ตอนก่อนหน้า
บทที่ ๑ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๒ (๑/๒) (๒/๒)
 
 
 
วันเวลาหมุนไปอย่างรวดเร็ว สองอาทิตย์ผันผ่าน วันนี้ เช้าที่อากาศสดใส แสงแดดอ่อนๆฉายผ่านช่องว่างระหว่างใบเขียวชอุ่มเห็นเป็นลำแสงสีขาว คฤหาสน์มรกตวันนี้คึกคักแต่เช้า คนงานเกินครึ่งร้อยจัดเตรียมและตกแต่งสถานที่เพื่อรองรับแขกซึ่งจะมาร่วมงานในคืนนี้อย่างขมีขมัน บางส่วนก็เป็นชาวบ้านที่ยกเอาอุปกรณ์อาชีพของตนเองมาลงแรงช่วยความความสามารถ

ใครเป็นช่างไม้ก็ทำซุ้มอาหาร ใครเป็นช่างฝีมืออาหารก็แกะสลักผลไม้ให้ดูงดงาม ใครเป็นช่างฝีมือจัดดอกไม้ก็เติมสวนสวยให้สดใสด้วยดอกไม้นานาชนิดที่ยังมีรากติด เครื่องกระเบื้องโบราณถูกนำออกมาวางเตรียมเพื่อตกแต่งสถานที่และวางดอกไม้ที่เพิ่งออกมาจากกระถางเพาะในโรงเรือนกระจกใส

สาวใช้ยกหม้อซุปข้นเรียงแถวออกมาจากห้องเครื่องเพื่อให้ผู้ที่ตื่นมาทำงานแต่เช้าตรู่ได้อิ่มท้อง ตามมาด้วยคนถือตะกร้าขนมปังร้อนๆจากเตา แม้ว่าคนในคฤหาสน์จะเหนื่อยกว่าทุกๆวัน แต่พวกเขาก็ยินดีทำ เพื่อที่จะได้เห็นบุคคลอันเป็นที่รักทั้ง ๒ มีความสุข ทั้งคุณหนูเซเรนเนียลูกสาวคนเล็กคนเดียวของท่านจอมพล และคุณชายคาร์ลิซหลานชายที่ท่านจอมพลแสนจะภาคภูมิใจ

 เด็กหนุ่มเข้ารับการศึกษาศาสตร์ที่ยากที่สุดของฝ่ายทหาร นั่นก็คือหลักสูตรนักรบเวทได้ด้วยอายุที่น้อยที่สุดเป็นคนที่สาม รองจากอาของเขา เรนินและผู้ที่จะมาเป็นว่าที่อาเขย...ผู้การพีเรนิธัสต์ ทุกๆคนรู้ว่างานคืนนี้มีความหมายต่อคุณหนูของเขามากนัก

แต่ก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้พูดถึงผู้การรามิล...เพราะเหตุใดเขาก็ไม่รู้

เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินขัดดังสะท้อน แวนด้าเห็นชายเสื้อคลุมตัวยาวสีแดงเลือดนกผ่านไปที่หางตา

“คุณชายทางนั้นมัน ! ”

“อะไรนะ ! ” เขาเบือนหน้าหันมอง แต่ก็ยังไม่ทันที่คนเดินเรียงแถวถือหม้อซุปหลายสูตรจะหลบ ร่างสูงโปร่งก็วิ่งแทรกเข้ามาเสียก่อนจนทั้งหมดเสียกระบวน สาวใช้ที่ถือหม้อซุปข้นเซไปหาชายร่างใหญ่ที่หิ้วหม้อบรรจุน้ำเพื่อเอาไปรดพื้นไม่ให้เกิดฝุ่นเวลาทำงาน น้ำเย็นเกือบจะกระฉอกเข้าหม้อจนเกิดรายการอาหารซุปใส หากมันก็คลาดไปเพียงเสี้ยวนาทีอาหารจึงยังเป็นเหมือนเดิม แถวที่เคยเรียงสวยได้ระเบียบกลับยุ่งเหยิงวุ่นวายในพริบตาเดียว ทุกคนก็เงยหน้าขึ้นมาสำรวจความเสียหายที่ไม่เกิดขึ้น ก่อนถอนหายใจยาว...

