ตอนก่อนหน้า
บทที่ ๑ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๒ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๓ (๑/๒) (๒/๒) 
บทที่ ๔
 
 
 
 

 

ร่างเล็กของสตรีในชุดกระโปรงยาวกรอมเท้าเดินลงจากบันไดอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปที่ซึ่งสะใภ้ใหญ่แห่งเรนาเธียนั่งอยู่ เมื่อเดินถึงบริเวณหน้าห้อง แวนด้าที่กำลังก้มหน้างุดๆก็ต้องสะดุ้ง เพราะเธอเกือบจะชนใครคนหนึ่งเข้า

“อุ๊ย ! ท่านผู้การ มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ข้าไม่ทันเห็นท่านเกือบจะชนแล้วขอโทษด้วยค่ะ” คนตัวสูงคลี่ยิ้ม

แวนด้าพินิจว่าที่คู่หมั้นของคุณหนูแห่งเรนาเธียตั้งแต่หัวจดเท้า ผู้การหนุ่มแต่งตัวด้วยสีดำทั้งชุดอย่างผิดปกติ เขาโพกพันศีรษะด้วยผ้าสีดำสนิททิ้งชายยาวตวัดรอบคอ เส้นผมยาวถูกถักพันด้วยเชือกพาดไว้ที่ไหล่ซ้าย เสื้อตัวนอกสีดำยาวครึ่งแข้งถูกรัดไว้ด้วยผ้าเคียนเอวสีน้ำทะเลหม่น ใต้ผ้านั้นก็ยังมีมีดสั้นซ่อนอยู่ ชายหนุ่มสวมกางเกงยาวสีดำมีรองเท้าบู๊ตหนังทับไว้ ยิ่งไปกว่านั้นข้างหลังยังมีผ้าคลุมดำยาวทิ้งชายเบื้องหลังละม้ายจะใช้เร้นกายในความมืด ใบหน้าเขาเรียบราวหินสลัก ริมฝีปากเม้มนิดๆจนคนมองสงสัย

“ท่านจอมพลอยู่ไหน”

พี่เลี้ยงของเด็กสาวสะดุ้ง “อ๊ะ...ค่ะ ท่านอยู่ที่ห้องสีน้ำตาล” แวนด้าย่อกายลงทำความเคารพ... “ไม่ทราบว่าท่าน....” หากเมื่อเงยหน้ามาก็พบว่ามีแต่ความว่างเปล่า “อ้าว ไปไหนเสียแล้ว”

 

เสียงนกตัวน้อยร้องขับขานอยู่ที่กิ่งไม้ริมระเบียงกว้างเปิดสู่สวนสวย ชายผู้เป็นตำนานแห่งราชนาวีนั่งอ่านหนังสือเพียงลำพังหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่เต็มไปด้วยกองเอกสารมากมาย ข้างหลังเขาเป็นตู้กระจกเก็บหนังสือที่เกี่ยวกับงาน
ของกองทัพไว้ ของเหล่านี้ลูกสาวคนเดียวได้เข้ามาจัดการแยกออกเป็นหมวดหมู่ให้ง่ายต่อการหา สองข้างผนังประดับด้วยอาวุธโบราณของบรรพบุรุษ

สิ่งเหล่านี้ข้ามผ่านกาลเวลามาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆให้ชนรุ่นหลังรู้ ถึงตำนานการต่อสู้เพื่อแผ่นดินที่แลกมาด้วยหยาดโลหิตซึ่งหลั่งรินเลี้ยงรากต้นไม้ทุกต้นให้เติบโต โลหิต..ที่ผสม...ปนเข้ากับธารน้ำทุกสายที่หล่อเลี้ยงชีวิต หรือแม้แต่เรื่องราวของแต่ละร่างที่ทิ้งถมลงเป็นแผ่นดินเหนือผืนน้ำ และอีกมากมายที่หลับใหลใต้ก้นทะเล ดาบที่แขวนอยู่ขึ้นสนิม...ตามรอยเลือดที่เคยกรังอยู่เมื่อหลายร้อยปีก่อน ปืนบางกระบอกก็เห็นรอยของเหลวสีน้ำตาลกระเซ็น...

