ตอนก่อนหน้า
บทที่ ๑ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๒ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๓ (๑/๒) (๒/๒)
 

 

คนเดินตามหลังทำหน้าบูดบึ้ง มือหนึ่งก็ถูกกุมรอบ อีกข้างที่เหลือก็ต้องกระชับเสื้อคลุมไว้แน่น เด็กสาวโดนอีกฝ่ายลากออกจากบ้านไปรวดเร็ว ร่างบางผ่านทางเดินที่ถูกกวาดหิมะไว้สองข้างทาง อากาศตอนนี้เย็นจนเธอหายใจไม่ออก แม้ว่าจะชอบหิมะสีขาวสะอาดมากก็เถอะ แต่การที่ต้องยืนกลางอากาศแห้งๆหรือนั่งแปะลงไปกับหิมะชื้นและเย็นมันก็ไม่น่าพิสมัยเท่าไรนัก เซเรนเนียช้อนตามองเบื้องหน้า... เขากำลังพาเธอไปที่ศาลานั่งเล่น ที่ๆเธอไม่ได้ไปเสียนาน...

“ฮัดเช่ย ! ” มือที่ปิดปากเอาไว้เย็นเฉียบจนเธอเผลอจามอีกครั้งตามมาด้วยอาการไอ ร่างสูงหันกลับมาช้าๆ ปล่อยข้อมือขาวให้หลุดจากการเกาะกุม ขายหนุ่มนาบฝ่ามือกับแก้มนวลแผ่วเบา...

“ไม่มีไข้นี่...เซเรนเนีย หนาวไหม ข้าก็ลืมไปว่าเจ้าไม่ถูกกับอากาศเย็น” เด็กสาวส่ายศีรษะเร็ว คนมองถอนหายใจยาว...

“ไปเถอะค่ะ เข้าศาลาไปอากาศคงอุ่นขึ้น” เมื่อสบโอกาสเซเรนเนียจึงรีบจ้ำหนี ข้อมือเธอร้อนราวกับมือของรามิลยังคงจับอยู่ ไม่ได้ปล่อยออกไป แก้ม...ที่ถูกสัมผัสเบาๆกลับอุ่นขึ้น ใบหน้าเป็นสีระเรื่อโดยที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว ร่างสูงมองตาม... แล้วก็เดินก้าวยาวๆจนประชิด

“หยุดยืนเดี๋ยว...” เขากระซิบเบาๆเหนือหู โดยที่เด็กสาวไม่ทันได้ตั้งตัว เสื้อคลุมตัวยาวสีดำก็ถูกอีกฝ่ายใช้แขนอ้อมมาห่มให้รวดเร็ว “ห่มนี่เอาไว้จะได้อุ่นขึ้นอีก...”

เธอช้อนตามองคนข้างหลังด้วยความเป็นห่วง “แล้วท่าน...”

ผู้การหนุ่มยิ้มกว้าง “ขอบคุณที่เป็นห่วง... ที่บ้านข้าหนาวกว่านี้อีก แต่ไม่ชื้น อ้อ แล้วก็ตอนฝึกทหารนะ ข้าจะเล่าให้ฟัง” คนตัวสูงกุมมือเล็กไว้อีกครั้ง “ตอนฝึก โหดมาก เขาให้พวกเราถอดเสื้อออก แล้วฝึกกันกลางหิมะ หนาวก็หนาว เปียกก็เปียก เย็น...สะท้าน สั่นไปทั้งตัว มีครั้งหนึ่งนะ ครูลืมดูพยากรณ์อากาศตอนเช้า เราทั้งหมู่เลยติดพายุหิมะกัน”

คนฟังขมวดคิ้ว “เวรกรรม แล้วคาร์ลิต้องโดนอย่างนั้นไหม...” รามิลพยักหน้า “ถามอีกนะคะ... แล้วคาร์ลิรู้ไหมว่าท่านคุ้นเคยกับบ้านนี้ดี ในช่วงที่เขาไม่ได้กลับมา”

“ไม่รู้ ใครจะไปบอกมัน” เสียงนุ่มหัวเราะในคอเบาๆ “รอเห็นหน้าเจ้านั่นตอนตกใจสนุกกว่ากันแยะเลย” เสียงใสหัวเราะคิก ชายคนนี้บางครั้งก็ดูเหมือนจะเงียบขรึมเสียเหลือเกิน แต่บางคราก็ขี้เล่น ขี้แกล้งเหมือนหนุ่มน้อย เซเรนเนียเงยหน้ามอง... ไม่รู้เพราะอะไรเธอถึงชอบให้ชายคนนี้เดินนำข้างหน้า ชอบที่จะให้เขาจูงมือเดินไปเรื่อยๆ อยากให้อยู่อย่างนี้ตลอดไป แล้วมือเล็กก็กระชับแน่น...

