แต่งกับผียังดีกว่าแก
 
 
 
 
 

บทที่ 3

 

เสียงเข็มนาฬิกาดังชัด ในห้องที่เงียบ และสงัดราวไม่มีใครอยู่ หากทันทีที่ชายหนุ่มสัมผัสหน้าจอแทบเล็ทสีดำ เพลงพ็อพ-ร็อค คุ้นหู ก็ดังขึ้นมาเบา ๆ โดยที่เขายังไม่ละสายตาจากอุปกรณ์ชิ้นนั้น ด้วยกำลังอ่านอีเมลจากเพื่อนสนิท ซึ่งส่งภาพที่อีกฝ่ายไปถ่ายมาจากการทำงานให้เขาดู

ภาพทหารซึ่งเป็นชุดคุ้มครองครูสามจังหวัดชายแดนใต้

อภิวัฒน์นิ่งดูภาพเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงวางแทบเล็ทลงบนโต๊ะข้าง ๆ ปิดเสียงโทรทัศน์ เขากดโทรศัพท์ถึงปลายทางได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดรายชื่อและค้นหา เพราะเขาจำเบอร์ของอภิชญาได้ขึ้นใจอยู่แล้ว เพราะหมู่นี้ แม่และพี่สาวให้เขาโทรไปหาอีกฝ่ายบ่อย ๆ ซึ่งก็ไม่รู้จะโทรไปทำไม เขาไม่ได้นึกพิศวาสอะไรมันสักนิด

ชายหนุ่มรออยู่ครู่หนึ่ง เจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ถึงได้รับสาย

“โหล”

“เฮ้ย อ้อย”

“ไม มีไร โทรมาทำไม”

“มีธุระน่ะสิถึงโทรไป”

ชายหนุ่มมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือ เขาใส่โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกง เอาหูฟังบลูทูธเสียบไว้ที่หูข้างขวา ก่อนผ่านกลางบ้านหลังใหญ่ ซึ่งมีถ้วยชามหรูหราชวนเกะกะ เพื่อเดินไปที่ห้องครัว

“ธุระอะไร ว่ามา คนกำลังยุ่ง”

เขาได้ยินเสียงรถแล่นไปมา ดัง อื้ออึง และหนวกหู

“นี่แกอยู่ไหนวะ เสียงดังชะมัด”

“ตลาดสำเหร่” คนปลายสายตอบ “มีไรล่ะ”

“เออ คุณน้าให้โทรมาถามว่าแกจะเอาร่างตัวเองกลับบ้านเมื่อไหร่ แม่แกเค้าโกรธแกมาก ที่ลงไปใต้ไม่บอกเขาก่อน”

“ถ้าบอกจะได้ไปหรือไงวะ”

“ฉันก็รู้...” อภิวัฒน์ถอนใจ “แต่การที่แกหนีไปงี้ทำให้พ่อแม่ห่วงมันก็ไม่โสภานะเว้ย รู้ไหมว่าคุณน้ามาคุยกับฉันเรื่องงานแกกี่ทีแล้ว มันเสี่ยงเกินไปอันตรายเกินไป”

ชายหนุ่มเปิดประตูตู้เย็นหลังใหญ่ฝั่งที่เป็นตู้แช่ ก้มมองถ้วยใสสีขาวหกถ้วย ซึ่งบรรจุบางสิ่งที่เป็นสีขาวขุ่น เขาเรียงมันใส่ถาดที่หนีบติดมาด้วย เมื่อเขาปิดประตูตู้เย็น เดินตรงไปยังไอส์แลนด์...เคาน์เตอร์กลางห้องครัวที่ใหญ่และดูหรูหรากว่าห้องครัวในนิตยสารตกแต่งบ้าน แรงกระเพื่อมทำให้ของที่อยู่ในถ้วยสะท้อนตามจังหวะเดินเล็กน้อย ดูยืดหยุ่น นุ่มนิ่ม แต่ไม่เหลว

เป็นผลงานที่ดี

เขายิ้มอย่างพอใจ

“ก็ยังไม่เห็นเป็นอะไรนี่”

ผู้เป็นเพื่อนตอบ หลังจากนิ่งงันไปพักหนึ่ง จนคนฟังเกือบลืมไปแล้วว่ากำลังคุยโทรศัพท์กันอยู่

“อ้อย แกยังมีครอบครัวข้างหลังนะเว้ย ไม่ใช่ตัวคนเดียว พ่อแม่ก็แก่เฒ่าไปทุกที ทำไมชอบทำให้ห่วงด้วย”

“พ่อแม่ยังมีพี่ ๆ น่า”

