ตอนก่อนหน้า
บทที่ ๑ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๒ (๑/๒) (๒/๒)
บทที่ ๓ (๑/๒) (๒/๒) 
บทที่ ๔
บทที่ ๕
บทที่ ๖
บทที่ ๗
 
 

ชายหนุ่มในชุดกลมกลืนกับเหล่าสลัดแห่งเออเรบัสวิ่งตามกลุ่มโจรซึ่งออกไปนอกคฤหาสน์อย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครรู้ว่าเขาคือใคร...ตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาในตอนนี้แค่สงสัย...ว่าเออเรบัสจะมาที่เมืองนี้ด้วยเหตุผลหลักอะไร แน่นอนว่ามันไม่ใช่การปล้นธรรมดาเท่านั้น การปล้น...ในยามกลางวันเช่นนี้มันอุกอาจยิ่งนัก เหมือนจะท้าทายราชนาวี ท้าทายเขาผู้บังคับการกองเรือที่นี่และท้าทาย...จอมพลเรือเคซาส เจ้าบ้านเรนาเธียซึ่งเป็นหัวหน้าเขตการปกครองแถบนี้ทั้งหมด ท่าทาง...อาดีสคงยังไม่รู้กระมังว่าคู่ปรับเก่ามาอยู่ตรงนี้แล้ว

โจรสลัดทั้งหมดทยอยเดินออกจากบ้านไปทิ้งไว้เพียงซากร่างไร้วิญญาณของตำรวจเมืองซึ่งเข้าเวรรักษาการณ์จวนข้าหลวงอาวุโสเท่านั้น ดวงตาสีน้ำทะเลมองกวาดแล้วก็ต้องถอนใจ คนมากมายเสียชีวิตไปเพื่อสนองความต้องการของคนเพียงคนเดียว ความต้องการและตัณหาของอาดีสผู้เป็นกัปตันเรือเออเรบัส ชายหนุ่มลอบมอง...ในมือก็ถือของล้ำค่าเอาไว้ชิ้นหนึ่งเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย โจรสลัดจากไปเกือบหมด...

“ทุกคนไปหมดแล้ว...แล้วเจ้าเล่าเหตุใดจึงซุ่มดูข้าอยู่เช่นนี้” เขาพูดกับใครบางคนที่มองไม่เห็น “ออกมาจากเงามืดเสียเถิด หาต้องการจะประมือกันจริงๆข้าก็จะสนองความต้องการนั้น”

“ข้าว่ามีแต่เพียงคนโง่เท่านั้นกระมังที่คิดจะเผชิญหน้ากับท่าน...ท่านผู้การรามิล”

ผู้การหนุ่มหันกลับมาโดยไว ชายที่ยืนลอบมองเขาอยู่ครู่ใหญ่ก้มศีรษะต่ำยิ่ง ทำความเคารพเขาประหนึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นๆ

“ท่านไม่สมควรมาเสียเวลากับพวกสวะเหล่านี้ ให้ข้ากับคนของท่านจัดการเองดีกว่า ข้าคิดว่าทางด้านหลัง ที่กระท่อมหลังเล็กในสวนจะมีเรื่องวุ่นให้ท่านสนุกมือมากกว่านี้แน่” เส้นผมสีทรายของเขาจับตัวแข็งด้วยเลือด

รามิลวางของในมือ มองฝ่ายตรงข้ามที่ดูไม่น่าจะอายุเกินยี่สิบต้นๆด้วยความสงสัย

 “ขอบใจที่บอก เจ้ารู้ว่าข้าคือใคร...หากข้าไม่รู้ว่าเจ้าคือใครกันแน่” คนพูดหัวเราะน้อยๆ

ผู้อ่อนวัยกว่าค้อมหลัง “ข้าเนฮ์มา... ขออภัยที่มิอาจบอกได้ว่าทำงานอะไร หากข้าขอยืนยันด้วยคำสัตย์ซึ่งได้กล่าวปฏิญาณต่อหน้าธงชัยแห่งราชนาวีและตราแห่งสภาปราชญ์ว่าข้าคนนี้ทำงานเพื่อแผ่นดิน”

“เจ้าเป็นทหารเรือ?”