“ตาข้าถามบ้างแล้ว...” เขาเอ่ยเมื่อพาร่างเล็กนั่งลงริมระเบียนั่งหินอ่อนสีขาว ชายหนุ่มมองสภาพโดยรอบ เก้าอี้ตัวโปรดของเธอดูเก่าคร่ำคร่า ปราศจากการใช้มานานแรมปี... “เรื่องเป็นอย่างไรกันเจ้าถึงจะได้ตำแหน่งศาสตราจารย์”

เด็กสาวจับเสื้อคลุมตัวยาวไม่ให้ระพื้น เธอเพ่งพินิจชายตรงหน้าที่ยืนพิงเสากอดอกแน่น รามิลคล้ำลงนิดหน่อย ซูบลง สงสัยจะทำงานหนัก เขาสวมเสื้อคอปิดผ่าหน้ายาวถึงครึ่งหน้าขาสีดำสนิท ผ้าเคียนเอวสีเทาทอลายสวยงามประหลาดตา เซเรนเนียตั้งใจมองอีกฝ่ายไม่กระพริบตา เมื่อเขาหันมาก็เลยหัวเราะเบาๆ

“เอ้า ไม่ตอบคำถามอีก ข้าถามว่าเจ้าทำอย่างไรถึงจะได้ตำแหน่งศาสตราจารย์”

เธอสะดุ้งเบาๆ “อ๋อ...เรื่องนั้นเอง” สายลมเย็นผ่านเข้ามาจนมือเล็กต้องกระชับเสื้อคลุมตัวใหญ่แน่นขึ้นอีก “ข้าอยู่บ้าน ไม่มีอะไรทำ ก็เลยอ่านหนังสือ รวบรวมข้อมูลทางอักษรศาสตร์ กะว่าจะเอาหนังสือที่รวบรวมข้อเขียนเข้าห้องสมุดให้คนอ่าน แต่พี่เรซัคแล้วก็พี่เรนินกลับแอบหยิบติดมือไปตอนเข้าส่วนกลาง แล้วเอาไปเสนอสภาศึกษา เขาเลยเสนอตำแหน่งนี้มาให้ข้า บอกว่าถ้าไม่อยากเข้าไปสอนก็ขอให้เขียนหลักสูตรการเรียนหรือตำราแล้วส่งเข้าไปพิมพ์ที่ส่วนกลางก็พอ” เซเรนเนียไม่ได้สังเกตสีหน้าอึ้งของคนฟังเลยแม้แต่น้อย “เรื่องแค่นี้ดีใจกันทั้งบ้าน”

รามิลเปล่งเสียงหัวเราะดังก้อง “เจ้านี่ไม่รู้อะไรเลยเซเรนเนีย เจ้าว่ามันเป็นเรื่องแค่นี้ แต่กับพ่อเจ้าน่ะเขาดีใจแค่ไหนรู้ไหม มันเป็นความภาคภูมิใจของคนเป็นพ่อ มันชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเลยนะ จะมีบ้านไหนได้มีศาสตราจารย์อยู่ในบ้านสองคนน่ะ หือ” เด็กสาวพยักหน้ารับแต่ก็ยังไม่วายจ้องอีกฝ่ายอยู่

“ลวดลายเสื้อท่านแปลก...มันไม่ใช่ของทางใต้นี่ ข้าเคยเห็นของทวีปใต้ มันไม่ใช่อย่างนี้”

รามิลจับเสื้อของตนเองดู “อ้อ นี่เป็นชุดที่ข้าเอามาจากที่บ้าน ลวดลายพื้นเมืองบ้านข้าเอง เจ้าชอบลายแบบนี้หรือเซเรนเนีย”

“ค่ะ ลายดอกไม้อ่อนช้อย งดงามนัก” ร่างสูงย่อกายลงคุกเข่าหันหน้าเข้าหาเธอ

“ถ้าชอบก็ไว้ตอนที่เราอยู่ด้วยกันที่บ้านข้า ข้าจะพาไปเที่ยว พาไปโรงทอเลย ดูตั้งแต่ขั้นตอนการเลี้ยงหนอนไหม สาวไหม แล้วก็ทอ” มันอาจจะเหมือนคำชวนธรรมดาแต่ถ้อยคำนี้ก็แฝงนัยบางอย่างที่ทำให้คนฟังต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง

“อ้อรามิล ท่านไปทวีปใต้เป็นอย่างไรบ้าง อากาศร้อนไหม น้ำทะเลเป็นสีมรกตเข้มจัดกว่าที่นี่เหมือนที่หนังสือบอกไว้รึเปล่า แล้วสาวๆทวีปโน้นได้ข่าวว่างามนัก ผิวสีน้ำผึ้งนัยน์ตาสวยโศก ท่าเต้นรำตามจังหวะเพลงรึก็สวยงาม อ้อ แล้วก็ได้ข่าวว่าที่นั่นอาหารที่เป็นเครื่องเทศน่ะมีมากแล้วก็อร่อยด้วย... อีกอย่าง...”