“พี่ ๆ แกเขาก็แก่แล้ว มีลูกมีเต้าต้องเลี้ยงดู แล้วก็มีความรับผิดชอบต่อพ่อแม่เท่า ๆ กับแกแหละวะ”

อภิชญาอายุห่างกับพี่ ๆ มาก เป็นน้องคนเล็ก ที่ใคร ๆ ต่างให้อิสระ ตามใจ แม้เจ้าตัวยังไม่ถึงกับเสียนิสัย แต่นิสัยรั้นนั้นทำให้ทุกคนคร้านจะพูดด้วยในบางที

“ไอ้เอ ฉันก็มีชีวิตของฉัน มีอุดมการณ์ที่อยากทำให้สำเร็จก่อนที่จะแก่และตายห่าไป แกคิดว่าพอฉันอายุสี่ห้าสิบจะทำแบบนี้ได้เหรอวะ?”

จริงของมัน

“ใครจะไปติดกับแม่จั๋งหนับเหมือนแกล่ะไอ้เอ”

ไอ้...

เขาอยากด่า แต่ก็เถียงไม่ออก...

“ฉันรักงานนี้ ชอบงานนี้ มีความสุขดี ที่ฉันอาสาลงไปใต้ก็เพราะอยากจะลองไปมองที่นั่นด้วยสายตาคนนอกบ้าง ไม่ใช่ฟังแต่ข่าวที่ส่งออกมา อย่างน้อยได้เสนอความจริงบ้างก็ยังดี”

“ฉันรู้ว่าแกมีจุดหมายอื่น... แกหนีแม่ใช่ไหม? หนีเรื่องที่แม่ ๆ จะให้ฉันกับแกแต่งงานใช่หรือเปล่า”

“ก็ใช่”

นั่นไง...

“แต่ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกนะเว้ย! อยากทำงานเป็นหลัก เข้าใจไหม”

“เออ เข้าใจ” ชายหนุ่มใช้ช้อนตักขนมที่เรียกว่า ‘พันนาคอตต้า’ เข้าปาก ละเลียดรับรู้รสผ่านทุกส่วนของลิ้นอยู่ครู่ แล้วจึงพูดต่อ

“ที่ต้องหนีไปใต้เพราะไม่มีปัญญาหาแฟนงั้นสิ โถ... แย่นะ เสียใจด้วย แต่ไม่ต้องห่วง พอดีฉันมีแฟนแล้ว”

อภิวัฒน์กดตัดสายในทันที

อย่างน้อยก็มีเรื่องนี้ ที่เขาจะ ‘บลัฟ’ มันได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

ใช่ เขามีแฟนแล้ว

 

ไอ้เอมีแฟน !

ไอ้เอมีแฟน !

โกหก ตอแหล ปลิ้นปล้อน

เธอลงไปทำงานที่ใต้แค่ไม่กี่เดือน มันบังอาจตัดหน้าเธอได้

น้ำหน้าอย่างมันจะบังอาจมีแฟนไปก่อนเธอได้อย่างไรกัน ! มิหนำซ้ำ ยังมีหน้ามาเย้ยกันอีก


หญิงสาวเดินออกจากตลาดด้วยอารมณ์คุกรุ่น หมายใจจะเรียกแท็กซี่กลับห้อง เนื่องจากซื้อของเตรียมยัดไว้ในตู้เย็นเยอะเหลือเกิน เธอคิดว่าช่วง ๑ สัปดาห์ที่ได้หยุด ก็คงจะนอนจำศีล ไม่ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง ก็เล่นเกมไปตามเรื่อง หรือถ้าให้หรูหน่อยก็ไปดูหนังตามห้าง หรือถ้าไม่มีอะไรทำจริง ๆ ก็จะเรียกไอ้แพนมันออกไปหาอะไรกินด้วยกันก็ไม่เลว

อภิชญาถือของสองมือจนเรียกได้ว่าเต็มหอบ หลังก็สะพายเป้ใบใหญ่ ไหล่สะพายกระเป๋ากล้อง ดูเป็นภาพที่ใกล้เคียงกับคำว่าบ้าหอบฟางอย่างที่สุด ทำให้หลายคนแถวนั้นมองด้วยความประหลาดใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ทำหน้าเหมือนกำลังภาวนา อย่าให้เธอเดินมาเรียกใครคนใดคนหนึ่งไปส่ง

จู่ ๆ เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นจากด้านในซอย ไม่ไกลจากถนนใหญ่เท่าไหร่นัก

