แต่งกับผียังดีกว่าแก
 
 
 
 
 

บทที่ 3

 

เสียงเข็มนาฬิกาดังชัด ในห้องที่เงียบ และสงัดราวไม่มีใครอยู่ หากทันทีที่ชายหนุ่มสัมผัสหน้าจอแทบเล็ทสีดำ เพลงพ็อพ-ร็อค คุ้นหู ก็ดังขึ้นมาเบา ๆ โดยที่เขายังไม่ละสายตาจากอุปกรณ์ชิ้นนั้น ด้วยกำลังอ่านอีเมลจากเพื่อนสนิท ซึ่งส่งภาพที่อีกฝ่ายไปถ่ายมาจากการทำงานให้เขาดู

ภาพทหารซึ่งเป็นชุดคุ้มครองครูสามจังหวัดชายแดนใต้

อภิวัฒน์นิ่งดูภาพเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงวางแทบเล็ทลงบนโต๊ะข้าง ๆ ปิดเสียงโทรทัศน์ เขากดโทรศัพท์ถึงปลายทางได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดรายชื่อและค้นหา เพราะเขาจำเบอร์ของอภิชญาได้ขึ้นใจอยู่แล้ว เพราะหมู่นี้ แม่และพี่สาวให้เขาโทรไปหาอีกฝ่ายบ่อย ๆ ซึ่งก็ไม่รู้จะโทรไปทำไม เขาไม่ได้นึกพิศวาสอะไรมันสักนิด

ชายหนุ่มรออยู่ครู่หนึ่ง เจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ถึงได้รับสาย

“โหล”

“เฮ้ย อ้อย”

“ไม มีไร โทรมาทำไม”

“มีธุระน่ะสิถึงโทรไป”

ชายหนุ่มมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือ เขาใส่โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกง เอาหูฟังบลูทูธเสียบไว้ที่หูข้างขวา ก่อนผ่านกลางบ้านหลังใหญ่ ซึ่งมีถ้วยชามหรูหราชวนเกะกะ เพื่อเดินไปที่ห้องครัว

“ธุระอะไร ว่ามา คนกำลังยุ่ง”

เขาได้ยินเสียงรถแล่นไปมา ดัง อื้ออึง และหนวกหู

“นี่แกอยู่ไหนวะ เสียงดังชะมัด”

“ตลาดสำเหร่” คนปลายสายตอบ “มีไรล่ะ”

“เออ คุณน้าให้โทรมาถามว่าแกจะเอาร่างตัวเองกลับบ้านเมื่อไหร่ แม่แกเค้าโกรธแกมาก ที่ลงไปใต้ไม่บอกเขาก่อน”

“ถ้าบอกจะได้ไปหรือไงวะ”

“ฉันก็รู้...” อภิวัฒน์ถอนใจ “แต่การที่แกหนีไปงี้ทำให้พ่อแม่ห่วงมันก็ไม่โสภานะเว้ย รู้ไหมว่าคุณน้ามาคุยกับฉันเรื่องงานแกกี่ทีแล้ว มันเสี่ยงเกินไปอันตรายเกินไป”

ชายหนุ่มเปิดประตูตู้เย็นหลังใหญ่ฝั่งที่เป็นตู้แช่ ก้มมองถ้วยใสสีขาวหกถ้วย ซึ่งบรรจุบางสิ่งที่เป็นสีขาวขุ่น เขาเรียงมันใส่ถาดที่หนีบติดมาด้วย เมื่อเขาปิดประตูตู้เย็น เดินตรงไปยังไอส์แลนด์...เคาน์เตอร์กลางห้องครัวที่ใหญ่และดูหรูหรากว่าห้องครัวในนิตยสารตกแต่งบ้าน แรงกระเพื่อมทำให้ของที่อยู่ในถ้วยสะท้อนตามจังหวะเดินเล็กน้อย ดูยืดหยุ่น นุ่มนิ่ม แต่ไม่เหลว

เป็นผลงานที่ดี

เขายิ้มอย่างพอใจ

“ก็ยังไม่เห็นเป็นอะไรนี่”

ผู้เป็นเพื่อนตอบ หลังจากนิ่งงันไปพักหนึ่ง จนคนฟังเกือบลืมไปแล้วว่ากำลังคุยโทรศัพท์กันอยู่

“อ้อย แกยังมีครอบครัวข้างหลังนะเว้ย ไม่ใช่ตัวคนเดียว พ่อแม่ก็แก่เฒ่าไปทุกที ทำไมชอบทำให้ห่วงด้วย”

“พ่อแม่ยังมีพี่ ๆ น่า”

“พี่ ๆ แกเขาก็แก่แล้ว มีลูกมีเต้าต้องเลี้ยงดู แล้วก็มีความรับผิดชอบต่อพ่อแม่เท่า ๆ กับแกแหละวะ”

อภิชญาอายุห่างกับพี่ ๆ มาก เป็นน้องคนเล็ก ที่ใคร ๆ ต่างให้อิสระ ตามใจ แม้เจ้าตัวยังไม่ถึงกับเสียนิสัย แต่นิสัยรั้นนั้นทำให้ทุกคนคร้านจะพูดด้วยในบางที

“ไอ้เอ ฉันก็มีชีวิตของฉัน มีอุดมการณ์ที่อยากทำให้สำเร็จก่อนที่จะแก่และตายห่าไป แกคิดว่าพอฉันอายุสี่ห้าสิบจะทำแบบนี้ได้เหรอวะ?”