“ข้าขอโทษ....” เด็กหนุ่มก้มศีรษะให้เหล่าคนรับใช้ เส้นผมสีน้ำทะเลยาวประบ่าลู่ลงพื้น“ข้าไม่รู้ว่าพวกพี่เดินอยู่ทางนี้”

เมื่อเงยหน้าพวกเขาก็ได้เห็นใบหน้าคมคายของนายน้อยแห่งเรนาเธียที่ว่ากันว่าถอดแบบมาจากผู้เป็นปู่สมัยหนุ่มๆราวกับมีแม่พิมพ์เดียวกัน คิ้วเข้มยาวเรียวรับกับดวงตาสีฟ้าสดใสอมน้ำเงินจางๆ จมูกโด่งเป็นสันมีเม็ดเหงื่อผุดพราย ริมฝีปากบางได้รูปยิ้มแหยๆเมื่อเห็นพี่เลี้ยงของอาตนเองแทบจะแยกเขี้ยวใส่

“ข้าบอกท่านกี่ครั้งแล้วคะว่าอย่าวิ่งในบ้าน”

“อ้อ...ข้าจำได้ ทั้งหมด ยี่สิบห้.....”

“ไม่ต้องตอบ ! ” แวนด้าสวนทันควัน “ข้าบ่นจนปากเปียกปากแฉะตั้งแต่ท่านเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยก แล้วดูตอนนี้สิ อีกปีก็จะประดับยศแล้ว ยังคงวิ่งอยู่นั่นแหละ”

ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังหัวเราะกลบเกลื่อน คนทั้งหมดที่ยืนดูต่างก็พากันเร่งเดินจากไปโดยเร็วเพื่อไม่ให้คุณชายของเขาได้ยินเสียงกลั้นหัวเราะ

เขาเกาแก้มน้อยๆ “ก็แหม...พี่แวนด้าจ๋า ใครไปบอกข้าเล่าว่าแม่เรียกด่วน พี่ก็รู้ ว่าถ้าไม่มานะ...จะโดนท่านแม่ฟาดเอา”

“เหลวไหล โตจนป่านนี้แล้วยังจะมาคุยเล่นอีก โน่นค่ะ ท่านแม่ของท่านนั่งอยู่ที่ห้องชมพู”

“โอ้...’ใจมากพี่สาว...” แล้วคาร์ลิซก็เริ่มวิ่งอีกครั้ง

ผู้อภิบาลส่ายศีรษะ “แล้วอย่าเผลอไปพูดภาษาแสลงแบบนี้กับท่านแม่เล่า ! ” เสียงตะโกนสั่งด้วยความเป็นห่วงไล่ตามหลังเขาไป...

 

 

 

สตรีร่างเล็กที่กำลังนั่งดูเครื่องประดับในกล่องใบใหญ่ขมวดคิ้วน้อยๆเพราะเลือกไม่ถูกว่าจะเอาชิ้นไหนจึงจะเหมาะสมกับเซเรนเนียที่สุด เส้นผมสีน้ำทะเลแปลกตาของเธอถูกเกล้ามวยต่ำประดับผ้าลูกไม้บางๆสีขาว ต่างหูคู่เดียวที่ใส่เป็นไข่มุกดำเหลือบรุ้งเม็ดเดี่ยวเลอค่ายิ่งทองคำ ใบหน้าอ่อนเยาว์ไร้ริ้วรอยเช่นสตรีวัยเดียวกันดูมีความสุขราวกับเลือกชุดแต่งงานให้ลูกสาวสุดที่รัก จะว่าไปมันก็ไม่ผิดนักที่จะเรียกเซเรนเนียว่าเป็นลูกสาวของเธอ อารานิสซ่าเลี้ยงเด็กสาวคู่มากับลูกชายคนเดียวของตนเองเหมือนเป็นพี่น้องฝาแฝด เมื่อแรกคลอดในใจเธอหมายมาดอยากจะได้เทพธิดาน้อยๆอีกสักคนมาอุ้มชู หากด้วยร่างกายที่ไม่แข็งแรงความหวังนั้นจึงมลายสิ้น แต่แล้วแสงสว่างแห่งชีวิตก็คืนกลับ