หญิงสาวแสร้งทำท่าจะไม่สนใจ...แต่ก็อดเหลือบไปดูไม่ได้ด้วยสัญชาตญาณ เธอเห็นคนวิ่งไปมุงกันตรงนั้นเป็นจุดเดียว ก่อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างคนหนึ่งจะเร่งกดโทรศัพท์มือถือของตนเอง และตะโกนกรอกลงไปด้วยเสียงดัง

“ตำรวจเหรอครับ ครับ ที่ตลาดครับ” คนพูดให้รายละเอียดสถานที่ต่อ ละล่ำละลัก เกือบ ๆ จะไม่ได้สติ ก่อนจะเอ่ยสาระของการสนทนาด้วยความร้อนรน “มีคนเมายามันจับเด็กเป็นตัวประกันครับ ! ”

ผู้ที่ฟังอยู่วิ่งไปที่แผงหนังสือใกล้เคียง วางถุงกับข้าวทั้งหมด รวมถึงเป้เอาไว้หน้าร้าน

“ป้า ฝากหน่อยนะ เดี๋ยวมา” หญิงสาวพูดเสร็จก็วิ่งไปหากลุ่มคนพร้อมกับกล้องคู่ชีพในทันที โดยลืมไปว่าที่ข้อมือของตนห้อยถุงพลาสติกใส่ถุงน้ำขิงร้อน ๆ ซึ่งเจาะหลอดดูดเรียบร้อยแล้วอยู่

บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ผู้คนที่มุงอยู่ห่าง ๆ ต่างหวาดกลัวกันทุกคน เพราะมีดที่ชายคนนั้นถือเอาไว้ยาวกว่า ๑๐ นิ้ว ดูใกล้จะเป็นดาบอยู่รอมร่อ เขากวัดแกว่งมันไปมาอย่างน่ากลัว พลางใช้ชี้หน้าคนที่เข้าใกล้ สลับกับวางทาบกับคอของเด็กชายผู้โชคร้าย

“พี่ ใจเย็น ๆ นะ มีอะไรคุยกันได้นะพี่” มอเตอร์ไซค์รับจ้างแถวนั้นพยายามชวนคนร้ายคุยไปเรื่อย ๆ เพื่อประวิงเวลาจนกว่าตำรวจจะมา “พี่มีปัญหาอะไรรึเปล่า ถ้าพวกผมช่วยได้บอกนะพี่นะ เดี๋ยวผมช่วย”

“มึงอย่ามาเสือก ! มึงจะมาช่วยอะไรได้ ไอ้พวกห่านี่บอกจะช่วยกู ๆ แล้วไหนล่ะ พอกูมีปัญหาจริง ๆ ไม่เห็นมีหมาที่ไหนมาช่วยกูสักคน !” เขาชี้มีดกราดใส่คนที่มุงอยู่ “ที่ตอนให้กูค้ำล่ะพูดจาดีสารพัด กูก็ช่วย แล้วพอกูมีปัญหาขอความช่วยเหลือไม่มีเหี้ยที่ไหนช่วยกูเลย แม่งจัญไรกันทั้งหมด คนแบบนี้ตายห่าแม่งให้หมดโลกเลย”

“เขาทำอะไรกับพี่ล่ะ ไหนลองเล่ามาหน่อยสิ เราจะได้ช่วยกันคิด”

“กูจะกู้เงิน ร้านกูต้องทำใหม่เพราะไฟมันไหม้ ธนาคารมันบอกว่าต้องหาคนค้ำ กูก็ไปขอให้ไอ้เหี้ยนั่นช่วย มันบอกมันทำไม่ได้ เดี๋ยวเสียเครดิตห่าอะไรไม่รู้” ดวงตาผู้พูดแดงก่ำ “ทีมาขอยืมเงินกูไปจ่ายค่าบอลก็ยังให้ พอกูไม่มีไม่ช่วยกู ไอ้ห่าพวกนี้แม่งจัญไร ! ”

เขาเอ่ยซ้ำไปซ้ำมา ด้วยถ้อยคำเดิม ๆ อย่างคับแค้นใจ

อภิชญาแหวกกลุ่มคนเข้าไปได้ไม่ยากนัก ใกล้ ๆ เธอเห็นหญิงวัยกลางคนกำลังยืนดูอยู่ หลายคนต่างคาดเดาสาเหตุไปต่าง ๆ นานา

“เมายาเหรอ ? ”

“ไม่หรอกมั้ง”

“เมายาสิ ไม่งั้นจะมาจับตัวประกันทำไม”