“หยุด” ชายหนุ่มวางมือบนศีรษะอีกฝ่ายเบาๆ “ถามมาเป็นชุดๆใครมันจะจำได้ อ่า...เจ้าว่าอะไรบ้างนะ อ้อ ที่นั่นอากาศร้อน คนที่นั่นเขาบอกว่าใกล้ๆเส้นศูนย์สูตรจะมีสองฤดู...” เด็กสาวขมวดคิ้วพลางใช้ดวงตาโตสวยมองคนที่พูด

“ฤดูอะไรบ้าง?”

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆเกาแก้มตนเอง “โทษทีนะ...เขาบอกว่าที่นั่นมีสองฤดู คือฤดูร้อน...แล้วก็ฤดู ‘ร้อนฉิบหาย’...แล้วมันก็ร้อนจริงๆแฮะ” เขาบ่นอุบอิบ เด็กสาวกลั้นหัวเราะจนตัวสั่น เธอก้มหน้าลงไปข้างใต้เสื้อคลุมตัวใหญ่แล้วเปล่งเสียงหัวเราะ นี่ถ้าไม่ได้อยู่ที่บ้านซึ่งมาสายตาของทาเนียสอดส่ายเธอคงจะหัวเราะดังลั่นไปแล้วแน่ๆ

“แม้จะอยู่แผ่นทวีปเดียวกันก็เถอะ บ้านข้าน่ะมันค่อนมาทางเขตอบอุ่น แต่ที่ๆข้าไปประจำการนี่มันมีเส้นศูนย์สูตรพาดตรงหัวพอดีเป๊ะ”

“เออ...แล้วน้ำทะเลที่นั่นก็สีสด สวย แต่ข้าว่ามองทะเลจากคฤหาสน์เอเมอรัลด์แล้วทะเลจะงามที่สุด ส่วนผู้หญิงเหรอ...ไม่ทันสังเกตแฮะ งานยุ่งจะตาย แต่ถ้าบอกว่าไม่เคยเห็นเลยก็ผิดปกติ พวกนางก็เป็นอย่างที่เจ้าว่าแหละ ผิวสีน้ำผึ้ง ตาสวยโศก...แต่ข้าไม่ได้ชอบแบบนั้นเสียหน่อยจริงไหม”

รามิลยิ้มให้คนตรงหน้า เซเรนเนียสบตากับเขาตรงๆ “ผู้หญิงแบบที่ข้าชอบไม่ใช่แบบนั้น เจ้าไม่ต้องห่วง”

เด็กสาวบ่นอุบอิบ “ใครบอกกันว่าห่วง...”

“เจ้าว่าอะไรนะ “ เขาถาม “อ้อ เรื่องอาหาร ข้าซื้อเครื่องเทศกลับมาเยอะเชียว จะให้ทาเนียทำอาหารพื้นเมืองทวีปใต้ให้เจ้าทาน แต่คงจะต้องลดระดับความเผ็ดร้อนลงมา เจ้าไม่ชอบอาหารเผ็ดๆแล้วก็ทานของร้อนไม่ได้นี่นะ ข้าจำได้ ไว้วันหลัง ข้าจะทำกับข้าวให้เจ้ากิน ดีไหม”

เซเรนเนียส่ายหัวเร็ว “กลัวตาย”

“โห....” เสียงทุ้มร้องดัง “ดูถูกกันเกินไปแล้วคุณผู้หญิง ทานกับข้าวข้าขี้คร้านจะติดใจไม่ยอมกลับมาทานอาหารฝีมือทาเนียอีก” เซเรนเนียทำท่าไม่สน แม้ว่าในใจอยากจะลองชิมฝีมือการทำอาหารของอีกฝ่ายก็ตาม รามิลเลื่อนตัวขึ้นมานั่งข้างๆ หากยังเว้นระยะห่างเอาไว้

 “แล้วเจ้าจะไม่ถามบ้างหรืออย่างไรว่าข้าอยู่ที่นั่นเหงารึเปล่า” ไม่มีเสียงใสๆ ตอบ “แต่ข้าขอตอบว่าข้าไม่เหงาหรอก เพราะเจ้าก็อยู่กับข้าเสมอ ขอบใจมากสำหรับจี้ห้อยคอ เหมือนมั