แต่งกับผียังดีกว่าแก
 
 
 

บทที่ 6

 

อภิชญาอยากเร่งเวลาชีวิตช่วงหนึ่งเดือนของการลางานให้ผ่านไปเร็ว ๆ เพราะเธอไม่อยากติดแหงกอยู่บ้าน ที่อาจจะเรียกได้ว่าเกือบจะเป็นชายขอบของฝั่งธนบุรี โดยที่โดนยึดกุญแจรถยนต์เอาไว้ แต่เธอก็ไม่สามารถย่นเวลาได้ดั่งใจหวัง จึงได้แต่ค่อย ๆ ใช้ชีวิตแต่ละวันไป ช่วยงานพ่อบ้าง ช่วยกิจกรรมกลุ่มแม่บ้านกับมารดาบ้าง

โชคดีที่เวลาอยู่บ้านลดลงเหลือเพียง 3 สัปดาห์ หลังจากการเจรจาว่าสัปดาห์สุดท้าย จะกลับไปอยู่คอนโด เนื่องจากต้องเตรียมตัวไปทำงานและจัดการธุระอื่น ๆ การดำรงหายใจเข้าออกโดยสูดเอาคำบ่นของมารดาจึงสั้นลง

อภิชญารู้สึกว่าตลอดเวลาที่กลับไปอยู่บ้าน มารดาพร่ำบอกเรื่องที่ต้องการให้ลาออกจากงานแทบจะตลอดเวลา มันบ่อย...เสียจนเผลอคิดไปว่ามารดาอยากให้เธอซึมซับมันลงกระแสเลือด เข้าปอด ไหลผ่านใจ ให้จำเอาไว้และขึ้นใจ

ดังนี้

‘อ้อย แกลาออกจากงานซะเถอะ เงินเดือนก็ไม่ได้เยอะอย่างลูก - คุณปากหอยปากปู - ที่นั่งโต๊ะเฉย ๆ เลย’

คุณคนนั้นไม่ได้ชื่อนี้แน่ แต่เธอคร้านจำ จึงตั้งเสียให้ใหม่

‘งานลำบาก นอนก็ไม่เป็นเวลา นี่ก็เป็นโรคกระเพาะไม่ใช่หรือไง’

‘เป็นสาวเป็นนาง ทำไมแกต้องทำงานกับข่าวพินาศฉิบหาย ทำไมไม่ทำข่าวดี ๆ อย่างที่เพื่อนแกทำ’

‘เวลาไปบอกใครที่เขามีลูกชายหล่อ ๆ ดี ๆ ว่าลูกสาวเป็นนักข่าวอาชญากรรม เขาพาลูกหนีฉันหมดเลย เหลือแต่เอนี่แหละ’

ถ้าทั้งโลกเหลือแต่อภิวัฒน์ เธอว่าตนเองอยู่เลี้ยงหลาน ลูก ๆ ของพี่ชายพี่สาวดีกว่า

ถึงหลาน ๆ จะเป็นเด็กที่ ‘เหลือเกิน’ ในอีกความหมายหนึ่งก็เถอะ...               

 

อภิชญาหอบแลปทอปมาวางยังชุดม้าหินตัวเล็กหน้าบ้าน สีขาวของมันกลายเป็นเทาไปนานแล้ว เช่นเดียวกับตารางหมากรุกสีแดงสลับเหลืองตรงกลาง ที่ไม่ค่อยเหลือบเงาสะท้อนให้เห็น เธอปัดใบมะยมที่ร่วงพรูจากออก ก่อนวางคอมพิวเตอร์พกพาที่ไม่สะดวกหิ้วไปไหนด้วยขนาดหน้าจอ 17 นิ้ว

เธอเปิด Youtube เสิร์ชหารายการเรียลลิตี้ร้องเพลงชื่อดังของสหรัฐอเมริกาดูแก้เบื่อ และเล่นเว็บไซท์หรือเว็บบอร์ดประจำไปพลางนั่งรอเวลา ที่ตนเองต้องมารออยู่ตรงนี้เป็นประจำทุกวัน