“ไม่เมาหรอกคุณน้า คนเมายาที่ไหนมันจะพูดลำดับความได้ขนาดนี้” อภิชญาอดไม่ได้เลยพูดออกไป มือก็ยกกล้องถ่ายไปด้วย สร้างความประหลาดใจให้วงสนทนา “คนเมายาน่ะนะ มันไม่พูดอะไรหรอก มันตะโกนห่าเหวอะไรเป็นช่วง ๆ ไม่มานั่งเล่นเกมเศรษฐีถามตอบแบบนี้หรอก แค่ให้เรียงลำดับเหตุการณ์มันยังทำไม่ได้ นี่แกเล่าเป็นคุ้งเป็นแคว น่าจะเครียดมากกว่า”

“แล้วหนูรู้ได้ไง”

“หนู...เจอมาหลายหนแล้ว”

พูดเสร็จเธอก็เดิน ลึกเข้าไปด้านในอีก กระทั่งไปยืนอยู่ด้านหลัง เยื้อง ๆ จากมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่กำลังชวนอีกฝ่ายคุยเพื่อบรรเทาความเครียด

อภิชญาระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ให้คนร้ายเห็นว่าเธอมีกล้อง เพราะคนพวกนี้หากเห็นอะไรผิดสังเกตเพียงนิด ก็มีสิทธิ์ที่จะคลุ้มคลั่งขึ้นมาได้ง่าย ๆ อย่างเช่น จู่ ๆ ก็มีตำรวจเข้ามา หรือมีคนแปลกหน้าเข้าใกล้ ก็อาจจะทำให้คลั่งขึ้นมาอีกได้ แล้วเมื่อนั้นคนที่เป็นอันตรายก็คือตัวประกันที่คนร้ายจับเอาไว้

เวลาผ่านไปนานแต่ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรจนเธอรู้สึกแปลก ๆ หญิงสาวยกนาฬิกาขึ้นมาดูและพบว่าผ่านไปกว่า ๑๕ นาทีแล้ว

เธอหมุนกระบอกเลนส์ตัวเก่ง ที่มี ‘ช่วง’ ของการใช้งานที่ซูมได้มากกว่าปกติเล็กน้อย เธอมองผ่านวิวไฟน์เดอร์ เห็นหน้าของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งต่างกระจายตัวกันออกไปรอบ ๆ ระหว่างนั้นเธอก็เห็นตำรวจในเครื่องแบบขับรถเข้ามาจอดอยู่ห่าง ๆ และวางกำลังล้อมเอาไว้ โดยมีคนแต่งตัวธรรมดาที่เข้ามาพร้อมกันหลายคน แทรกซึมเข้ามาในวงล้อมอย่างเงียบ ๆ

ถ้าคาดการณ์ไม่ผิดน่าจะเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ

“พี่มีอะไรรึเปล่า ไหนลองเล่าซิ”

“เล่าห่าอะไร เมื่อกี้พวกมึงก็ให้กูเล่าไปแล้วหนนึง ! ถามกันเองสิ !”

อภิชญาเกือบหลุดขำ จริงของเขา ทำไมไม่ถามคนที่อยู่ก่อนล่ะว่าคุยหรือทำอะไรไปบ้างแล้ว จะได้ไม่ทำซ้ำยั่วโมโหคนร้ายเข้าไปอีก

 

[ครึ่งหลัง]


“แหมพี่ ผมหมายถึงรายละเอียดน่ะ พี่ทำงานอะไร ชื่ออะไร จะได้ช่วยถูก แค่เรื่องที่พี่เล่าเมื่อกี้ผมรู้แล้ว ได้ยินอยู่” อันที่จริงน่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างด้านหลังมากกว่าที่เล่าให้คนมาใหม่ฟัง “พี่ใจเย็น ๆ นา เศรษฐกิจมันตกสะเก็ด มันก็เป็นกันทั้งโลกอะพี่ เราก็เครียดกันทุกคนแหละ แต่เดี๋ยวรัฐบาลเขาก็แก้ได้”

“แก้ห่าอะไร ! มันจะแก้อะไรได้ เห็นแม่งกัดกันเองอยู่ตลอด เบื่อโว้ย กูเลิกฟังข่าวไปนานแล้ว เบื่อนักการเมือง เบื่อการเมือง ! ”

“เฮ้ย ไม่หรอกม้าง เขาคงใส่ใจแก้ไขปัญหาอยู่บ้าง”

“ถ้าแก้ได้จริง พวกเงินกู้นอกระบบมันจะมีเยอะขนาดนี้รึไง ! ”

ไม่เพียงไม่เถียง หากอภิชญายังเห็นชาวบ้านหลายคนเห็นพ้องตามที่คนร้ายตะโกนกลับมาเสียด้วยซ้ำ

