แต่งกับผียังดีกว่าแก
 

 

บทที่ 4

 

 

อภิวัฒน์เพิ่งจะนำพันนาคอตต้าไปเสิร์ฟแม่และพี่สาวเสร็จ ตอนที่ได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขที่ไม่คุ้นเคย

‘เอ่อ...คุณ ไอ้เอ ใช่ไหมครับ’

คนแปลกหน้าเรียกเขาเช่นนี้งั้นเรอะ ?

‘ผม ดาบตำรวจเอกชัย โรงพักบุคคโลนะครับ จะโทรมาแจ้งว่า คุณอภิชญาเพื่อนของคุณ ได้รับบาดเจ็บ ขณะนี้อยู่ที่โรงพยาบาลครับ’

เขาไม่ใช่คนที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆ จึงซักตำรวจกลับไปหลายข้อ เกี่ยวกับอภิชญา และพบว่าเรื่องที่เขาแจ้งมานั้น เป็นเรื่องจริง

อภิวัฒน์จึงรุดไปโรงพยาบาล

ขณะที่รถติดอยู่แถวถนนกัลปพฤกษ์ ยังไม่ผ่านเข้าเขตถนนราชพฤกษ์ พยาบาลได้ใช้โทรศัพท์ของอภิชญาโทรมาบอกเขาอีกครั้ง ว่าการผ่าตัดเสร็จสิ้นด้วยดี คนไข้กำลังนอนพักอยู่ หลังวางสายชายหนุ่มโทรศัพท์ไปหาลุงของตน ซึ่งเป็นนายแพทย์อีกทั้งยังเป็นนายพลเรือนอกราชการ ไม่นานนักเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลว่ากำลังจัดหาห้อง และต้องใช้เวลาพักหนึ่ง

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน รถไหลไปอย่างช้า ๆ ชายหนุ่มฟังเพลงจบไปหลายแผ่น รถก็ยังติดอยู่นั่น คล้ายว่าคนทั้งกรุงเทพฯ พร้อมใจกันพารถตนเองมาสวนสนามที่ถนนสายนี้ ด้วยเหตุนี้ อภิวัฒน์เลยได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลอีกครั้งว่าได้ห้องเรียบร้อยแล้ว
เหลือแต่ว่า เขาจะบอกคุณลุงแอ๊ดและคุณน้านาง แม่ของไอ้อ้อยมันยังไงดี...

โชคดีที่ทั้งสองท่านพากันไปทัวร์เกาหลี อีกสามวันถึงจะกลับ ทว่าแผลที่พุงก็ไม่มีทางเสก อะบรา คาดับบรา* ให้หายไปได้ในสามวันเช่นกัน

ตอนนี้เขาเลยต้องคิด...คิด

ถ้าอนุตดาอยู่ด้วย คงเอ่ยขึ้นมาว่า ‘ใช้ ‘หมองนั่งมาธิ’

เขาอยากทำมาก อยากจะนั่งสมาธิ แต่เพราะต้องคอยเหยียบคันเร่งพารถเคลื่อนไปทีละเมตรสองเมตร เขาจึงแทบแบ่งสติสัมปชัญญะไปทำอย่างอื่นนอกเหนือขับรถไม่ได้ อภิวัฒน์เพิ่งมารู้สึกตัวว่าเพราะความเร่งร้อน ทำให้ไม่ได้หยิบแว่นกันแดดมาด้วย มีเพียงแว่นสายตาปกติที่ใส่ตลอด ทำให้ตาเขาล้า เนื่องจากต้องสู้แสง

 


‘นั่น เอ อภิวัฒน์นี่’

เสียงทักเช่นนี้ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ตอนที่เขาจอดรถบนอาคารของโรงพยาบาล จนกระทั่งลงมาที่ประชาสัมพันธ์ เขายังต้องยิ้มกว้าง ๆ ไว้ เมื่อผู้ป่วย ญาติ และพยาบาลยิ้มทักทายมา แม้จะดูไม่แน่ใจว่าที่เห็นจะใช่คุณเอ อภิวัฒน์หรือไม่