บ้านของพ่อกับแม่เป็นบ้านเดี่ยวธรรมดา มีพื้นที่น้อยอย่างที่ลูก ๆ ทั้งสี่ เรียกกันว่ามีที่พอกรุบกริบ ในรั้วพอจะจอดรถได้คันหนึ่ง และยังมีดินพอให้แม่ได้ปลูกต้นไม้ลงดิน...ซึ่งก็คือต้นมะยม รอบบ้านซึ่งกว้างไม่เกินเมตรครึ่ง เป็นร้านห้อยกล้วยไม้ เดฟและสารพัดต้นไม้ของพ่อ ส่วนหลังบ้านก็เป็นที่ซักล้างติดกับครัว

มันไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ แต่ก็เป็นสถานที่ที่อาจเรียกได้ว่ามีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีเพื่อนบ้านน่ารัก มีชุมชนที่อบอุ่นและร่วมมือกัน ถึงจะไม่ใหญ่โตเหมือนหมู่บ้านสมัยใหม่ แต่ก็เป็นบ้านที่อภิชญา และพี่ชาย พี่สาว เติบโตมาด้วยกัน แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ ก็ตามที

เธอเป็นลูกหลงของพ่อในวัยห้าสิบกว่าและแม่ที่เกือบจะสี่สิบอยู่รอมร่อ

ในตอนนั้นพี่สาวคนโตอายุเกือบสิบแปดแล้ว เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยและย้ายไปอยู่หอที่เชียงใหม่ ส่วนพี่ชายอีกสองคนที่อ่อนกว่าพี่คนโต สองปี และสามปี ตามลำดับ ก็ย้ายออกไปอยู่หอตามกันไป ก่อนที่เธอจะโตจนรู้ความเสียอีก

แต่อภิชญาก็ไมได้ขาดความอบอุ่นจากพี่น้อง เพราะยามที่พี่ ๆ กลับบ้าน แต่ละคนก็จะกระตือรือร้นพาเธอไปเที่ยว ไปเล่นด้วยเสมอ อีกประการ เธอมีเพื่อนสนิทในละแวกบ้านที่เล่นหัวกันมาตั้งแต่เด็ก

ใช่ รวมไอ้เอด้วย

การกลับมาอยู่บ้าน มีพ่อแม่ตามดูเกือบตลอดเวลา แม้จะเป็นความอึดอัดบ้าง ทว่ายังน้อยกว่าความรู้สึกโหยหา และหวนระลึกที่เกิดขึ้น

‘จะกินอะไรล่ะ เดี๋ยวทำให้กิน’ แม่ถามเสียงตวัด แต่แม่ก็ยังทำให้อยู่ดี

‘พ่อซื้อนิยายใหม่มาจากที่เขาขายในเน็ต ลองอ่านไหม’

ทุกสิ่งก่อให้เกิดความซาบซึ้งตรึงจิต ตราบเท่าที่แม่ไม่บ่นเรื่องงานซ้ำ ๆ เหมือนเพลงในไอพอดที่กดโหมด repeat one เอาไว้

จะว่าไปควรบอกว่าเป็นโหมด repeat all มากกว่า เพราะแม่บ่นเรื่องเดิม ๆ ตามสเต็ป จนแทบจะเรียงแทร็กอัดขายแล้วเปิดแทนการพูด ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

ทั้งสองเป็นห่วงเธออย่างจริงใจ และอยากให้เธอเลิกอาชีพที่ทรมานทั้งใจและกายนี้เสีย แต่ทำอย่างไรได้ เธอรักและมอบชีวิตให้มันไปแล้ว จะว่าไปก็เหมือนทุกคนในครอบครัวนั่นละ ที่รักในการทำงานจนแทบถวายชีวิตให้มัน

พี่สาวคนโตของเธอแต่งงานไปเมื่อนานมาแล้วกับสามีชาวอเมริกัน พี่ทำงานเป็นช่างแต่งหน้าเอฟเฟกต์ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด มีชายและลูกสาวอย่างละคน ทั้งคู่วัยไล่เลี่ยกัน และเริ่มโตเป็นสาว ซึ่งอภิชญากล้าพูดว่าทั้งสองดูเป็นวัยรุ่นอเมริกันมากกว่าเด็กลูกครึ่ง