“นั่นสิ ผมนี่ก็ลืมนึกไป เออ ว่าแต่พี่หิวน้ำไหม ผมเอาน้ำส่งให้ไหม”

“อย่า กูรู้ เดี๋ยวพวกมึงต้องใส่ยานอนหลับเอาไว้ กูไม่แดกของพวกมึงหรอก ! ”

“งั้นผมเอาแบบปิดขวดมาให้ก็ได้เอาไหม”

“ที่มันหลอกรูดทรัพย์เอาเงินกันที่ขนส่งมันยังเอาเข็มเจาะใต้กระป๋องโค้กได้เลย แค่น้ำเปล่าขวดพลาสติกทำไมมึงจะเอายานอนหลับฉีดให้กูไม่ได้ ! ”

อภิชญาค่อนข้างแน่ใจว่าคนร้ายไม่ได้เมายาแน่นอน หากเครียดจากเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ จนเส้นด้ายที่เป็นสติสัมปชัญญะเส้นสุดท้ายขาดผึง

“งั้นพี่อยากได้อะไรรึเปล่าล่ะ”

“กูอยากเจอเมียกับลูก” เขาเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง “กูคิดถึงเมียกับลูก มันหอบเอาลูกหนีกูไป ทั้งที่กูบอกแล้วว่ายังไงก็จะพยายามให้เปิดร้านได้อีกครั้งมันก็ไม่เชื่อใจกู”

“เขาอาจจะไม่อยากให้พี่รู้สึกว่าตัวเขากับลูกเป็นภาระก็ได้นะ” คนเจรจาลองพูดให้อีกฝ่ายคิด “พี่ลองคิดดูสิ ว่าระหว่างที่พี่กำลังทำร้านน่ะ มันก็ต้องใช้เงินเยอะใช่ไหม แล้วถ้าเขากับลูกยังอยู่ด้วย นั่นหมายความว่าพี่ต้องหาเงินมาเลี้ยงเพิ่มอีกตั้งสองคนแน่ะ ถ้าเขากลับไปอยู่บ้านแม่ เมียพี่เขาก็ช่วยทำงานด้วย แล้วก็เอาหลานให้แม่ยายพี่เลี้ยงไง อีกไม่นานเขาก็ติดต่อพี่มาเองแหละ แล้วนี่พี่ไม่คิดหรือว่าเด็กที่พี่จับอยู่เขาจะไม่ได้มีพ่อที่รักและห่วงลูกเหมือนพี่น่ะ”

คนร้ายดูทีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด อภิชญาเลยกดชัตเตอร์ไปอีกหลายภาพ ระหว่างนั้นก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงรอบ ๆ เมื่อชาวบ้านด้านหลังห่างออกไป แทนที่ด้วยคนอีกกลุ่มหนึ่งและตำรวจในเครื่องแบบที่อยู่วงนอก เธอเห็นหลายคนเอานิ้วแตะที่หูฟังอยู่ครู่ใหญ่ บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบ เหลือเพียงเสียงรถจากถนนใหญ่เท่านั้นที่ดังเข้ามา

ทันใด ! ตำรวจก็พุ่งเข้าจับตัวคนร้ายเอาไว้

อภิชญายกกล้องขึ้นเหนือหัวจับภาพวินาทีสำคัญ นั่นทำให้เธอรู้สึกว่าที่ข้อมือห้อยถุงน้ำขิงเอาไว้ เธอจึงหดมือลงมาเพื่อปลดถุงน้ำขิงออก ตั้งใจว่าจะหาที่ทิ้งแต่หาไม่ได้ จึงต้องถือเอาไว้และกดชัตเตอร์รัวไม่ยั้ง

ตัวประกันถูกแยกไปอีกทาง เด็กน้อยร้องไห้จ้าเมื่อโผเข้าอ้อมกอดของแม่และพ่อ ซึ่งเปิดร้านขายไอศกรีมอยู่ในตลาด หญิงสาวบันทึกภาพนั้นเอาไว้ด้วยความโล่งอก จนไม่ทันได้สังเกตว่ามีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีกทางหนึ่ง

คนร้ายซึ่งมีแรงมากกว่าที่คิดสะบัดตำรวจซึ่งจับกุมอยู่หลุดไปได้ เขาคว้ามีดเล่มเล็กที่เหน็บไว้ตรงเอวออกมาถือไว้อย่างน่ากลัวว่าจะแทงใครเข้า และจู่ ๆ คนคลั่งผู้นั้นพลันพุ่งตรงมาหาเธอ