๓ เดือนหลังจากคลอดลูกชาย เธอก็ได้เห็นทาริกาน้อยในอ้อมแขนพ่อสามี ไรผมหยักศกสีดำสนิท ดวงตาที่ปิดแน่น มือเล็กๆกุมนิ้วคนอุ้มไว้ราวกับจะเป็นหลักยึด สิ่งเหล่านั้นทำให้ชีวิตน้อยๆน่าเอ็นดูอย่างประหลาด เธอรับทาริกานั้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน พ่อสามีบอกเธอว่าเด็กคนนี้ชื่อเซเรนเนีย แผลงมาจากศัพท์คำว่าเซรีน อันหมายถึงท้องทะเลที่เงียบสงบ ไร้คลื่นลม และยังเป็นคำเรียกยกย่องเจ้านายชั้นสูงอีกด้วย

นั่นเป็นเพราะเมื่อวานเย็นตอนที่เรนินได้พาเซเรนเนียมาจากโขดหินแห่งความเงียบ เขาก็รีบพานางให้หมอตรวจก็ไม่พบสิ่งปกติใดๆ แต่แล้ว...พายุใหญ่ก็โหมกระหน่ำ พัดรุนแรงจนท่านหมอกลับไม่ได้ทั้งๆที่มีงานด่วนเข้ามาว่าต้องไปทำแผลให้ชาวเรือที่ถูกพายุจนเรืออับปางซึ่งมานอนเกยหาดอยู่ ขณะที่ทุกคนกำลังว้าวุ่นใจ เสียงร้องของแด็กน้อยก็ดังขึ้นมา

มันฟังดูแปลกประหลาดแม้ว่าจะเหมือนเด็กทารกคนอื่นๆที่ร้อง หากบางอย่าง...ก็ทำให้คนฟังนิ่งงัน ราวตกในภวังค์จนลืมเวลา... เมื่อพ่อสามีของเธอหันมองไปนอกระเบียงกลับพบว่าพายุใหญ่มลายไปราวกับเป็นมายา ท้องฟ้ากระจ่างด้วยแสงตะวัน ท้องทะเลเขียวครามพรายน้ำสะท้อนระยิบระยับ... สามลมอ่อนๆพัดม่านขาวบางพลิ้วไสว... และด้วยเหตุนี้...นางจึงชื่อเซเรนเนีย

หญิงสาวมองเครื่องประดับแล้วก็หัวเราะเบาๆ ๑๖ ปีแล้วที่เธอเลี้ยงลูกสาวคนนี้มา... จนกระทั่งสาวน้อยของเธอจะออกเรือนไปในไม่ช้า... คิดแล้วมันก็น่าเสียดาย ถ้าเจ้าลูกชายไม่ปฏิเสธเรื่องนั้นลั่นๆเสียตั้งแต่ตอนอายุ ๑๑ เซเรนเนียก็คงจะได้อยู่บ้านนี้ตลอดไปแน่ๆ...

“ท่านแม่ ! ”

“ว้าย ! ” อารานิสซ่าอุทานเสียงดังเมื่อลูกชายตัวดีโผกอดจากด้านหลัง คาร์ลิซที่ตัวสูงอยู่แล้วต้องก้มลงมากอดมารดาซึ่งนั่งหายใจถี่ด้วยความตกใจบนเก้าอี้นวม เธอเอามือทาบอกตนเองก่อนถอนหายใจยาว...

“แม่เรียกลูกมีอะไรรึเปล่าจ๊ะ” เด็กหนุ่มถามก่อนก้มลงหอมแก้มมารดาทั้งสองข้าง เขาเลื่อนตัวมานั่งเคียงข้างสตรีผู้มีสีผมเดียวกับตนเองซึ่งขณะนี้กำลังมาเขาตาเขียว...

“แม่หัวใจวายไปจะทำอย่างไรคาร์ลิซ...”

คนเป็นลูกยักไหล่ “แม่ตายลูกเก๊าะได้ ‘มอ-ระ-ดก’ สิครับท่านแม่” อารานิสซ่ารู้ว่าลูกชายล้อเล่น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยิกจนเสียงโอดโอยดังเกินความเป็นจริง “แหม...แม่ก็ ลูกล้อเล่นนิดเดียวเอง” เขาบ่นอุบอิบแล้วเอื้อมไปคว้าถาดแก้วใส่คุกกี้มากอดพลางหยิบกิน...เหมือนเป็นเด็กน้อย