โรงพยาบาลรัฐยามบ่ายคล้อยเกือบจะร้างไร้ผู้คนแล้ว...แต่ยัง

นักกีฬาขวัญใจประชาชนจึงต้องยิ้มไปเรื่อย ตลอดทาง ชายหนุ่มเดินผ่านทางลาดหน้าห้องที่เขียนป้ายว่าห้องศัลยกรรมพิเศษ พอหันไปทางขวาก็เจอลิฟต์ใหม่ที่จะพาขึ้นไปยังห้องพักคนไข้ด้านบน จึงก้าวเข้าไปข้างในในทันทีและกดหมายเลขตามชั้นที่ทางโรงพยาบาลบอกในโทรศัพท์มือถือ เขาเอนหลังพิงผนัง มองดูเลขที่ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยความร้อนใจ

อันที่จริง เมื่อคืนเขาเพิ่งคุยกับอนุตดา เรื่องของอภิชญานี่แหละ

เขาไม่ได้นินทา เขาสาบานได้ อภิวัฒน์แค่ระบายความอัดอั้นให้เพื่อนสนิทของอภิชญาฟัง เขาบอกอีกฝ่ายว่า ‘ไอ้อ้อย’ เป็นพวกไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา ไม่ได้คิดจะแช่งชักให้มันต้องเป็นแบบนั้นจริง ๆ

อย่างไรเสียเขาจะไม่บอกมันว่าเขาเคยเอ่ยอะไรไว้ เขาจะไปทำบุญ...หวังว่าผลบุญจะส่งให้มันไม่อาละวาดใส่เขามากมายนัก

ชายหนุ่มตรงไปยังวอร์ดด้านหน้าแผนก พยาบาลผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเพิ่งจะวางสายจากโทรศัพท์ เธอเงยหน้าขึ้นมามองเขา ส่งรอยยิ้มเป็นมิตรผ่านกระจกใสมาให้ ก่อนเลื่อนเปิดกระจกแทนการเริ่มต้นบทสนทนา

“สวัสดีครับ” เขาเอ่ยก่อน “ผมเป็นเพื่อนของอภิชญา คนไข้ที่เกิดอุบัติเหตุที่ตลาดสำเหร่ครับ”

อภิวัฒน์ยื่นโทรศัพท์ให้ดูประวัติการโทร เขาวางมือถือไว้บนเคาน์เคอร์สีเหลืองนวล ก่อนหยิบกระเป๋าสตางค์หนังแท้สีน้ำตาลและมีลายอันเป็นเอกลักษณ์ของยี่ห้อดังออกมา หยิบบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตนอีกประการหนึ่ง

“อุ๊ย คุณเอ อภิวัฒน์ ? ”

“ครับ”

“เอ่อ ไอ้เอ ?”

“ครับ ถ้าคนไข้จะเรียก”

“โอ การผ่าตัดของคุณอภิชญาเรียบร้อยดีค่ะ อย่างที่ได้เรียนไปทางโทรศัพท์แล้ว ไม่ทราบว่าคุณอภิวัฒน์จะต้องการคุยกับแพทย์เจ้าของไข้ไหมคะ ? ”

“รบกวนด้วยครับ” ชายหนุ่มตอบ

“สักครู่นะคะ”

พยาบาลผู้นั้นกดโทรศัพท์ต่อสายภายใน อภิวัฒน์ได้ยินเสียงเธอเอ่ยกับปลายทาง เรื่องตนจะขอเข้าพบ เพื่อฟังอาการคนไข้ ระหว่างที่ฟังไปเพลิน ๆ นั้น เขาพลันสังเกตเห็น ว่าพยาบาลคนอื่น ๆ ที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ เดินเข้าห้องพักด้านใน หายไปกันหมด

เขาน่ากลัวขนาดนั้นเชียวหรือ...