อภิชญาเบี่ยงตัวหลบ

คล้ายว่ากล้องที่สะพายไว้ข้างตัวถูกอีกฝ่ายกระแทก ทำให้มันโดนมาถึงเธอด้วย ในจังหวะเดียวกันนั้นเองหญิงสาวสบโอกาสจึงยื่นขาไปขัด ชายคลั่งล้มลงไปกับพื้น และก่อนที่คนจะกรูเข้ามาเธอก็เขวี้ยงถุงน้ำขิงร้อน ๆ ใส่อีกฝ่าย ซึ่งมันก็ได้ผลทำให้คนร้ายปล่อยมีดทิ้งลงพื้นและตำรวจก็วิ่งเข้ามากลุ้มรุมเขาอีกครั้ง โดยไม่ลืมจะใส่กุญแจมือในทันที

“คุณเป็นอะไรมากไหม” ตำรวจนอกเครื่องแบบคนหนึ่งเข้ามาถาม

“ไม่เป็นอะไร ไปดูทางโน้นเถอะค่ะ”

อภิชญารู้สึกเจ็บแปลบที่สีข้าง คงเพราะเมื่อครู่คนร้ายกระแทกเธอเข้าอย่างจัง ทำให้กล้องที่ห้อยอยู่กดลงเนื้ออย่างแรงจึงทำให้รู้สึกเจ็บ และวันพรุ่งนี้มันก็คงเขียวเป็นจ้ำอีกแน่ หญิงสาวกังวลแต่ว่ากล้องจะเป็นอะไรมากไหม ด้วยเมื่อครู่เหมือนมีอะไรแฉลบกล้องไป ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นคมมีด

แล้วเธอก็ได้เห็นรอยบากเป็นทางยาวที่ด้านขวาของกล้อง

“กรี๊ด ดอยสามลี้ลูกแม่ โธ่ มิ้มคนสวย หนูมีรอยแผลบากเลย”

เธอเผลอร้องดังด้วยความตกใจ จนคนแถวนั้นมองด้วยสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น และ ‘มิ้ม’ ที่ว่าคือใคร

“โธ่...เข้าศูนย์ก็ไม่หายมั้งเนี่ยลูก...” อภิชญาลูบแผลที่ลูกรัก พลางรู้สึกวิงเวียน

หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยความสงสัย...

แค่กล้องโดนแฉลบเป็นแผลแต่ไม่ได้เสียหายที่ระบบจนใช้การไม่ได้ เธอไม่น่าจะเซนสิทีฟขนาดรู้สึกเวียนหัวอยากเป็นลม

ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ท้องเกิดขึ้นอีกครั้ง ทำให้นึกได้ว่าเธออยู่กับเหตุการณ์นี้มาครู่ใหญ่ จนเลยเวลาทานยาโรคกระเพาะไปเสียแล้ว หญิงสาวยกมือกดหวังจะระงับความปวดเหมือนที่ทำเป็นปกติ แต่เธอก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกถึงของเหลวที่ติดอยู่ที่มือ

“หนู เมื่อกี้เป็นอะไรรึเปล่า” ตำรวจในเครื่องแบบนายหนึ่งเข้ามาถาม “เห็นร้องเสียงดังเชียว อ้าว กล้องเป็นรอย นี่หนูเป็นนักข่าวเหรอ”

“ค่ะดาบ หนูเป็นนักข่าวอาชญากรรม” เขารู้สึกว่าใบหน้าของเธอซีดเผือด “แต่ตอนนี้ดาบช่วยหนูอย่างสิคะ”

“เอาสิ” เขาตอบทันทีโดยไม่หันมามอง

“เหมือนท้องหนูจะเป็นรู ดาบส่งโรงพยาบาลให้ที...”

“เฮ้ย หนู” นายดาบร้องลั่นเมื่อร่างสูงของอีกฝ่ายเอนใส่ตนเอง

ทันทีที่กล้องตัวใหญ่ซึ่งห้อยอยู่เลื่อนออก เขาก็เห็นเลือดสีแดงชุ่มเสื้อยืดสีขาวตัวใน และเสื้อยีนที่อีกฝ่ายสวมทับเอาไว้ก็ขาดเป็นรอยมีดชัดเจน

“เฮ้ย เอารถมา เอารถไปโรงพยาบาลทหารเรือตรงนี้เลย มีคนบาดเจ็บ ! ”

 

