cheri มันเป็นความแตกต่างของเพศที่แก้ไม่ได้จริงๆ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเป็นอย่างนี้นะ
@kumpa-cubic  มันพ้นเกณฑ์พรากผู้เยาว์มากขึ้นอีกนิด...
@styxx-a ฮา เฮียเขาเป็นคนโสดแห่งมหาชน
@jawika-fair ถ้าเป็นหนังคงมุมกล้องแซบเหมือนแข่งยานในสตาร์วอร์ส EP1
@firodendon  อ่านต่อโลด
penwings เฮียต้องการป้ายไฟค่ะ...

 

Comment

Comment:

Tweet

ตอนนี้อ่านทีไรฮาทุกที
ปล.รอการปรากฏตัวของ คาร์ลิซ คิดถึ๊งคิดถึง

#6 By Kp T (103.7.57.18|125.24.121.2) on 2012-10-25 22:34

สนใจติดต่อได้ที่ 0807977770 - 6 ,0828634313-6,0821988880-6 
http://holiday-palace.gclub-royal.com
http://ruby888.gclub-royal.com
http://royal1688.gclub-royal.com

#5 By pppppp (103.7.57.18|202.58.99.182) on 2012-09-01 18:52

ฮาประโยคสุดท้ายค่ะ กี่รอบ ๆ ก็ยังฮา
ชอบเฟนริลจริงค่ะ หมาอะไรน่ารักชะมัด ไม่เหมือนคุณด่างแถวบ้าน...

#4 By fairy-jawika on 2012-07-13 13:48

อือ...ผู้การคะ ในทางตัวเลข เจ็ดกะสิบเนี่ย
มันไม่ไกล๊ไม่ไกลเท่าไรนะคะ ผู้การขา...
จมเรือดไปเจ็ดลำเอ๊งงงง
อืม........sad smile

#3 By styxx on 2012-07-12 08:27

อย่างนี้จะเรียกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นหรือเชื้อไม่ทิ้งแถว จึงจะเหมาะควรกว่ากัน ?
ตอบ ทั้งสองอย่างค่ะ 555
ปล. พี่ตาลขา พิมพ์ตกหล่นค่ะbig smile
นายที่พามันมายู่กับคุณหนู...

#2 By Everine on 2012-07-11 21:56

"เป็นอะไรทาเนีย ผีเข้า หรือ ออกล่ะจ๊ะ"
อ่านแล้วขำพรืดทุกทีเลยค่ะ
cry
ทาเนียน่ารัก

#1 By Hydrangea on 2012-07-11 21:46