จริงของมัน

“ใครจะไปติดกับแม่จั๋งหนับเหมือนแกล่ะไอ้เอ”

ไอ้...

เขาอยากด่า แต่ก็เถียงไม่ออก...

“ฉันรักงานนี้ ชอบงานนี้ มีความสุขดี ที่ฉันอาสาลงไปใต้ก็เพราะอยากจะลองไปมองที่นั่นด้วยสายตาคนนอกบ้าง ไม่ใช่ฟังแต่ข่าวที่ส่งออกมา อย่างน้อยได้เสนอความจริงบ้างก็ยังดี”

“ฉันรู้ว่าแกมีจุดหมายอื่น... แกหนีแม่ใช่ไหม? หนีเรื่องที่แม่ ๆ จะให้ฉันกับแกแต่งงานใช่หรือเปล่า”

“ก็ใช่”

นั่นไง...

“แต่ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกนะเว้ย! อยากทำงานเป็นหลัก เข้าใจไหม”

“เออ เข้าใจ” ชายหนุ่มใช้ช้อนตักขนมที่เรียกว่า ‘พันนาคอตต้า’ เข้าปาก ละเลียดรับรู้รสผ่านทุกส่วนของลิ้นอยู่ครู่ แล้วจึงพูดต่อ

“ที่ต้องหนีไปใต้เพราะไม่มีปัญญาหาแฟนงั้นสิ โถ... แย่นะ เสียใจด้วย แต่ไม่ต้องห่วง พอดีฉันมีแฟนแล้ว”

อภิวัฒน์กดตัดสายในทันที

อย่างน้อยก็มีเรื่องนี้ ที่เขาจะ ‘บลัฟ’ มันได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

ใช่ เขามีแฟนแล้ว

 

ไอ้เอมีแฟน !

ไอ้เอมีแฟน !

โกหก ตอแหล ปลิ้นปล้อน

เธอลงไปทำงานที่ใต้แค่ไม่กี่เดือน มันบังอาจตัดหน้าเธอได้

น้ำหน้าอย่างมันจะบังอาจมีแฟนไปก่อนเธอได้อย่างไรกัน ! มิหนำซ้ำ ยังมีหน้ามาเย้ยกันอีก


หญิงสาวเดินออกจากตลาดด้วยอารมณ์คุกรุ่น หมายใจจะเรียกแท็กซี่กลับห้อง เนื่องจากซื้อของเตรียมยัดไว้ในตู้เย็นเยอะเหลือเกิน เธอคิดว่าช่วง ๑ สัปดาห์ที่ได้หยุด ก็คงจะนอนจำศีล ไม่ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง ก็เล่นเกมไปตามเรื่อง หรือถ้าให้หรูหน่อยก็ไปดูหนังตามห้าง หรือถ้าไม่มีอะไรทำจริง ๆ ก็จะเรียกไอ้แพนมันออกไปหาอะไรกินด้วยกันก็ไม่เลว

อภิชญาถือของสองมือจนเรียกได้ว่าเต็มหอบ หลังก็สะพายเป้ใบใหญ่ ไหล่สะพายกระเป๋ากล้อง ดูเป็นภาพที่ใกล้เคียงกับคำว่าบ้าหอบฟางอย่างที่สุด ทำให้หลายคนแถวนั้นมองด้วยความประหลาดใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ทำหน้าเหมือนกำลังภาวนา อย่าให้เธอเดินมาเรียกใครคนใดคนหนึ่งไปส่ง

จู่ ๆ เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นจากด้านในซอย ไม่ไกลจากถนนใหญ่เท่าไหร่นัก

หญิงสาวแสร้งทำท่าจะไม่สนใจ...แต่ก็อดเหลือบไปดูไม่ได้ด้วยสัญชาตญาณ เธอเห็นคนวิ่งไปมุงกันตรงนั้นเป็นจุดเดียว ก่อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างคนหนึ่งจะเร่งกดโทรศัพท์มือถือของตนเอง และตะโกนกรอกลงไปด้วยเสียงดัง

“ตำรวจเหรอครับ ครับ ที่ตลาดครับ” คนพูดให้รายละเอียดสถานที่ต่อ ละล่ำละลัก เกือบ ๆ จะไม่ได้สติ ก่อนจะเอ่ยสาระของการสนทนาด้วยความร้อนรน “มีคนเมายามันจับเด็กเป็นตัวประกันครับ ! ”

ผู้ที่ฟังอยู่วิ่งไปที่แผงหนังสือใกล้เคียง วางถุงกับข้าวทั้งหมด รวมถึงเป้เอาไว้หน้าร้าน