นายทหารรักษาการณ์ในชุดสีกากีรุดไปกันรถก่อน ทั้งที่สัญญาณไฟจราจรของสามแยกหน้าโรงพยาบาล ยังไม่บอกให้รถจากทางตลาดสำเหร่ออกตัวได้ เพราะเมื่อครู่เขาได้รับวิทยุแจ้งมาว่ามีคนเจ็บฉุกเฉินจากเหตุคนคลั่งจับตัวประกัน เขาเห็นรถเปิดไซเรนอยู่ไม่ไกลนักจึงสั่งหยุดรถในทันทีเพื่อเปิดทางให้

รถกระบะในราชการตำรวจหักเลี้ยวเข้าโรงพยาบาลด้วยความรวดเร็ว พลขับสาวพวงมาลัยรวดเร็วอีกครั้ง เพื่อวนไปส่งคนไข้หน้าตึกฉุกเฉินที่ไม่ไกลจากปากทางเข้านัก พยาบาลและแพทย์ประจำเวรห้องฉุกเฉินกรูกันเข้ามาดู บุรุษพยาบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยกันยกคนไข้วางลงบนเตียงฉุกเฉินอย่างระมัดระวัง ก่อนตรวจอาการเบื้องต้นและรุดเข็นเข้าห้องผ่าตัดในทันที

“คุณคะ ได้ยินไหมคะ”

อภิชญารู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในความฝัน แต่ก็ตอบไปด้วยเสียงแผ่วเบา

“ดีค่ะ คุณได้ยินนะคะ คุณชื่ออะไรคะ? ”

เธอตอบชื่อและนามสกุลตัวเองไป แถมพ่วงด้วยชื่อเล่นและไม่ลืมบอกว่าจริง ๆ เรียกออยดีกว่าอ้อย จะเป็นพระคุณอย่างสูง

“ค่ะ คุณออยนะคะ มีเบอร์ติดต่อคนรู้จักไหมคะ”

เธอบอกไปว่าอยู่ในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งอยู่ในกระเป๋ากล้อง แล้วเธอก็ไม่ลืมจะบอกพยาบาลว่าฝากของเอาไว้กับร้านขายหนังสือพิมพ์หน้าตลาด รบกวนให้ใครเอามาด้วย

“ของของคนไข้ กระเป๋ากล้องน่ะ โทรศัพท์มือถือโทรหาที่บ้าน”

หญิงสาวแย้งไปทันทีว่าให้โทรหารายชื่อที่เม็มเอาไว้ว่า ‘ไอ้เอ’ อย่าเพิ่งโทรบอกที่บ้าน

“ค่ะ โทรหาคุณเอนะคะ” พยาบาลรับคำก่อนหันไปสั่ง “เดี๋ยวหารายชื่อเอแล้วโทรแจ้งด้วย”

อภิชญาพูดเสียงดังขึ้นอีกหน่อย เอ่ยหมายเลขรหัสเปิดเครื่อง ก่อนย้ำว่าต้อง ‘ไอ้เอ’ เอเฉย ๆ หาไม่เจอแน่ ๆ พยาบาลจึงเข้าใจ

แล้วสติก็ดับวูบไปอีกหน

เธอลืมตาขึ้นมาพบตัวเองอยู่ในห้องหนึ่งที่บรรยากาศไม่สู้ดีนัก กลิ่นยาชวนให้รู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด ใครหลายคนรุมล้อมรอบตัวเธอ ด้านบนมีโป๊ะไฟใหญ่ที่มีไฟหลายดวงส่องลงมาทำให้เธอแสบตา พานให้นึกถึงฉากที่สกัลล์ลี่ นางเอกซีรีส์ The X-files ถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไปทดลอง

แต่นี่ไม่ใช่...ในสติเลือนรางเธอรู้ว่าตัวเองอยู่ในห้องผ่าตัด

“ความดันปกติ การเต้นหัวใจปกติครับ”

“ดี วิสัญญีเตรียมให้ยาสลบคนไข้ด้วยครับ” เสียงทุ้มเด็ดขาดสั่ง...แต่ฟังแล้วดูนุ่มนวลอยู่ในที

อภิชญาพยายามบ่ายหน้าไปพูด ทำให้เขายกมือห้ามผู้ที่อยู่เหนือหัวนอนของเธอ

“มีอะไรรึเปล่าครับ”

เขาถามด้วยเสียงอ่อนโยน แม้จะเหมือนอยู่ในม่านหมอก หากดวงตาที่ปรากฏเบื้องหลังใบหน้าที่ถูกผ้าสีเขียวปิดเอาไว้ มันสวยจนเธอไม่อยากหลับตา

“คุณมีอะไรจะพูดรึเปล่าครับ ถ้าไม่มีหลังจากทำความสะอาดบาดแผลเสร็จ ผมจะได้เริ่มผ่าตัด คุณเสียเลือดมาก อวัยวะภายในฉีกขาด แค่เล็กน้อย แต่ไม่เป็นไรครับ ถึงมือหมอแล้วไม่ต้องห่วง”

พูดเสร็จเขาก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงคนไข้แผ่วเบาและขาดเป็นห้วง ผู้เป็นแพทย์ก้มลงใกล้ ๆ หากจังหวะนั้นคนที่นอนอยู่บนเตียงผ่าตัดก็รวบรวมกำลังเอ่ยด้วยเสียงที่ดังพอจะได้ยินทั่วทั้งห้องผ่าตัด

“คุณหมอ...เย็บสวย ๆ นะคะ ฉัน...”