“เคยเป็นขอรับ ก่อนที่จะสอบเข้ามาทำงานในจุดนี้ ข้า...เคยเป็นศิษย์ของท่านมาก่อน ท่านครู” น้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความเคารพยิ่งนัก “แม้ว่าข้าจะอ่อนวัยกว่าท่านไม่กี่ปี หากท่านก็เป็นครูของข้า”

“ยินดียิ่งนักที่เห็นศิษย์คนหนึ่งของข้าประสบความสำเร็จ” ใบหน้าของชายหนุ่มอ่อนละมุนยิ่งนัก

“ขอรับ ข้าว่าเราแยกกันก่อนเถิด ข้าจะตามพวกนั้นไปและจะไปสมทบกับคนของท่าน ไม่ทราบว่ามีอะไรที่พอจะยืนยันคำสั่งท่านได้บ้างไหมครับ ข้ามีเพื่อนพ้องอีกหลายคนที่นัดกันไปเจอด้านนอก”

รามิลดึงปืนออกมาแล้วโยนให้อีกฝ่าย “เอานี่ให้พวกนั้นดู...แล้วเขาจะเข้าใจ” ผู้เคยเป็นศิษย์ก้มศีรษะรับคำสั่งจากนั้นจึงรีบเดินจากไป

“เดี๋ยวเนฮ์มา” ชายหนุ่มหันหลังกลับและได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าของผู้การแห่งโอเชี่ยนไพรด์ซึ่งเขาไม่เคยได้เห็นมาก่อนเลยในชีวิต

“แม้ว่าเจ้าจะ ‘เคย’ เป็นทหารเรือ แต่ตอนนี้ เจ้าก็คงยังมีหน้าที่เฉกทหารเรือใช่ไหมเนฮ์มา” อีกฝ่ายยิ้มน้อยๆ “ข้าดีใจ...ที่ข้าสอนศิษย์ได้ดี”

ผู้เป็นศิษย์มองหน้าครูของตนด้วยแววตาเต็มตื้น ก่อนยืนตัวตรงตบเท้าวางมือทาบที่หัวใจและค้อมกายต่ำยิ่ง

“แม้ตอนนี้ข้าจะไม่ได้สวมเครื่องแบบอยู่บนกาย...หากความเป็นราชนาวี จะประทับอยู่ในวิญญาณของข้าตราบจนวันตายขอรับท่านครู”

ชายทั้งสองหันหลังให้กัน ต่างคนต่างวิ่งสุดฝีเท้าเพื่อไปทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วงโดยไม่ได้หวนกลับมามองอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

 

 

 

จากคำบอกเล่าของผู้เป็นหลานชายทำให้เซเรนเนียต้องมาซุ่มรออยู่ใกล้ๆประตูทางออกอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นทางของคนรับใช้ในจวนท่านข้าหลวงอาวุโสเยนิคอฟใช้ คาร์ลิซมาถึงที่นี่ก่อนเธอพักใหญ่ เด็กหนุ่มเลยสำรวจรอบๆบ้านดูทางหนีทีไล่ทั้งหมดไว้เผื่อมีเหตุฉุกเฉินจะได้สามารถเปลี่ยนแผนได้ทันท่วงที เขาบอกว่าตรงประตูนี้มีกลุ่มโจรสลัดมาดักซุ่มอยู่หลายคน...คาดว่าน่าจะเป็นทางที่พวกมันใช้พาเธียรีนน์ออกไปสู่เรือเออเรบัสเป็นแน่

เด็กสาวนั่งอยู่หลังพุ่มไม้...โดยที่มีร่างไร้สติของเหล่าสลัดซึ่งถูกมัดนอนอยู่ใกล้ๆ คงจะอีกนาน...กว่าพวกมันจะฟื้น

“ท่านขอรับ....” เธอชำเลืองมอง

 “ที่ให้ทำสำเร็จไหม”

“ครับผม” ชายผู้มีดวงตาสีเทาตอบ “ตามที่ท่านสั่งทุกประการ”

“แล้วคาร์ลิซ”

