ตอนก่อนหน้า
บทที่ ๑ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๒ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๓ (๑/๒) (๒/๒) 
บทที่ ๔
บทที่ ๕
บทที่ ๖
 
 

เวลาผ่านไปกว่าชั่วโมง แสงแดดของยามตรู่แผดกล้ายิ่งขึ้น เหนือเมืองวาเสตที่ได้กลายเป็นทะเลเพลิงไปแล้ว ชายกลุ่มหนึ่งในชุดสีมอยืนมองภาพทั้งหมดเพื่อจดจำทุกความรู้สึกไว้ ภายใต้เคราที่รกเรื้อและผ้าตวัดพันรอบคอละม้ายคนธรรมดา ดวงตาของเขาเหล่านั้นกลับเป็นประกายกล้า ในใจร่ำร้อง...อยากที่จะลงไปยังเบื้องล่างเพื่อประหารโจรสลัดเหล่านั้นเสีย แต่ด้วยอำนาจหน้าที่จึงมิอาจทำดังใจปรารถนาได้ พวกเขามีหน้าที่เพียงเฝ้ามองตามคำสั่งของผู้เป็นนายอย่างเงียบๆ จวบจนเพื่อนคนหนึ่งได้มาสมทบ

“ว่าอย่างไรบ้างฟารอส ! ” ชายผู้มีดวงตาสีเทาเขย่าตัวอีกฝ่ายอย่างเร่งร้อน

คนที่เพิ่งมาถึงจับมือเพื่อน “ท่านบอกว่าให้เราเข้าไปจัดการได้ตามสมควร เนฮ์มา ประสานงานกับราชนาวีแล้วใช่ไหม”

“เรียบร้อย พวกเราจะไปปลอมตัวปะปนกับชาวบ้านก่อน ตอนที่ชุลมุนเนี่ยล่ะ จะค่อยๆตัดกำลังของเออเรบัสเงียบๆ”

“ดี” เขาตอบสั้น “เช่นนั้นเราไปกัน อย่าให้ท่านผิดหวัง จำไว้ ทำงานจงอย่าคิดถึงชีวิตในวันพรุ่งนี้ คิดแต่เพียงว่า วันนี้...หากต้องตายก็ต้องตายให้มีค่ากับผู้อื่นมากที่สุด ! ”

ชายทั้ง ๗ ประสานมือแล้วพยักหน้าให้กันก่อนแยกย้ายจากไป เขาทั้งหมดพร้อม...ที่จะตายได้ทุกเมื่อ ตายเพื่อหน้าที่ แผ่นดิน ความถูกต้อง และเหนือสิ่งอื่นใด...พวกเขายอมตาย...เพื่อนายผู้ที่พวกเขาเทิดไว้เหนือหัว

 

 

 

อีกมุมหนึ่งของเมืองบนผาสูงมองเห็นเบื้องล่าง จอมพลเรือเรนาเธียยืนมองทะเลเพลิงตรงหน้าดุจว่าอัคคีนั้นโหมอยู่ในใจของตนเอง เสียงผู้คนกรีดร้องจากทั่วทุกหัวระแหงบีบคั้นใจยิ่งนัก  เสียงปืน...เสียงระเบิดดังเป็นระยะ ดวงตาสีสนิมเหล็กเป็นประกายกล้า เขาหมายใจที่จะลงไปเบื้องล่างด้วยตนเองยิ่งนัก กระบี่คู่กายที่เคยปลิดชีพเหล่าโจรสลัดสมควรที่จะได้ทำงานของมันอีกครั้งหนึ่ง

“รามิล ข้า…”

“ไม่ได้ครับผม” ชายหนุ่มชุดดำผู้ซึ่งอยู่บนหลังอาชาเคียงข้างผู้สูงวัยเอ่ยขัดโดยไม่เกรงใจ “ท่านลงไปไม่ได้ หากท่านลงไป เป้าล่อก็จะกลายเป็นท่านไปในทันที”

เขาพูดเพียงเท่านี้แล้วก็เงียบ เคซาสถอนหายใจ ที่รามิลพูดมามันถูกทุกอย่าง เขาเองก็รู้แต่ทำอย่างไรได้...มันเจ็บแค้นในอกเหมือนจะระเบิดออกมา!!!