“แล้วแม่มีอะไรหรือถึงเรียกลูกมาน่ะ” อารานิสซ่ายิ้มหวานจนลูกชายขนลุกซู่

“อ๋อ...” เธอหัวเราะเบาๆ “ไม่มีอะไร แค่อยากจะบอกเจ้าว่า คืนนี้น่ะมีคนอยากให้เจ้าพบ มาก มากกกกกก อยู่คนนึง” เด็กหนุ่มพยักหน้ามือก็ยังหยิบคุกกี้ใส่ปากเรื่อยๆเหมือนว่าจะไม่มีวันหยุดกิน แต่แล้วเขาก็ต้องทุบอกตนเองแรงหลายทีก่อนคว้าเอาถ้วยชาของมารดามาซดทีเดียวแล้วหายใจหอบ

“คืนนี้น่าจะมีคนมากมายอยากจะเจอทั้งลูกแล้วก็เจ้านั่นอยู่แล้วนี่แม่จ๋า”

ดวงตาสีฟ้าของมารดามองขวาง “เรียกเรน....เซเรนเนียอาเจ้าว่าเจ้านั่นไม่ได้นะ อย่างไรนางก็เป็นอาเจ้า”

“คร้าบๆ” เขายกมือขึ้นเสมอหัวเหมือนยอมแพ้อีกฝ่าย “แล้วท่านจะให้ลูกทำอะไรล่ะ ไม่ตอบเสียที”

“เดี๋ยวก่อน ก่อนที่จะบอก เจ้าเล่าให้แม่ฟังหน่อยว่าครูที่ปรึกษาเจ้าเขาเป็นอย่างไรบ้าง”

ลูกชายเบิกตากว้างเหมือนแม่ถามเรื่องคอขาดบาดตาย “ถามถึงมัจจุราชรามิลเนี่ยนะ ! ไม่สบายรึเปล่าจ๊ะเนี่ย ถึงถามอะไรน่าสยดสยองอย่างนั้น”

อารานิสซ่ามุนคิ้ว “เขาน่ากลัวอย่างนั้นเลยรึ?”

“ไม่น่ากลัวร้อก....” คาร์ลิซกอดอกด้วยความภาคภูมิ “แต่ถ้าชาตินี้ไม่เจออีกเลยก็จะดีมากกกก” เสียงห้าวลากยาวราวกับจะให้มารดารับรู้ความน่ากลัวนั้น แล้วเขาก็ทำท่าขนลุกเหมือนเพิ่งไปเจอปีศาจมา

คนเป็นแม่หัวเราะคิกแล้วฟังต่อ... “ก็แม่คิดดูสิจ๊ะ ลูกว่าลูกจบโรงเรียนนายเรือมาเพื่อเรียนต่อหลักสูตรนักรบเวทจะไม่เจอเขาแล้ว แต่ที่ไหนได้... เขากลับเป็นครูฝึกโดยตรงของลูก เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการดูแล มันฝันร้ายชัดๆ เขาน่ะนะ ทั้งโหด ทั้งเขี้ยว กว่าจะให้ผ่านวิชาแต่ละตัวทำเอาแทบกระอัก ไปถามเพื่อนคนอื่นๆไม่เห็นครูเขาโหดแบบนี้เลย”

อารานิสซ่าลูบแขนลูกชาย “แล้วเจ้าว่าที่เขาเขี้ยวน่ะ มันมีส่วนให้เจ้าเป็นหนึ่งในห้าคนที่จบของปีนี้ไหมล่ะ แถมยังใช้ระยะเวลาเรียนสั้นที่สุดด้วยมิใช่รึ”

เขาเกาแก้มอย่างเขินๆ

“แหม จะว่ามีส่วนก็มีเยอะเลยล่ะ ลูกเตรียมของไว้ให้ครูแล้วนะหลังพิธีจบการศึกษาน่ะ แต่ก็หาเขาไม่เจอเลย พอถามใครว่าไปประจำที่ไหนก็ไม่มีใครบอก สงสัยเป็นคำสั่งลับแน่ๆ”

รอยยิ้มละมุนปรากฏบนใบหน้าผู้เป็นแม่ “แล้วเจ้าก็จะได้ให้เขาแน่ๆคาร์ลิซ”

คนฟังขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่ก็คิดว่านั่นคงเป็นเพียงคำอวยพรธรรมดา “แล้วแม่จะให้ลูกทำอะไรจ๊ะ ลูกถามมารอบนี้รอบที่สามแล้วนะ”