“ทุกคนประจำอยู่ตามจุดที่ท่านสั่งขอรับ”

“เยี่ยม...ทำตามที่ข้าสั่ง อย่าได้ทำเกินหน้าที่เป็นอันขาด คิดว่าเจ้าคงรู้พวกที่ขาดๆเกินๆจะได้รับโทษเช่นไร...ใช่ไหม มารุส”

“ครับผม” ชายหนุ่มยืนนิ่ง เด็กสาวคนนี้แข็งแกร่ง เด็ดขาดยิ่งนัก สมกับที่เติบโตมาในตระกูลเรนาเธีย เขาเคยมีข้อกังขาในใจเมื่อแรกที่ได้รับคำสั่งให้มาเป็น ‘มือเท้า’ ของเธอ เด็กสาวอายุ ๑๔ ...นางจะไปทำอะไรได้ นอกเสียจากว่านั่งร้องไห้หรือสวดมนตร์อ้อนวอนพระเจ้า แต่นั่นผิดถนัด มือเล็กๆ...นิ้วเรียวขาว...สามารถ ‘จัดการ’ กับผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งและคนทรยศ...ได้นิ่มนวลและน่ากลัวยิ่ง

ร่างบางระหงลุกขึ้นยืนรวดเร็วจนอีกฝ่ายสะดุ้ง “ดูพวกนี้ไว้ ข้าจะไปแล้ว”

“ท่านจะไปไหนขอรับ?”

“อย่าถามให้มากความ ทำ เท่าที่ได้รับคำสั่งก็พอ”

เสียงใสที่เคยอ่อนหวานเรียบจนเย็นชา ดวงตานั้นไร้ประกายสุกสว่างดุจดารา หากแลลึก...เหมือนห้วงนทีที่จะสุดหยั่งได้

 

 

 

ปล่อย! ปล่อยข้าไปเดี๋ยวนี้! ไอ้พวกโจรกักขฬะเสียงหวานใสตวาดแหลมก้องไปทั่วบริเวณ

เธียรีนน์ถูกพวกมันมัดข้อมือและโยงเชือกไว้มิให้หนีไปไหนได้ เส้นผมสีทองสวยหลุดลุ่ย ดวงตาแดงก่ำเกรอะกรังด้วยคราบน้ำตา โจรสลัด ๒ คนที่จับกุมตัวเธอไว้กระตุกเชือกเป็นระยะเพื่อให้เธออยู่เงียบ หญิงสาวหันมองใบหน้าที่รกเรื้อด้วยเครารุงรังแล้วก็นึกหวาดกลัวในชะตาของตนเอง เธอ...ผู้เป็นแก้วตาของท่านลุง ข้าหลวงอาวุโสแห่งส่วนกลางกลับต้องมาโดนหลู่เกียรติจากพวกโจรสลัดเออเรบัสที่ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุด ...หนทางรอดของเธอช่างน้อยนิดนัก...

เธอยืนอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ในสวนของบ้านเธอเอง กิ่งของมันแข็งแรง...พอที่เธอจะแขวนคอตายได้...แต่เธอก็ไม่สามารถทำได้ดังใจปรารถนา ผู้คุมอีก ๕ คนยืนรายล้อมเธอไว้แทบจะมิให้กระดิกตัวได้เลย โจรสลัดสองคนโพกผ้าไว้มิดชิดไม่ให้หลุดลุ่ยทำให้ลำบากในการทำงาน พวกมันหัวเราะ อีกสองคนก็ถือดาบใบใหญ่ไว้มั่น ผิดกับคนตัวเล็กสุดในเสื้อคลุมมีหมวกซึ่งยืนอยู่เฉยๆราวรูปสลัก

“อยู่เงียบๆก็ดีนะแม่กระต่ายน้อย” มือหยาบของอิลลิโต้ไล้แก้มนวล ตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนามองเธออย่างไม่ปิดบังความรู้สึก หญิงสาวสะบัดหน้าหนีก่อให้เกิดเสียงหัวเราะเบาๆใยลำคออีกฝ่าย “โธ่ๆๆๆ อย่าเดียดฉันท์ข้าไปเลย พอกัปตันเบื่อแล้วเจ้าก็ต้องมาอยู่กับข้าอยู่ดีแหละแม่คนงาม”

เธอกัดริมฝีปากตนเองจนซีด เธียรีนน์หมายมาดในใจ หากเธอต้องตกไปเป็น ‘สมบัติ’ ของอาดีสจริงๆ เธอจะฆ่าตัวตาย !