ระหว่างที่ผู้มากด้วยยศกำลังดูสถานการณ์โดยรวมด้วยความกระวนกระวายหลังจากกองกำลังบางส่วนได้เข้าพื้นที่ไปแล้วนั้น ผู้การหนุ่มแห่งราชนาวีกลับยืนนิ่ง ใบหน้าคมคายสงบ ราบเรียบไร้ความรู้สึกราวศิลาสลัก มีเพียงดวงตาคมกริบเฉกเหยี่ยวเท่านั้นแลกวาดไปทั่ว

ดวงตาสีน้ำทะเลสะท้อนเปลวเพลิงลุกโชน... เขาเองก็ไม่ได้ร้อนใจน้อยไปกว่าท่านจอมพลเท่าไรนัก หากเวลานี้เพลี่ยงพล้ำเพียงเล็กน้อยหรือกระทำการอะไรบุ่มบ่ามนิดเดียว ผลที่ตามมาอาจเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล... ชายหนุ่มนึกถึงคนที่รออยู่เบื้องหลังแล้วก็ถอนใจ ขออย่าให้เซเรนเนียทำอะไรอย่างที่เขาคาดไว้เลย...

แล้วสายตาของเขาหยุด ณ จุดหนึ่งซึ่งไม่มีเปลวเพลิงลุกโหมด้วยความสงสัย ความคิดทั้งหมดประมวลข่าวสารต่างๆที่หลั่งไหลเข้ามาในแต่ละวันก็ทำให้ใจกระตุกวาบ !

“ท่านครับ ข้าต้องลงไปข้างล่างกับทหารอีกกลุ่มหนึ่งโดยเร็วที่สุด ข้าขอตัว”

“ตามสบาย” อีกฝ่ายยิ้ม “อย่างไร ณ จุดนี้ข้าก็ให้อำนาจการตัดสินใจ   กับเจ้าไปแล้ว หากมีเรื่องอะไรก็ให้สัญญาณก็แล้วกัน”

ชายหนุ่มวางมือลงบนหน้าอก หันไปพยักหน้ากับทหารชุดดำข้างหลัง ม้าของพวกเขาแหวกออกเป็นทางให้ผู้เป็นนายเดินนำไปก่อน เสียงบังเหียนถูกสะบัดดัง

“ย่า..ห.ห..ห.ห ! ”

เสียงเกือกม้ากระทบพื้นต้องโสตอยู่ใกล้ ก่อนตามด้วยเหล่าทหารอีกกว่าสิบนาย ทั้งหมดได้จากกองหนุนบนผาสูงมาอย่างรวดเร็ว ร่างสูงบนหลังอาชาพ่วงพีหมอบลงต่ำเพื่อไม่ให้ต้านแรงลม ใบหน้าทั้งหมดถูกปิดบังไว้ด้วยชายผ้าสีดำตวัดรอบคอและเก็บชายไว้มิดชิด เหลือเพียงดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์อย่างเดียวเท่านั้นที่แสดงความรู้สึกภายใน ภายใต้เครื่องแบบ การกระทำของเขาถูกกำหนดไว้ด้วยวินัย...

แต่กับหัวใจ ไม่มีสิ่งใดที่จะยับยั้งความโกรธเกรี้ยวมหาศาลเฉกน้ำป่ายามฝนหลากได้เลยแม้แต่น้อย บ้านที่รัก แผ่นดินที่เติบโต...มันผู้ใดอาจหาญให้เลือดของพี่น้องต้องหลั่งชโลมดิน มันผู้นั้นก็ต้องเซ่นเลือดสังเวยแม่พระธรณีเฉกเช่นเดียวกัน !