พี่ชายคนรองก็แต่งงานแล้วหลายปี ทว่าไม่มีลูกกับภรรยา ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่ก็ไม่ได้มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย เมื่อทั้งสองคนใช้เวลาว่างจากการทำกิจกรรมรับเหมาก่อสร้าง ด้วยการเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสัตว์ป่วยและถูกทำร้าย พี่ ๆ มีลูกเป็นหมาพันธุ์ผสมหนึ่งตัว เหงือกล่างยื่นเห็นเขี้ยวชัดดูคล้ายยักษ์ ส่วนแมวที่ย้ายตัวเองเข้ามาอยู่ในบ้านก็เป็นแมวตัวเมียตาบอด

ส่วนพี่ชายคนที่สามแต่งงานไปคนแรก ตั้งแต่ตอนอายุ 26 ปี ตอนนั้นเขาเป็นพนักงานบริษัทใหญ่ เงินเดือนสูง แถมยังได้แต่งงานกับลูกสาวคนเดียวของเจ้านาย ใครก็ว่าพี่เป็นหนูตกถังข้าวสาร ถ้ากฎหมายเมืองไทยมีการแต่งเขยเข้าตระกูลเหมือนบางประเทศ เธอเชื่อแน่ว่าพี่ชายต้องกลายเป็นคนของบ้านภรรยาด้วยความยินดีของคนในครอบครัวอย่างยิ่ง เพราะนอกจากตอนนี้จะเป็นผู้บริหารที่เก่งกาจ ยังเป็นสามีและพ่อที่น่ารักของลูกสาวสองคน หลานที่อาจจะเรียกได้ว่า อภิชญากับพ่อและแม่ มีส่วนในการเลี้ยงอยู่บ้าง

ลูกสาวคนโตของพี่ชายกำลังจะอายุ 18 ปี ใกล้จะแอดมิชชั่นเข้ามหาวิทยาลัย หากดูจากผลการเรียนของ ‘ปริศนา’ หรือเอื้อย หลานสาวคนโตซึ่งมีผลการเรียนติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ เธอน่าจะเข้าได้ทุกคณะที่ตนเองต้องการ ส่วนลูกสาวคนเล็กลูกหลงที่ห่างจากพี่หนึ่งรอบพอดี ได้ชื่อว่าอ้าย

 

เจ้าตัวต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องมานั่งรอรับหน้าบ้านทุกวัน และมีชื่อว่า ‘ณัฏฐ์ฌญามญช์’

ณัฏฐ์ฌญามญช์ ออกเสียงว่า นัด-ชะ-ยา-มน

 

นั่นคือชื่อที่ยัยอ้ายใช้มาตั้งแต่เกิดจนกระทั่ง 3 ขวบ พ่อของอภิชญาผู้เป็นปู่ ได้เอ่ยขอร้องลูกชายและลูกสะใภ้ให้เปลี่ยนชื่อหลาน เป็นอะไรที่ใช้ปุ่ม ‘ชิฟท์’ เป็นแป็นคีย์บอร์ดน้อยกว่านี้หน่อย เพราะกลัวว่ากว่าหลานจะสะกดชื่อตัวเองได้ ก็อาจจะปาเข้าไป 10 ขวบแล้ว

อาจารย์อานนท์ พ่อของอภิชญา และปู่ของยายหนูณัฏฐ์ฌญามญช์ จึงเลือกชื่อ ‘ดาริน’ ให้หลานสาว

‘เพราะจังเลยค่ะคุณพ่อ อ่านง่ายออกเสียงง่ายด้วย เช็คแล้วไม่มีกาลกิณีหรืออะไรไม่ดีเลย ได้มาจากไหนคะ’

พี่สะใภ้ของเธอ อดีตนักเรียนนอกมาตั้งแต่ชั้นประถมเอ่ยถาม

พ่อตอบด้วยรอยยิ้ม

อภิชญาอยากจะชี้นิยายผจญภัยชุดยาวเรื่องโปรดของพ่อให้พี่สะใภ้ดูนัก ว่านางเอกน่ะชื่ออะไร จะได้รู้เลยว่าพ่อตั้งชื่อหลานสาวจากนิยายที่ตัวเองชอบอ่าน !