เธอสูดหายใจยาวก่อนเอ่ยออกไปด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่ยังพอเหลือ

“ฉันยังอยากใส่บิกินี่อยู่”

“บิกินี่ ? ”

ดวงตาของผู้ที่ยืนอยู่ใกล้เบิกกว้าง พลางมองคนไข้ที่ไม่เอ่ยอะไรอีก

ไม่นานนักจังหวะเร่งรีบของห้องผ่าตัดจึงกลับมาในห้วงความคิดอีกครั้ง เขาสั่งให้ชายที่ยืนชิดหัวเตียงทำงานของตนเอง หน้ากากออกซิเจนถูกวางแนบกับใบหน้าอีกหน วิสัญญีแพทย์ผู้มีหน้าที่วางยาสลบจ้องหน้าจอแสดงการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ด้วยความตั้งใจ เจ้าหน้าที่ต่างเร่งมือด้วยความละเอียดรอบคอบ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยชีวิตของคนไข้ที่อยู่ตรงหน้า มีเพียงผู้ที่เป็นศัลยแพทย์เท่านั้นที่ขมวดคิ้ว ครุ่นคิดถึงเรื่องเมื่อครู่ ก่อนจะสลัดมันทิ้งไป และตั้งสมาธิกับการทำงานเบื้องหน้าของตนเอง

แต่เขาก็บอกตัวเองว่าอย่างไรก็คงไม่ลืมแน่... ‘เย็บให้สวย ๆ ยังอยากใส่บิกินี่’

เป็นหมอมาหลายปี เพิ่งเคยเจอคนไข้บอกเหตุผลนี้ก่อนสลบเป็นหนแรกนี่ละ !

 

- - จบบทที่ 3 - -

 

@kumpa-cubic ฮา ต้องดูต่อไปค่ะ
@farlyanar ก๊าก พูดได้ดี
@styxx-a นั่นสิคะ ส่งมาให้ดิฉันเถอะ ยังไม่เคยได้เลย เอามาาาาา
@charot อ่านต่อเลยค่า

 

Comment

Comment:

Tweet

ตอน 3 ที่รอคอย cry  ชอบตอนออยกับเอคุยกันจังเลย ดูเป็นธรรมชาติ
ฮาตรงดอยสามลี้ ดีสามร้อยด้วยค่ะ เป็นเราก็ห่วงกล้องเหมือนกัน หุหุหุ open-mounthed smile

#6 By No-R...overdose on 2013-03-29 21:55

มาอ่านรวบครึ่งแรกครึ่งหลังเลยนะคะ sad smile
"อยากใส่บิกินี่"  ได้ยินคำนี้ทีไรก็นึกถึงอ้อยทุกที //ว่าแล้วก็วิ่งไปปั่นบิกินี่ฟีเวอร์ดีกว่า
ฮาตรงบิกินี่ทุกครั้งที่ได้อ่านconfused smile  คุณคนร้ายนี่ รอบคอบใช้ได้เลยนะคะนี่ แหม่ อ่านแล้วนึกถึงเอาเตามาตั้งเผามันให้คนร้ายดู (เอ๊ะ นั่นมันบทเพลงฯsad smile )

#4 By Everine on 2013-03-26 22:11

สิ่งสุดท้ายที่อยู่ในอนุสติ...เป็นตัวนำทางเราไป...
อย่างนี้นางเอกเราไม่พุ่งไปหาบิกินี่เร้อ !!

แต่เข้าใจ(?)นะ....ดังนั้น สู้ๆนะคะหมอ

#3 By styxx on 2013-03-26 19:00

ไม่ได้อ่านตั้งนานกลับมาก็ยังอมยิ้มได้เหมือนเดิม 

#2 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2013-03-25 20:03

ครึ่งแรกที่รอคอย cry 
ขำคนเมายา นั่นสิ จะให้เล่าซ้ำทำไม ๕๕

#1 By S.Sasi on 2013-03-11 16:59