“เชิญคุณอภิวัฒน์เดินไปทางปีกขวานี่เลยนะคะ ห้องด้านใน ฝั่งขวาค่ะ”

“ขอบคุณครับ”

อภิวัฒน์เดินออกมา ได้ยินเสียงทอดถอนใจไล่หลังมา โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียดาย หรือโล่งอกกันแน่

เขาเดินมาจนเกือบสุดทาง หยุดอยู่หน้าประตูที่มีติดกันสองบาน บานหนึ่งติดกำแพง จัดเป็นในสุด อีกบานเมื่อเทียบกับตอนเดินเข้ามา ก็เรียกได้ว่า ‘ข้างใน’ เช่นกัน เขายืนอยู่ครู่ถึงเพิ่งนึกได้ว่าลืมถามชื่อนายแพทย์เจ้าของไข้

ชายหนุ่มลังเล...ว่าจะเคาะประตูห้องใดดี จึงมองกลับไปกลับมาอยู่ครู่

 

นาวาโท พชร ....

 

“พะชอน เกาลี้เกาหลี”

“ขออนุญาตนะครับ ? ”

อภิวัฒน์มองชายผิวเข้ม ร่างสูง...ลิ่ว เจ้าของเสียงที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายจะถามในที มากกว่าแค่กล่าวขอทางเข้าห้อง

“คุณเอ... เอ่อ ไอ้เอ ใช่ไหมครับ”

“ครับ” ชายหนุ่มตอบรับ พยายามยืดตัวตรง

รู้แหละว่าสูงไม่เท่า แต่ก็จะพยายามให้ดูสมาร์ทที่สุด..

“ผมนายแพทย์พชร เจ้าของไข้คุณอภิชญาครับ”

“อ๋อ คุณหมอพชร ขอบคุณมากครับที่ช่วยดูแลเพื่อนผม”

เขาไม่ได้ ‘อ๋อ’ เพราะรู้จักแพทย์ท่านนี้ หรือเคยได้ยินชื่อเสียงมาก่อน แต่เขาเอ่ยไป เพราะได้รู้ว่าชื่อนี้ออกเสียงว่า ‘พะ-ชะ-ระ’ ต่างหาก

ถ้าบอกให้ไอ้อ้อยรู้ คงโดนมันด่าว่าภาษาไทยอ่อนแอเป็นแน่

แต่น่าสังเกตว่าชื่อไม่มีสระเลยอย่างนี้ สงสัยคงเกิดวันจันทร์

“เชิญคุณเอคุยในห้องนะครับ ผมจะสรุปอาการให้ฟัง” เจ้าของห้องเปิดประตูออกกว้าง เชื้อเชิญด้วยรอยยิ้มที่ปรากฏเพียงมุมปาก

“ผมต้องรบกวนถามคุณเอหน่อยนะครับ”

“เชิญครับ” เขานั่งพร้อม ๆ กับเจ้าของห้อง ที่อ้อมไปนั่งหลังโต๊ะทำงานที่มีนิตยสารแม่บ้านเล่มละไม่กี่สิบบาทวางอยู่

อภิวัฒน์เคยเห็นหนังสือแบบนี้เฉพาะที่ร้านทำผมในหมู่บ้าน แม่ของเขาชอบไปนั่งอ่านขณะทำผม เมื่อเขาเปรยไปว่า ไม่รู้จะอ่านไปทำไมมีแต่เรื่องผัว ๆ เมีย ๆ แม่จึงม้วนหนังสือฟาดหัวกลางร้าน แล้วโยนให้อ่านเสียเดี๋ยวนั้น

แรก ๆ ก็อ่านเฉพาะคอลัมน์ที่เกี่ยวกับเที่ยวต่างประเทศ สักพักเริ่มอ่านประสบการณ์สมัยเด็กจากผู้เขียนทางบ้าน ล่าสุด เขาเช็คดวงกับหนังสือเล่มนี้บ่อย ๆ

ทุกวันนี้เขาซื้อทุกเล่มที่ออก ให้แม่กับพี่สาวอ่านก่อน แล้วจึงรอเก็บทีหลัง

ใช่...อภิวัฒน์แค่ประหลาดใจที่เจอคนคอเดียวกัน

“น้ำครับ”