“อ้อ ขอโทษแม่ลืม รบกวนเจ้าไปบอกเรนทีว่าให้ลงมาหาแม่หน่อย แม่จะให้นางลงมาเลือกเครื่องประดับที่จะใช้ในงานคืนนี้” เธอว่าพลางเลื่อนกล่องใบใหญ่ให้ลูกชายดู

“โห....สวยๆ ทั้งนั้น” เด็กหนุ่มอุทาน มือก็หยิบดูทีละชิ้นอย่างระมัดระวัง “ไม่เห็นแม่ให้ลูกบ้างเลย เอะอะอะไรก็ให้เซเรนเนีย”

เสียงหัวเราะใสของผู้เป็นมารดาดังก้อง อารานิสซ่าลูบศีรษะบุตรชายแผ่วเบา “ถ้าอยากได้แม่ก็จะให้ แต่ของลูกชายมีกรณีเดียวที่จะให้คือ...”

“คือ?...”

เธอยิ้มหวาน “เอาไปหมั้นลูกสะใภ้ให้แม่ไง”

ลูกชายโห่ใส่มารดา แล้วผุดลุกรวดเร็ว “ โห..เลิกพูดเลยเรื่องนี้ ลูกเพิ่งสิบหกเองจะรีบไปทำไม ชีวิตนี้อีกยาวไกล ความโสดนะแม่ เสียไปแล้วใช่ว่าจะได้กลับมาง่ายๆ”

 อีกฝ่ายส่ายหัว “เอาแล้วๆ พูดเหมือนอาเรนินของเจ้าเปี๊ยบเลย แล้วดูสิ ตอนนี้ปาเข้าไปสามสิบเอ็ดแล้วยังไม่แต่งเลย ท่านพ่อก็กลุ้มอยู่เนี่ย” เธออ้างถึงพ่อสามีที่ค่อนข้างกังวลกับเจ้าลูกชายคนเล็กที่มันรักอิสระจนผิดปกติ

“ฮ่าๆ” เด็กหนุ่มหัวเราะจนตัวงอ “แล้วใครเลี้ยงลูกมาล่ะท่านแม่ ถ้าไม่ใช่ท่านอาเรนิน ไม่แปลกหรอกที่ลูกจะเหมือนท่านอา” เขาปาดน้ำตาเบาๆ “เอาอย่างนี้ ถ้าแม่หาผู้หญิงที่เหมือนหรือดีกว่าเซเรนเนียอาของลูกมาได้ ลูกจะยอมแต่ง...”

อารานิสซ่าถอนใจยาว

“อ้างเหมือนเรนินเดี๊ยะเลย ก็เพราะอย่างนี้แหละน้า....” เธอขึ้นเสียงสูง “มาตรฐานในการมองผู้หญิงของพวกเจ้าเพี้ยนแล้ว ผู้หญิงปรกติที่ไหนเขาจะมาเหมือนอาเจ้าเล่า อาเจ้าน่ะมันผิดปรกติรู้ไหม”

“นั่นแหละๆๆ ” เด็กหนุ่มยักไหล่ “ถ้าหาได้ลูกจะแต่ง ถ้าไม่ได้ลูกเก๊าะจะโสด ไม่อยากได้เมียที่เอาแต่เดินตามหรือคอยให้ลูกปกป้อง ลูกอยากได้คนที่เดินไปด้วยกันได้มากกว่า” เขาออกเดินอีกครั้ง

คนเป็นแม่พอจะเข้าใจในความคิดลูกชาย “อ้าว แล้วนั่นจะไปไหนล่ะ”

“ไปตามเจ้านั่นไงละขอรับท่านแม่” คาร์ลิซวิ่งไปอย่างรวดเร็วแต่ก็ยังได้ยินเสียงโวยลั่นๆของมารดาตามมา

“บอกว่าไม่ให้เรียกว่าเจ้านั่นยังไงเล่า ! ”

 

 

 

เสื้อคลุมตัวยาวสีน้ำเงินกรมท่าถูกพาดลงบนพนักเก้าอี้ตัวยาว ก่อนที่ชายร่างสูงจะทิ้งตัวลงเบาะนุ่มแรง รามิลเงยหน้าเอาศีรษะพิงพนักอย่างเหนื่อยอ่อน เขาเพิ่งจะกลับมาถึงบ้านพักใ