EverydaySAprilFool

 

Everyday's April Fool

 

 

EP 1 : 1 เมษายน

 

 

วันที่ 1 เมษายน

 

 

ผมเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง

ผมเพิ่งได้บรรจุในวันนี้เอง หลังจากที่จบปริญญาตรีมาและออกจากงานรับจ้างที่ทำฆ่าเวลา ผมก็ได้ก็ทำงานก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ในที่ว่าการอำเภออยู่สามเดือน พอเจ้าของตำแหน่งเก่าลาออกไปคลอดลูก และเพื่อทำธุรกิจร้านขายโทรศัพท์มือถือกับสามี ผมจึงเข้าสอบในตำแหน่งนั้น...ซึ่งมีคนสอบคนเดียว

แล้วผมก็ได้บรรจุในแผนกธุรการทั่วไปของที่ว่าการอำเภอ ในตำแหน่ง ‘เสมียน’

วันนี้ผมได้ทำงานเป็นเสมียนทั่วไปของที่ว่าการอำเภอแห่งหนึ่งเป็นวันแรก ที่ทำงานผมไม่ไกลจากอำเภอบ้านเกิดของตนเองนัก จังหวัดของผมอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครมาไม่มาก แต่ก็ไม่ใกล้จนรับอิทธิพลของเมืองกรุงมา จะบอกว่ายังมีความเป็นบ้านนอกอยู่สูงก็คงใช่

เมื่ออาทิตย์ก่อนตอนผมได้หนังสือแจ้ง ผมไม่ได้วิ่งกลับไปบ้าน แล้วตะโกนบอกเจ๊ด้วยความยินดี ผมแค่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับหลานสาวที่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดก่อน แล้วก็ขี่รถกลับบ้าน แวะซื้อผักที่ตลาดตามคำสั่ง จากนั้นก็จอดรถ เดินเข้าบ้านที่อยู่ติดกับหอพักซึ่งพี่สาวเป็นเจ้าของ

‘เจ๊ ผมได้บรรจุแล้ว’

‘เออ’ เจ๊ตอบผมแค่นี้ ก่อนหันไปดูโทรทัศน์ต่อ

ถึงเจ๊จะไม่กระโดดกอดคอแล้วหอมแก้ม แต่ผมก็ดีใจที่อย่างน้อยผมก็ได้มีงานมั่นคงทำ ช่วยแบ่งเบาภาระให้เจ๊ได้

 

 

 

บ้านผมเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นหลังไม่ใหญ่นัก หน้าบ้านมีสนามหญ้าที่ค่อนข้างเขียว มีสระน้ำเลี้ยงปลาคาร์ฟของพี่เขย แล้วก็เป็นสระส่วนตัวของไอ้บุญลือ หมาไทยพันทางตาบอดป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ที่บางวันก็เผลอหลับในบ่อปลา

ครอบครัวของผมมีกันอยู่สี่คน เจ๊เป็นพี่สาวผม...อายุห่างกันสิบกว่าปี หลังจากพ่อและแม่เสียเจ๊ก็หาเลี้ยงผมมาตลอด ทั้งด้วยเงินจากการเป็นเจ้าของหอพัก เงินเล่นหวย และเงินจากการเป็นเท้าแชร์ ก็เรียกได้ว่ามีความเป็นอยู่ที่บริบูรณ์พอควร

สามีของเจ๊หริอพี่เขยที่เป็นเพื่อนสมัยเรียนนั้นไม่ค่อยอยู่บ้าน เพราะทำงานเป็นวิศวกรสำรวจของกลุ่มธุรกิจพลังงานยักษ์ใหญ่ ซึ่งขุดเจาะและสำรวจก๊าซธรรมชาติอยู่กลางทะเล

ส่วนหลานสาวที่อ่อนกว่าผมไม่กี่ปี ตอนนี้ก็เพิ่งขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ทั้งที่ฉลาดมาก ๆ ฉลาดกว่าผมเสียอีก แต่กลับเลือกเรียนสายภาษา เห็นว่าชอบด้านนี้ พี่สาวก็ไม่ว่าอะไร บอกว่าที่บ้านมีคนจบวิศวะมาสองคนก็เพียงพอแล้ว ไม่อยากได้หมอ วิศวกร หรือสถาปนิกมาเพิ่ม เบื่อ...