“ป้า ฝากหน่อยนะ เดี๋ยวมา” หญิงสาวพูดเสร็จก็วิ่งไปหากลุ่มคนพร้อมกับกล้องคู่ชีพในทันที โดยลืมไปว่าที่ข้อมือของตนห้อยถุงพลาสติกใส่ถุงน้ำขิงร้อน ๆ ซึ่งเจาะหลอดดูดเรียบร้อยแล้วอยู่

บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ผู้คนที่มุงอยู่ห่าง ๆ ต่างหวาดกลัวกันทุกคน เพราะมีดที่ชายคนนั้นถือเอาไว้ยาวกว่า ๑๐ นิ้ว ดูใกล้จะเป็นดาบอยู่รอมร่อ เขากวัดแกว่งมันไปมาอย่างน่ากลัว พลางใช้ชี้หน้าคนที่เข้าใกล้ สลับกับวางทาบกับคอของเด็กชายผู้โชคร้าย

“พี่ ใจเย็น ๆ นะ มีอะไรคุยกันได้นะพี่” มอเตอร์ไซค์รับจ้างแถวนั้นพยายามชวนคนร้ายคุยไปเรื่อย ๆ เพื่อประวิงเวลาจนกว่าตำรวจจะมา “พี่มีปัญหาอะไรรึเปล่า ถ้าพวกผมช่วยได้บอกนะพี่นะ เดี๋ยวผมช่วย”

“มึงอย่ามาเสือก ! มึงจะมาช่วยอะไรได้ ไอ้พวกห่านี่บอกจะช่วยกู ๆ แล้วไหนล่ะ พอกูมีปัญหาจริง ๆ ไม่เห็นมีหมาที่ไหนมาช่วยกูสักคน !” เขาชี้มีดกราดใส่คนที่มุงอยู่ “ที่ตอนให้กูค้ำล่ะพูดจาดีสารพัด กูก็ช่วย แล้วพอกูมีปัญหาขอความช่วยเหลือไม่มีเหี้ยที่ไหนช่วยกูเลย แม่งจัญไรกันทั้งหมด คนแบบนี้ตายห่าแม่งให้หมดโลกเลย”

“เขาทำอะไรกับพี่ล่ะ ไหนลองเล่ามาหน่อยสิ เราจะได้ช่วยกันคิด”

“กูจะกู้เงิน ร้านกูต้องทำใหม่เพราะไฟมันไหม้ ธนาคารมันบอกว่าต้องหาคนค้ำ กูก็ไปขอให้ไอ้เหี้ยนั่นช่วย มันบอกมันทำไม่ได้ เดี๋ยวเสียเครดิตห่าอะไรไม่รู้” ดวงตาผู้พูดแดงก่ำ “ทีมาขอยืมเงินกูไปจ่ายค่าบอลก็ยังให้ พอกูไม่มีไม่ช่วยกู ไอ้ห่าพวกนี้แม่งจัญไร ! ”

เขาเอ่ยซ้ำไปซ้ำมา ด้วยถ้อยคำเดิม ๆ อย่างคับแค้นใจ

อภิชญาแหวกกลุ่มคนเข้าไปได้ไม่ยากนัก ใกล้ ๆ เธอเห็นหญิงวัยกลางคนกำลังยืนดูอยู่ หลายคนต่างคาดเดาสาเหตุไปต่าง ๆ นานา

“เมายาเหรอ ? ”

“ไม่หรอกมั้ง”

“เมายาสิ ไม่งั้นจะมาจับตัวประกันทำไม”

“ไม่เมาหรอกคุณน้า คนเมายาที่ไหนมันจะพูดลำดับความได้ขนาดนี้” อภิชญาอดไม่ได้เลยพูดออกไป มือก็ยกกล้องถ่ายไปด้วย สร้างความประหลาดใจให้วงสนทนา “คนเมายาน่ะนะ มันไม่พูดอะไรหรอก มันตะโกนห่าเหวอะไรเป็นช่วง ๆ ไม่มานั่งเล่นเกมเศรษฐีถามตอบแบบนี้หรอก แค่ให้เรียงลำดับเหตุการณ์มันยังทำไม่ได้ นี่แกเล่าเป็นคุ้งเป็นแคว น่าจะเครียดมากกว่า”

“แล้วหนูรู้ได้ไง”

“หนู...เจอมาหลายหนแล้ว”

พูดเสร็จเธอก็เดิน ลึกเข้าไปด้านในอีก กระทั่งไปยืนอยู่ด้านหลัง เยื้อง ๆ จากมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่กำลังชวนอีกฝ่ายคุยเพื่อบรรเทาความเครียด

อภิชญาระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ให้คนร้ายเห็นว่าเธอมีกล้อง เพราะคนพวกนี้หากเห็นอะไรผิดสังเกตเพียงนิด ก็มีสิทธิ์ที่จะคลุ้มคลั่งขึ้นมาได้ง่าย ๆ อย่างเช่น จู่ ๆ ก็มีตำรวจเข้ามา หรือมีคนแปลกหน้าเข้าใกล้ ก็อาจจะทำให้คลั่งขึ้นมาอีกได้ แล้วเมื่อนั้นคนที่เป็นอันตรายก็คื