ผู้เป็นแขกรับแก้วน้ำซึ่งมีตราสมอเรือของกรมแพทย์ทหาร เขาจิบนิดหน่อยพอเป็นมารยาท แล้วจึงวางลงบนจานรองแก้วสีน้ำเงินกรมท่า มีลายดุนนูนรูปสมอเรืออยู่ตรงกลาง

“คนไข้สั่งไว้ว่าไม่ให้แจ้งครอบครัว แต่ให้บอกคุณครับ”

“ครับ”

“ทีนี้...ผมคิดว่าอย่างไรเสียก็ควรแจ้งให้ญาติทราบ ถึงอาการทั้งหมดครับ”

“ผมก็คิดว่าจะทำอย่างนั้นครับ แต่เริ่มต้นไม่ถูก” อภิวัฒน์ถอนหายใจ “เอาว่าคุณหมอปล่อยเรื่องนี้ให้ผมจัดการ แล้วเดี๋ยวจะไปคุยกับพ่อแม่ไอ้อ้อยเอง คุณหมอบอกอาการทั้งหมดมาได้เลยครับ”

 

 

 

อภิชญารู้สึกว่าตัวหนักอึ้ง เหมือนมีใครปล่อยขยะจากรถเขียวของกรุงเทพมหานครลงบนตัวเอง ทีเดียวทั้งกระบะบรรทุก

เธอสูดหายใจลึก ลืมตาขึ้น และพบว่าตนเองนั่งอยู่ที่บ้าน

“น้องออย ลืมตาได้แล้วค่า” เสียงเล็ก...จากการดัด ดังขึ้น

หญิงสาวลืมตา โผนตะครุบด้ามกระจกเงาบานใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า ภาพสะท้อนที่เห็นคือตนเองที่แต่งหน้าเรียบร้อย ราวกับใช้งานเมคอัพอาร์ทิสชั้นนำ หางตาเชิดเฉี่ยว ถูกแต้มสีและกรีดอายไลเนอร์ให้ดูสวยหวานขึ้น รับกับขนตาแพหนาคล้ายเลาะมาจากตุ๊กตาบลายธ์ที่ถูกทิ้งฝุ่นเกาะของหลานสาว

“นี่อะไรคะ ? ”

“กระจกค่ะคุณน้อง นี่เบลอจนจำไม่ได้เหรอคะเนี่ย ที่น้องออยเห็นนี่น้องออยเองนะคะ แต่พี่ลูกอ๊อดแต่งหน้าให้ สวยเช้งเลยค่า”

สาวประเภทสองคนนั้นหันมาตอบเธอ แววตาส่งความขำขันเล็กน้อยแนบมาด้วย

“ใกล้เวลาแล้วล่ะค่ะน้องออย พี่ขอโทษนะคะที่มาช้า งานเลยกระชั้นไปหมดเลย”

“ไม่เป็นไรค่ะพี่”

เธอตอบ ทั้งที่ในใจคิดว่า ‘งานอะไรวะ’

“ขันหมากจะมาแล้วนะจ๊ะ”

เธอได้ยินเสียงคุณอรดีกล่าว แม่เธอป้ายตาด้วยอายแชโดว์สีแบล็คช็อคกิ้งพิงค์ เช่นเดียวกับสีปาก...และสีชุดผ้าไหมมันวับ

อภิชญารู้ตัวอีกทีก็นั่งพับเพียบหน้าแห้งอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน เสื่อที่ลาดเอาไว้ทำให้เธอไม่ต้องนั่งทับดอกมะม่วงที่โปรยอยู่บนพื้นเหมือนทุกที

เธอกำลังยื่นมือไปข้างหน้า วางไว้บนมือใครอีกคน ซึ่งกำลังบรรจงสวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้าย

“แกเอามือยื่นมาให้สวมแหวนดี ๆ ได้ไหม?”

อภิชญามองตามเสียง

ภาพที่เห็นตระหนกเสียยิ่งกว่าหนังของฮิทช์ค็อก* สยดสยองกว่าหนังแหวะเกรดบีที่สะสมไว้ในตู้ น่าพรั่นพรึงกว่าตัวม็อกไกว* ที่กลายร่างเมื่อกินอาหารและโดนน้ำหลังเที่ยงคืน

ไอ้เอ

 

 

“ห่า....”