เอาเถอะ ก็ดีกว่าชื่อที่ต้องกดชิฟท์ค้างเป็นจังหวะราวเคาะรหัสมอร์สแน่ ๆ

อันที่จริงชื่อ ปริศนา ของหลานสาวคนโตก็ไดมาจากชื่อนางเอกนิยายเช่นกัน แต่ในตอนนั้นอภิชญาจำได้ พ่อบอกพี่ชายว่า

‘เพราะตอนอัลตราซาวนด์หลังครบเจ็ดเดือนหมอบอกว่าเป็นผู้ชายเจ็ดสิบเปอร์เซนต์ แต่คลอดออกมาเป็นผู้หญิง ชื่อนี้แหละดี เกิดมาอย่างเป็นปริศนาให้พ่อแม่ตกอกตกใจเล่น’

‘หลานพ่อนะครับ ไม่ใช่เคสในหนังดิ เอ็กซ์ ไฟล์*’ พี่ชายสัพยอก แต่ก็ชอบใจกับชื่อลูกสาวอยู่ดี

ด้วยเหตุที่พี่ชายไม่อยากให้ลูก ๆ เลิกเรียนแล้วต้องกลับบ้านไปอยู่กับคนรับใช้ จึงดำริว่าทุกเย็นจะพาหลานมารอตนเองกลับจากบริษัทที่บ้านปู่กับย่าก่อน เป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยปริศนาซึ่งเป็นหลานสาวคนโตเพิ่งเข้าเรียน กระทั่ง

 

เสียงแตรรถตู้สีเงินคันใหญ่ทำให้อภิชญาต้องละสายตาจากหน้าจอ เธอกระชับผูกเชือกบนชายพกกางเกงเลสีเขียวมรกตให้ขากางเกงสูงขึ้นอีก จนกลายเป็นกางเกงห้าส่วน ก่อนเดินไปเลื่อนประตูเหล็กดัดสีเทาซึ่งสูงราวคอของตนเอง

“สวัสดีค่ะครูส้ม”

“สวัสดีค่าคุณอาออย”

หญิงวัยกลางคนที่เพิ่งเปิดประตูรถตู้เอ่ยทักทายตอบ อีกฝ่ายยิ้มเสียจนดวงตาที่เล็กอยู่แล้วดูคล้ายสระอิคู่

“ต้องขอโทษด้วยนะคะ วันนี้ช้าไปหน่อย รถติดเพราะเป็นวันศุกร์สิ้นเดือน”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“สักครู่นะคะ น้องอ้ายคะ น้องอ้าย ลงรถได้แล้วค่า ถึงบ้านคุณปู่คุณย่าแล้วค่า คุณอาออยมารออยู่แล้ว” ผู้เป็นครูชะโงกเข้าไปในรถ ก่อนจับมือเด็กหญิงสองเปียตาคม หน้าตาน่าเอ็นดูลงมาจากรถ

“สวัสดีค่ะอาออย” เด็กหญิงดารินก้มศีรษะไหว้น้า

“สวัสดีจ้ะ” อภิชญาตอบ

“เอ้อ คุณอาออยหายดีหรือยังคะ” ครูเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

“ดีขึ้นมากแล้วค่ะ”

“โถ...จริงหรือคะ” คนพูดร้องดัง มือพลางทาบอก “ถ้าเกิดหายแล้วมันยังมีอาการยอก ๆ บอกดิฉันได้นะคะ มีสูตรยาดีค่ะ เนี่ยดิฉันได้มาจากญาติของพ่อสามีทีเป็นหมอสมุนไพรค่ะ เขาบอกว่าดีม้ากมาก แล้วก็นะ...”

อภิชญามองด้วยหางตา เห็นหลานสาวตัวเล็กเงยหน้าจ้องครูของตัวเองตาแป๋