 

 

 

ถนนสู่อาคารสีขาวหลังคาโดมทรงกลมใหญ่สีเขียวเคยถูกปกป้องด้วยรั้วเหล็กสีขาว ซึ่งบัดนี้เปิดกว้างนั้นเต็มไปด้วยซากศพของยามรักษาการณ์และกลุ่มผู้บุกรุกนอนตายระเกะระกะ เลือดแดงฉานไหลนองเต็มพื้นอิฐ กลิ่นคาวคละคลุ้งต้องจมูกผู้เดินสัญจรผ่านไปมา ชายร่างใหญ่เดินผ่านประตูเหล็กบานใหญ่นั้นอย่างช้าๆ ครั้งหนึ่ง...ทวารนี้เคยได้ชื่อว่างดงามที่สุดด้วยฝีมือช่างชาวตะวันตก ลวดลายเถาวัลย์กระหวัดเกี่ยวอ่อนช้อย งดงามละม้ายพฤกษาเขียวยิ่งนัก แต่บัดนี้...มันกลับเต็มไปด้วยรอยแผลจากคมขวานของเหล่าสลัดแห่งเออเรบัส!!! สภาพของจวนข้าหลวงอาวุโสนั้นละม้ายสรวงสวรรค์ที่ถูกทึ้งทำลายโดยอสูรจากขุมนรก โลหิตนอง...คาว น่าสะอิดสะเอียนสำหรับคนทั่วไป หากมันเป็นเหมือนโอสถทิพย์บำรุงกำลังของหมู่โจรแห่งท้องทะเลที่ได้ชื่อว่าเหี้ยมโหดที่สุด

รูปสลักเทพยดาหินอ่อนสีชมพูซึ่งเรียงรายอยู่สองข้างทางสู่อาคารปรากฏรอยเลือดกระเซ็นอยู่ทั่ว ใบหน้างดงามของเทพีแห่งใบไม้ผลิมีรอยเลือดเป็นทางยาวจากหางตาละม้ายทรงกันแสง ชายร่างใหญ่เดินผ่านลูกน้องที่หลีกเป็นทางพลางแสยะยิ้มด้วยความสะใจ ดวงตาข้างขวาของเขาเป็นสีเขียวหม่นดุจใบสนในป่าหมอก อีกข้างเป็นสีฟ้าเทา...อาจเป็นเพราะแผลยาวจากคิ้วจดข้างแก้ม ดวงตาสีเขียวมองไปข้างหน้าหากตาขวากลับมองไปอีกทางอย่างอิสระคล้ายตาของกิ้งก่า มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของชายชราผู้หนึ่ง...ซึ่งล่วงลับไปแล้ว หลังจากที่อิลลิโต้...สมุนมือขวาของอาดีสกัปตันแห่งเออเรบัสได้ควักออกมาจากเบ้าทั้งๆที่ผู้เฒ่ายังมีชีวิตอยู่

อิลลิโต้ลูบเคราหยักยุ่งของตนพลางพิศมองลูกเรือที่กำลังขนย้ายของมีค่าจากภายในคฤหาสน์ออกมา มีคนผ่านเดินเข้าออกประตูไม้บานกว้างไม่ขาดสาย บ้างก็มีเชิงเทียนหรือข้าวของต่างๆซึ่งทำจากทองคำอยู่เต็มถุงที่แบกใส่หลังไว้ บ้างก็ช่วยกันหอบหิ้วหีบอัญมณีล้ำค่าออกมาอย่างรวดเร็ว แข่งกับเวลาและเพื่อให้ได้จำนวนมากที่สุดตามที่กัปตันอาดีสต้องการ

“เฮ้ย เร่งมือเข้า กัปตันน่ะร้อนใจจะแย่แล้ว ! ” เขาคำรามเสียงก้องจนคนทั้งหมดสะดุ้ง “ขนของทั้งหมดให้เร็วๆเข้า กัปตัน...รอที่จะเจอท่านผู้การรามิลแล้วก็ท่านจอมพลเรนาเธียไม่ไหวแล้วรู้ไหม”

เฮ ! ลูกเรือร้องรับเสียงดังกระหึ่ม

ใบดาบเปรอะเปื้อนเลือดชูขึ้นเห