“อุ๊ย อ้อย อ้อยฟื้นแล้ว เอไปเรียกหมอมาหน่อยซิ”

เธอได้ยินเสียงหวานใส ในบรรยากาศที่เบาบาง สลัวราง จนคล้ายกับความฝัน

เงาร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงมาเหนือเธอ

“เท่าที่ตรวจดู อีกไม่นานคงได้สติเต็มที่ครับ”

เสียงหล่อจัง...

“ถ้ามีอะไรกดเรียกพยาบาล หรือแจ้งผมได้เลยนะครับ”

“ขอบคุณหมอมากนะคะ”

แล้วเสียงนั้นก็ห่างออกไปอีกครั้งหนึ่ง

 

 

อภิชญาลืมตาขึ้นมาเห็นเพดานสีขาว และถ้าจะให้ระบุลงไปอีก สีออกจะตุ่น ๆ เหมือนการทำนุบำรุงครั้งล่าสุดก็ผ่านมาหลายปี มันไม่ใช่ทิวทัศน์ที่เธอคุ้นเคย ทั้งที่คอนโด บ้าน หรือว่าที่ทำงาน 

หญิงสาวขยับมือหมายจะยันตัวดู พลันพบสายระโยงระยางจากขวดขุ่นบนเสาสูงกับมือตนเอง เธอตั้งศอกกับที่นอน พลิก หงายมือตนเองช้า ๆ ก่อนลองทำเช่นเดียวกันกับมืออีกข้าง แต่คล้ายกำลังของเธอโดนดูดหายไป จึงยกแขนไม่ได้ดังใจ และเผลอกระแทกสีข้างเบา ๆ

“โอ้ย”

“เฮ้ย ไอ้อ้อย” เสียงผู้ชายที่เธอคุ้นหูดังขึ้น

อภิวัฒน์และอนุตดาพุ่งมาหาที่เตียง แทบจะทันทีกับที่ได้ยินเสียงร้อง ทั้งสองคนมองเธอด้วยสายตาเป็นห่วง คนนอนป่วยบนเตียงมองหน้าเพื่อนสาวที่มีน้ำตาคลอ ก่อนสลับไปมองหน้าเพื่อนซี้ตั้งแต่สมัยเด็กที่ยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับ โดยที่พูดอะไรสักคำ 

“แก ไอ้เอ ไปไกล ๆ “ เธอชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยมือข้างที่มีสายน้ำเกลือ

“เอ๊ะ ฉันทำอะไรผิด” เขาเอ่ยอย่างหงุดหงิด

“ผิดหมด !” เธอไม่บอกหรอกว่าด่ามันเพราะเป็นลูกหลงจากฝันร้าย “เฮ้อ เจ็บอะ...”

“ต้องด่าเอก่อน ถึงจะนึกได้หรือไง” เพื่อนสาวหัวเราะที่เธอตอบเสียงอ่อน แถมแห้ง จนไอคอกแคก ทำให้ต้องนิ่วหน้าอีกรอบ “เอ วานเอไปบอกพยาบาลหน่อยก็แล้วกันว่าอ้อยฟื้นแล้ว จะได้เชิญคุณหมอมา  ไม่ต้องกดเรียกหรอก จะแพนิคกันเปล่า ๆ ”

อนุตดาใช้มือข้างหนึ่งรวบผมยาวดำขลับ ก่อนก้มลงมองตรงสีข้างอย่างระมัดระวัง แล้วจึงเงย กล่าวตอบด้วยรอยยิ้มที่ดูคล้ายมีความโล่งอกประกอบด้วย

“ที่ชนเมื่อกี้เลือดไม่ออกนะอ้อย ดีแล้ว แต่ต้องระวังหน่อยล่ะ หมอว่าต้องพักฟื้นสักระยะ”

“ฉันเป็นอะไร จำได้ว่าเหมือนโดน