“อ๊ากกกกกกกก”

เสียงคนร้องด้วยความเจ็บปวดดังมาจากที่ใดที่หนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกล

 “อิลลิโต้ ! ไปดูทางโน้นหน่อย”

“เออ!” มันหันกลับมาหาหญิงสาวอีกครั้ง “รอเดี๋ยวนะคนดี... เดี๋ยวข้ามา”

หลานสาวเจ้าบ้านก้มหน้านิ่ง น้ำตาอุ่น...จนร้อนหยาดลงสองข้างแก้ม ระหว่างที่อิลลิโต้เดินไปดูความเรียบร้อยอีกทางหนึ่ง เชือกที่ผูกโยงเธอก็ถูกเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆโดยโจรสลัดตาเดียวร่างใหญ่ไม่ทันได้สังเกต เชือกนั้นตอนนี้อยู่ในมือของคนตัวเล็กสุดที่ปลายแถว เขาม้วนเชือกนั้นไว้รอบมือ...ให้มันสั้นที่สุด

“เธียรีนน์ ! ” รามิลถึงกับตะโกนลั่นเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

ดวงตาสีน้ำเงินม่วงเขม้นมอง “ท่าน...ท่าน...” ริมฝีปากบางสั่นระริก “รามิล รามิลช่วยข้าด้วย ! ”

“ฉิบ...” คนตัวเล็กสุดที่ปลายแถวถึงกับสบถออกมาเมื่อเห็นว่าแผนทุกอย่างมันเปลี่ยนไป

อิลลิโต้หันหลังกลับโดยไวมองเห็นร่างสูงที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาดยืนอยู่ ในมือมีดาบ...ที่ใบโลหะสีเงินอาบด้วยเลือดแดงก่ำ

“รามิล....ผู้การรามิลอย่างนั้นรึ?”

“ใช่ ข้าเอง คนที่ควักเอาลูกตาเจ้าไปอย่างไรเล่าอิลลิโต้”

เขาเพ่งมองชายหนุ่มตรงหน้า...เขาไม่เคยเห็นคนๆนี้ ไม่สิ ดวงตาคู่นั้น !  ดวงตาสีน้ำทะเลที่มันเคยสร้างความเจ็บแค้นให้เออเรบัส เส้นเลือดของโจรสลัดปูดโปนขึ้นมาทันตาด้วยโทสะและความแค้นที่เกิดขึ้นในอดีต เมื่อกว่า ๑๐ ปีก่อน เขาเคยประมือกับไอ้หมอนี่...แน่นอนเขาแพ้ คนชนะกลับไม่ฆ่าเขา หากทำให้ตาเขาบอดเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการพ่ายแพ้แทน สำหรับมือขวาแห่งกัปตันเรือเออเรบัส มันเป็นสิ่งที่ร้ายกาจ...ร้ายเสียยิ่งกว่าตายด้วยน้ำมือเด็กหนุ่ม เมื่อหลายปีล่วงไป เขาตัดสินใจควักลูกตาฟ้าฟางข้างนั้นออก แล้วนำของใหม่ที่ดีกว่าเดิมมาใส่แทน ดวงตาข้างนั้น...ยังคงอยู่ในไหน้ำผึ้ง เป็นรอยแผลที่จารไว้ไม่มีวันลืม !

“ไอ้เด็กเวรตอนนั้น...ถ้ากัปตันเจอเจ้าก็คงจะดีใจพิลึกเลยนะพ่อหนุ่ม” เสียงแหบห้าวหัวเราะในลำคอ “นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะมาเป็นทหารเรือ...”

“ตั้งแต่ก่อนหน้าที่ข้าจะเจอกับพวกเจ้า ข้าก็เป็นทหารเรืออยู่แล้ว...”