เคยมีคนหลายคนโดยเฉพาะพวกพ่อค้าเศรษฐีใหม่เอยว่าเคซาสบ้า ที่เอาของพรรค์นี้มาเก็บไว้ในห้องทำงานหาใช่ในพิพิธภัณฑ์หรือห้องจัดแสดงอาวุธของตระกูล เขาได้แต่ยิ้มทั้งๆที่อยากจะเถียงใจจะขาดเพราะหน้าที่และตำแหน่งมันทำให้ยากที่จะตอบโต้ได้ แต่แล้วลูกสาวตัวน้อยวัยเพียง ๙ ขวบ ก็เดินเข้ามาเกาะขากางเกงแน่น

 

“ก็เพราะมีคนคิดอย่างนั้นน่ะสิถึงได้มีคนรุกรานแผ่นดินเราได้ง่ายๆ”

คนเป็นพ่อขมวดคิ้ว “เจ้าว่าอะไรนะทูนหัวของพ่อ” เขาอุ้มร่างเล็กไว้ในอ้อมแขนโดยไวท่ามกลางสายตาสงสัยของผู้ที่รายล้อม

ดวงตาดำขลับราวกวางป่าจ้องมองไปที่คู่สนทนาของบิดา “ข้าว่าก็เพราะการที่เราเก็บอาวุธเหล่านี้ไว้แต่เพียงในห้องน่ะสิ มันถึงทำให้แผ่นดินถูกรุกรานเรื่อยๆอย่างนี้” เด็กน้อยตอบเสียงดังพอที่จะเรียกความสนใจคนทั้งงานได้

“พ่อขา เหตุใดเราจึงต้องทิ้งสิ่งที่เป็นอาวุธคู่มือบรรพบุรุษของเราในการสร้างและรักษาแผ่นดินไว้ในที่ต่ำๆอย่างนั้นด้วยเล่า” เธอหันมาถามเสียงใส “การเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ใกล้ๆตัวนั้นเป็นการดี ที่เราจะได้ระลึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลาจริงไหมคะ ความตาย...ที่คนมากมายแลกมาเพื่อให้พวกเราได้มาดื่มเหล้ากันอย่างสบายอารมณ์อย่างนี้” บทสนทนาทั้งหลายสะดุดลงเพื่อฟังความเห็นของสุภาพสตรีน้อยๆผู้ที่ได้ชื่อว่าฉลาดเฉลียวและเป็นที่สิเน่หาของทั้งผู้เป็นบิดาและเหล่าผู้เฒ่าแห่งสภาปราชญ์

“คน....ที่มองของเหล่านี้เป็นเพียงขยะ...หรือเครื่องประดับเกียรตินั้นช่างโง่เง่า” ใบหน้างดงามเชิดนิดๆ “แต่ก็ว่ากันไม่ได้ นั่นเพราะสติปัญญาเขาอาจไม่สามารถคิดไปได้ไกลว่านั้น” คนฟังกลั้นหัวเราะกันเป็นการใหญ่เมื่อเห็นว่าคู่สนทนาของท่านจอมพลหน้าซีดเผือด

“ของทุกสิ่ง อิฐทุกก้อนล้วนแต่มีบุญคุณกับเรา ลองคิดสิว่าหากไม่มีอิฐแตกๆก้อนหนึ่งที่มุมสวนในครั้งอดีต...ปราสาทราชวังที่งดงามอาจถล่มทลายก็ได้ เช่นเดียวกับอาวุธเหล่านี้ที่หาได้เป็นเพียงเครื่องประดับบารมี... อาวุธที่มีค่าแก่การเชิดชูหาใช่งดงามด้วยอัญมณีหรือใบดาบวาววับ” ทุกคนในที่นั้นแลเห็นดวงตาของคนพูดเป็นประกายคมกล้าละม้ายผู้เป็นบิดายิ่งนัก

“หากคุณค่าของมันอยู่กับว่าสิ่งนั้นเคยใช้ประหารใครมาก่อนต่างหาก ดาบ...ที่กรังไปด้วยเลือดจนเป็นสนิม เคยผ่านสมรภูมิเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดย่อมดูงดงามด้วยคุณค่ามากกว่าดาบที่มีแต่อัญมณีประดับประดา... เช่นเดียวกับคน” เธอเอ่ยเสียงเข้ม “คนที่ควรแก่การยกย่องหาใช่ผู้มีข้าวของประดับกายให้แพรวพราวไม่ หากควรเป็นผู้ที่มีรอยแผลมากายจากสนามรบต่างหาก นั่นแหละคือเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดที่เขาได้รับจากการดำรงชีวิตอย่างสง่างามสมชาติความเป็นคน ! ”