แม้พี่เขยนาน ๆ ถึงจะได้กลับบ้านมาสักหนหนึ่ง แต่ครอบครัวเราก็อบอุ่นดี มีพ่อ แม่ ลูก และน้าชายอย่างผม ที่พี่เขยรวมเข้าไปเป็นครอบครัวเดียวกัน

แต่คนข้าง ๆ บ้านชอบมองว่าครอบครัวเราแตกแยก...

ตั้งแต่สมัยผมเรียนอยู่แล้วที่คนเหล่านี้มักจะถามเจ๊เสมอ ๆ เพราะเห็นนาน ๆ พี่เขยจะกลับมาบ้านที ไอ้คนที่ถามก็มีทั้งพวกที่ถามไปงั้น เพราะแค่อยากหาเรื่องกระแนะกระแหน แต่พอบอกไปว่าเป็นวิศวกรสำรวจ อยู่แท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติกลางทะเล ทุกคนก็งง ๆ แล้วก็ลืมไป เว้นเสียแต่คนเดียวที่พี่ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้แกเข้าใจอย่างไรดี

นั่นก็คือยายทองข้างบ้าน...

‘ผัวเอ็งทำงานที่ไหนนะนังหวาน’ ยายตะโกนถามเจ๊ที่กำลังใช้เครื่องตัดหญ้าอยู่ที่สนามหน้าบ้าน เจ๊เห็นทำเป็นไม่รู้เรื่อง ตัดหญ้าต่อ

‘เฮ้ยนังหวาน ข้าถามไม่ได้ยินหรือไง’

‘สามีหนูทำงานเป็นวิศวกรแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในทะเล ! ’ เจ๊ตะโกนตอบตัดรำคาญ โดยมีเสียงแถด ๆ ของเครื่องตัดหญ้าดังผสม ตอนนั้นผมอยู่ม.๕ ล่ะมั้ง จำได้ว่าผมเพิ่งกลับมาจากโรงเรียน

‘โถ ไอ้หวาน ชีวิตเอ็งน่าสงสาร’

เจ๊ขมวดคิ้ว มองยายทองพิลาปรำพัน เหมือนเจ๊จะไม่เข้าใจว่าชีวิตตัวเองมันเศร้าขนาดยายทองต้องมาโอดขนาดนั้น ท่าทางแกเหมือนกับจะให้ยกมโหรีมาบรรเลงเพลงพญาโศกและธรณีกรรแสงมาบรรเลงคลอ

‘เลี้ยงลูกคนเดียวลำพัง นี่ต้องทำงานหาเลี้ยงทั้งน้องแล้วก็ลูก ผัวเอ็งก็เห็นจบสูง ทำไมไปเป็นตังเก !’

พูดเสร็จแกก็หยิบชายเสื้อคอกระเช้ามาซับน้ำตา แล้วก็วิ่งตุบตับเข้าบ้านไป ปล่อยให้เจ๊ยืนนิ่งจับเครื่องตัดหญ้าที่ยังร้องแถด ๆ ตามหน้าที่ ตอนนั้นผมคิดว่าเจ๊คงเพิ่งนึกได้ ว่าเจ๊ควรจะโกนให้ดังกว่านั้น ไม่ก็ดับเครื่องตัดหญ้าแล้วค่อยคุยกับยายทอง

เพราะแกหูตึงแล้ว...

และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ยายทองก็กระจายข่าวความน่าสงสารออกไป จนคนในชุมชนก็พากันเข้าใจว่าพี่เขยเป็นตังเก ออกทะเลหาปลา หลายครั้งพอพี่เขยกลับมา ก็พากันทักทายว่าได้ปลาอะไรมาบ้าง ทำเอาพี่เขยงงมิใช่น้อย ซึ่งแรก ๆ เจ๊ก็พยายามแก้ความเข้าใจผิดอยู่ แต่ไป ๆ มา ๆ ชักเบื่อ เลยตอบแบบไหลตามน้ำไปตัดรำคาญ

‘ไอ้หวาน ผัวเอ็งได้ปลาอะไรมาบ้างวะคราวนี้’ อาเจกร้านโอเลี้ยงถาม ตอนที่ผมไปตลาดกับเจ๊

เจ๊มองตาขวางก่อนตอบ

‘กระเบนราหู’ ตอบเสร็จเจ๊ก็เดินไป ไม่หันไปมองชาวบ้านที่กำลังนินทาว่าสามีเจ๊อยู่กับเรือผิดกฎหมาย เรือลักลอบค้าสัตว์ทะเล

ถึงจะมีเรื่องวุ่นวายมากหน่อย แต่ครอบครัวผมก็สงบสุขดี

 

 

 

ชีวิตทำงานของผมก็สงบสุขไม่แพ้กับชีวิตปกติ

ตลอดหลายเดือนที่ผมทำงานมา ผู้คนในที่ว่าการอำเภอต่างเป็นมิตรและใจดี ทั้งพวกพี่สาวธุรการด้วยกัน และเจ้าหน้าที่ในหน่วยอื่น ๆ ไม่ว่าจะพี่ชายสาธารณสุข พี่ที่แผนกสังคมสงเคราะห์ จนกระทั่งคุณป้าแม่บ้าน ก็ล้วนแต่เอื้ออารีต่อกัน สังคมในนี้เป็นสังคมการทำงานที่ผมใฝ่หา

ยิ่งไปกว่านั้นนายอำเภอท่านก็ยังเป็นคนดี เอาใส่ใจลูกน้องอย่างไม่น่าเชื่อ

ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะผมเห็นพี่แผนกธุรการคนหนึ่งเคยได้เค้กก้อนโต เป็นของขวัญเซอร์ไพรซ์จากท่าน แม้จะไม่ใช่ของแพงอย่างเค้กห้างในกรุงเทพฯ แต่ก็เป็นสิ่งที่เจ้านายมอบให้ลูกน้อง ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ ครั้งนั้นผมประทับใจมาก และยิ่งประทับใจมากขึ้นเมื่อเห็นก้อนที่สอง...สาม...สี่

ผมไม่รู้ว่าท่านเสียเงินไปสักเท่าไหร่ในเดือนเดือนหนึ่ง แต่ท่านก็ทำให้คนทั้งที่ว่าการฯ รักและเคารพได้หมดใจ

จนวันนี้ ๑ เมษายน ที่เป็นวันเกิดผม ผมก็แอบหวังเหมือนกันว่าจะได้อะไรกับเขาบ้าง ผมก็เลยสอดส่ายสายตาหาความผิดปกติ เผื่อมีใครจะมาเซอร์ไพรซ์วันเกิดผมบ้าง แต่ที่ผมพบเจอ คือมุมมืดของที่ทำงาน ซึ่งผมเห็นมาตลอดหลายเดือน และพี่เขยเคยเตือนให้ทำใจ...

มันคือระบบราชการแบบเช้าชามเย็นชามนั่นเอง

ข้าราชการหญิงหลายคนใช้เวลาทำงานนั่งเมาท์กันเองอย่างสนุกสนาน บางทีก็นั่งแต่งหน้า ส่วนพวกผู้ชายก็จะนั่งดูโรทัศน์ หลายครั้งที่ปล่อยให้ประชาชนที่มาติดต่อธุระต้องรอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ตอนบ่าย

พอเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาบ่ายสอง สิ่งที่ผมเห็นคือความวุ่นวายที่ก่อตัวขึ้น