“ดี...ดี งั้นข้าจะขอดูฝีมือของเจ้าหน่อยว่าจะยังสามารถล้มได้ทีละหลายสิบคนได้เหมือนเมื่อกว่าสิบปีก่อนรึเปล่า” เขาทำเสียงสัญญาณบางอย่างดังก้องไปทั่ว เหล่าสลัดที่เดินก้าวออกประตูไปแล้ววิ่งกลับเข้ามาโดยทันที ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่กว่าสามสิบชีวิตยืนรายล้อม อิลิโต้หัวเราะดังลั่นด้วยความสะใจ

“คิดจะช่วยคนรักอย่างนั้นเรอะท่านผู้การ เอาชีวิตตัวเองให้รอดก่อนจะดีกว่ามั้ง”

รามิลกัดริมฝีปากด้วยความเจ็บใจ เขา...มั่นใจว่าพอจะสู้กับคนทั้งหมดไหว แต่หญิงสาวตรงหน้าเล่า ใครจะพานางออกไป ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวลมองไปยังร่างภายใต้การควบคุมของสลัดแล้วก็ต้องหนักใจ แต่แล้วเขาก็รู้สึกถึงกระแสบางอย่างที่มาจากผู้ซึ่งจับกุมเธอเอาไว้ ดวงตาของชายที่มีเครานั้นเหมือนจะบอกอะไรกับเขา แต่มันก็มีแววแผกไปเพียงวูบเดียวแล้วก็จางหายไปละม้ายภาพมายา คนๆนั้นดึงร่างเล็กให้มาอยู่ใกล้ตนเอง เธียรีนน์แข็งขืนแต่ก็มิอาจสู้แรงของบุรุษได้ เธอเลยออกมาอยู่นอกร่มเงาไม้

แดดที่เคยจ้าจัดดุจจะแผดเผาทุกอย่างให้มอดไหม้พลันมืดลงด้วยแพเมฆผืนใหญ่หนาได้เคลื่อนมาบดบังไว้ เงามืดของร่มไม้ใหญ่ยิ่งดูมืดสนิทกว่าเดิม ดวงตาของผู้การหนุ่มแลเห็นเงาของสิ่งๆหนึ่งทิ้งตัวจากกิ่งไม้ แล้วเขาก็เห็น...อะไรบางอย่างที่สะท้อนแสงซึ่งมีอยู่เพียงน้อยนิดเป็นประกายเข้าตา มันเหมือนตุ้มโลหะทรงยาวรีหมุนวนรอบคอของโจรสลัดร่างยักษ์ซึ่งยืนกอดอกอยู่ใต้กิ่งไม้ใหญ่ เส้นเอ็นเล็กๆตวัดหมุนวนรอบคอของอีกฝ่ายรวดเร็ว แผ่วเบาจนอีกฝ่ายไม่รู้สึกตัว...

“ว่าอย่างไรเล่า ท่านผู้การ” ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย  “จะมาให้ข้าล้างตาหน่อยไหม” อิลลิโต้ท้า เขาน่ะพร้อมอยู่แล้ว แต่ตัวประกันนี่สิ...จะทำอย่างไรดี

“เฮ้ย พวกเจ้าพาคุณหนูไปที่เรือก่อน ข้ามีเรื่องที่จะต้องสะสางบัญชีหนี้เก่าหน่อยว่ะ ฮ่าๆๆ”

เมฆหนาสลาย...เคลื่อนคล้อยจากดวงแก้วเจิดจ้า ส่งให้คนทั้งหมดค่อยๆมองเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้น...

 “อั่ก ! ”

เสียงดังมาจากฝั่งที่จับตัวเธียรีนน์เอาไว้ ทำให้พวกเขาต้องเขม้นมองไปในความมืดนั้น

เมฆาขาว....ลับจากตะวันอย่างสมบูรณ์ ส่งให้คนทั้งหมดต้องตกตะลึงกับภาพตรงหน้า !

“ทวิก ! ” เสียงหนึ่งในสลัดที่มาสมทบตะโกนลั่น เมื่อเห็นเพื่อนของตนเองมีสีหน้าทรมานอย่า