คนในงานเงียบกริบ....ไม่มีใครคิดว่าคำพูดนี้จะออกมาจากปากของเด็กหญิงอายุ ๙ ปี เสียงปรบมือจากใครคนหนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบอันน่าอึดอัด จากนั้นเสียงปรบมือจากคนที่เหลือก็ตามมาจนดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ชายผู้เคยปรามาสเคซาสและตีค่าของคนเพียงสิ่งภายนอกเดินจากไป

เซเรนเนียหัวเราะเบาๆ ในชัยชนะของตนเอง เคซาสขมวดคิ้ว เขารู้...ว่าลูกทำมารยาทไม่ดี แต่ก็โกรธไม่ลงก็ในเมื่อสิ่งที่นางพูดคือความในใจของเขาทั้งสิ้น จอมพลจูบแก้มลูกสาว ท่ามกลางหมู่คนที่เดินเข้ามาชมเชยเด็กหญิง

“ทีหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะ” เขากระซิบ

“ค่ะพ่อ” รอยยิ้มซุกซนปรากฏบนใบหน้า “คราวหน้าถ้ามีใครมันมาฟาดงาใส่พ่ออีกลูกจะเอาให้หนักกว่านี้หลายๆ เท่า” คนเป็นพ่อส่ายศีรษะแล้วจึงหันไปรับคำชมจากคนทั้งหลายแทนลูกสาวที่แสร้งทำท่าไร้เดียงสาดังเดิม...

 

เมื่อนึกถึงอดีตแล้วเขาก็ต้องหัวเราะ นั่นสินะ ลูกสาวคนนี้ปากร้ายมาแต่ไหนแต่ไรแล้วอ

 

ก๊อกๆๆ

 

เจ้าบ้านเรนาเธียวางแว่นลงบนโต๊ะเบาๆ หนังสือเล่มหนาที่เปิดอ่านค้างไว้มีที่คั่นหนังสืออันเล็กๆสอดไว้ก่อนปิด ที่คั่นหนังสือเป็นดอกไม้แห้งทับ..ที่ลูกสาวสุดที่รักทำให้ ของทุกอย่างที่แก้วตาของเขาทำ เขาไม่เคยที่จะทิ้งมันไปเลย

“เข้ามาได้” เพียงแค่เอ่ยบานประตูก็เปิดกว้าง “อ้าว รามิล” ผู้สูงวัยอุทานด้วยความตกใจเมื่อเห็นอีกฝ่าย

ชายหนุ่มค้อมกายทำความเคารพก่อนหันไปลงกลอนประตูเอาไว้ เขาสาวเท้ายาวเข้ามาหาอย่างรวดเร็วและลงนั่งยังเก้าอี้อีกตัว “ท่านขอรับ มีเรื่องด่วนแจ้งเข้ามา...” ใบหน้าคมเรียบตึงไร้ความรู้สึกทำให้อีกฝ่ายรู้ได้ทันทีว่ามันไม่ธรรมดาแน่ๆ

“ว่ามา มีอะไร”

 

 

ร่างเล็กในชุดกระโปรงยาวกรอมเท้าสีเขียวตองอ่อนประดับลูกไม้ขาวเกาะแขนผู้เป็นหลานชายแน่นเมื่อทั้งคู่เดินผ่านระเบียงทางเดินกว้างรายล้อมด้วยรูปของบุคคลในตระกูลมากมาย เส้นผมยาวสยายเต็มแผ่นหลังทิ้งตัวเป็นจังหวะการเดินของคนทั้งคู่ ฝีมือการรวบผมของคาร์ลิซนั้นไม่ได้แย่อย่างที่คิด เส้นผมดำเรียบเสมอกันงดงามถูกมัดไว้ด้วยเชือกเส้นบางๆก่อนที่จะผูกทับด้วยริบบิ้นโปร่งสีเดียวกับชุด เหนือปมของริบบิ้นเด็กหนุ่มยังกลัดเข็มกลัดดอกไม้สีขาวทำจากใยของใบไม้ไว้อีก ยิ่งเสริมให้เส้นผมดำยาวหยักเป็นคลื่นเข้มและงดงามขึ้นอีก

“เดินไหวไหมเซเรนเนีย” เขาถามด้วยความเป็นห่วง

เด็กสาวมองตาม “ไม่ไหวๆ เดินไม่ไหวเลย” คนพูดยิ่งกอดแขนอีกฝ่ายแน่นขึ้นจนเริ่มจะเดินลำบากเพราะน้ำหนักของเ